โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘AI Supercycle’ ไทยควรอยู่ตรงไหน ในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก

The Bangkok Insight

อัพเดต 30 ส.ค. เวลา 04.29 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. เวลา 04.29 น. • The Bangkok Insight

SCB EIC วิเคราะห์ชัด AI Supercycle : ไทยควรอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก

อุปสงค์ AI ยังโตแรง แต่เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของผลตอบแทนด้านการลงทุนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามเทคโนโลยี

AI Supercycle

แม้ AI supercycle ยังไม่สิ้นสุด แต่การเติบโตในระยะต่อไปของ AI คาดว่าจะเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งจากวัฏจักร AI ที่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ตลาดเริ่มจับตาความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่ (AI Bubble) มากขึ้น โดย SCB EIC มองว่า วัฏจักรการเติบโตของการลงทุนเทคโนโลยี AI จะยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ สะท้อนได้จากการลงทุนด้าน AI ในสหรัฐ ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers จะเติบโตเฉลี่ยราว 48% ต่อปี จนมีมูลค่าอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2570

อย่างไรก็ตาม AI supercycle กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากระยะของการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ระยะของการสร้างรายได้ โดยระยะข้างหน้าผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ว่า AI สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนได้จริง

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตชิปขั้นสูงและการลงทุนใน Data center ปรับสูงขึ้น

นอกจากนี้ สงครามเทคโนโลยีและมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐ ยังเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอนต่อต้นทุนชิปขั้นสูงและ AI server ในตลาดโลก

การเติบโตของ AI ช่วยหนุนให้รอบการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกยาวนานขึ้น แต่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้า AI-related เป็นหลัก

การเติบโตของ AI ช่วยยืดรอบการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกให้ยาวนานขึ้นกว่ารอบที่ผ่านมา โดยเฉพาะอานิสงส์จากการลงทุนใน AI Infrastructure ทั้ง Data center, AI Server, Semiconductor, Storage และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูล Trade Map สะท้อนว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เกี่ยวข้องกับ AI ในหมวด HS 84 และ 85 ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI เติบโตเร่งขึ้นจากเฉลี่ย 8.9% และ 10.3% (ปี 2563-2565) เป็น 35.6% และ 11.5% (ปี 2566 -2568) สะท้อนอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก

ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ขยายตัวชะลอลงหรือทรงตัว จากเฉลี่ย 3.9% และ 7.4% เหลือ 4.0% และ 3.2% CAGR ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกจะยังเป็นในลักษณะ K-shaped ที่ฟื้นตัวไม่เท่ากันในทุกกลุ่มสินค้า

ขณะที่กลุ่มที่อยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure จะเติบโตโดดเด่นกว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปที่ยังถูกกดดันจากอุปสงค์ผู้บริโภคและเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง เนื่องจากเม็ดเงินลงทุน AI ยังเน้นอยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง อุปกรณ์เครือข่าย และ Data center ขณะที่การประยุกต์ใช้ AI ในสินค้าอุปโภคบริโภคยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

ไต้หวันยังคงเป็นห่วงโซ่อุปทานชิปต้นน้ำที่สำคัญของโลก

ไต้หวันยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก โดยเฉพาะชิปขั้นสูงและวงจรรวม ซึ่งมี TSMC เป็นผู้เล่นหลัก และมีสัดส่วนการผลิตชิปขั้นสูงราว 90% ของโลก จากแรงหนุนของ AI ทำให้ไต้หวันครองบทบาทผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอันดับต้นของโลก โดยเฉพาะการส่งออกคอมพิวเตอร์ที่รวมถึงชิ้นส่วนขั้นสูงอย่าง AI server กับ GPU server ที่เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 61% ในช่วงปี 2563-2568

ขณะที่จีนยังเป็นฐานการผลิตคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ของโลก แต่บทบาทในสินค้าขั้นสูงเริ่มถูกลดทอนลงจาก Trade War/Tech War และมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์ขั้นสูงของจีนชะลอลง 2% ในช่วงปี 2563-2568 สวนทางกับไต้หวันที่ได้ประโยชน์จากความต้องการ AI และการย้ายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน

ทั้งนี้ แม้ว่าจีนยังคงมีบทบาทในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป แต่การเติบโตเริ่มชะลอตัวและต่ำกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนในบางกลุ่มสินค้า เช่น กลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง อุปกรณ์สื่อสาร และ PCB

อาเซียนก้าวสู่ฐานการผลิตสำคัญแห่งใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน AI โลก

การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน และอุปสงค์จาก AI ที่เติบโตต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายบทบาทของอาเซียนในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลกในระยะข้างหน้า ในด้านการค้าอาเซียนมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำมากขึ้น

จากข้อมูล Trade Map พบว่า มาเลเซียมีมูลค่าการส่งออก IC และชิปขั้นสูงเติบโตเฉลี่ยสูงสุดที่ 13% ต่อปีในช่วงปี 2563-2568 ตามด้วยเวียดนาม 9% สิงคโปร์ 8% และไทย 8% ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน อาเซียนยังเป็นฐานผลิตคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบสำคัญของโลก โดยในปี 2568 เวียดนามมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 6.35 หมื่นล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ ไทยและมาเลเซีย ที่มีมูลค่าส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ 2.26 และ 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามลำดับ

นอกจากนี้ อาเซียนยังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในสินค้าที่เกี่ยวกับ AI Infrastructure และ Data center เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง อุปกรณ์สื่อสาร และ PCB นอกจากนี้ ในด้านการลงทุน อาเซียนสามารถดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เฉลี่ยราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ในช่วงปี 2564-2567 หรือราว 12% ของ Greenfield investment ด้านเซมิคอนดักเตอร์โลก

แม้อาเซียนยังไม่ใช่ผู้นำด้านชิปต้นน้ำ แต่กำลังมีบทบาทสำคัญในขั้นกลางและปลายน้ำ เช่น การประกอบ ทดสอบ บรรจุภัณฑ์ชิป PCB และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง สะท้อนการยกระดับจากฐานการผลิตทางเลือกสู่หนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก

จิรภา บุญพาสุข

ไทยควรเร่งยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยไปสู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

SCB EIC มองว่า ไทยยังมีโอกาสยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์เดิม ไปสู่ฐานการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI มากขึ้น โดยเลือกแข่งขันในกลุ่มที่มีศักยภาพและต่อยอดจากฐานเดิมได้ เช่น ชิป PCB ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง คอมพิวเตอร์/HDD อุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Data center แทนการลงทุนในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน ต้องเร่งยกระดับ R&D และเพิ่มสัดส่วน Local content เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้า และลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน น้ำ ดิจิทัล และโครงข่ายสื่อสารที่มีเสถียรภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ท้ายที่สุด ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญ Data center ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ และ Data analytics เพื่อรองรับการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว

การคว้าโอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI ไม่ได้อยู่ที่การแข่งในทุกสนาม แต่อยู่ที่การเลือกแข่งในจุดที่ไทยมีแต้มต่อและยกระดับได้จริง ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการลงทุนด้าน R&D, Local content, โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและดิจิทัล

หากไทยทำได้จริง ไทยจะมีโอกาสขยับจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่ฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทาน AI ของภูมิภาคอาเซียนในระยะข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์

บทความโดย : นางสาวจิรภา บุญพาสุข นักวิเคราะห์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...