โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Buddhist Aesthetic เมื่อ Gen Z ใช้พุทธมีมประทังจิต และขอนิพพานผ่านหน้าฟีด

The Momentum

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

หน้าฟีดโซเชียลมีเดียในแต่ละวันไหลผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็วและสับสน อัลกอริทึมพาเราสลับไปมาระหว่างคลิปตลก ดราม่าอินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงข่าวความขัดแย้งระดับโลก

ท่ามกลางกระแสข้อมูลที่ถาโถม ความเร่งรีบเหล่านี้ถูกเบรกอย่างกะทันหันด้วยภาพชวนผ่อนคลาย ภาพดอกบัวค่อยๆ บาน ควันธูปที่ลอยตัวช้าๆ เสียงกังวานของขันทิเบต และข้อความสั้นๆ ที่บอกให้ ‘ปล่อยวาง’ ปรากฏขึ้นมาทำหน้าที่เป็นเกาะกลางถนนคอยหยุดความวุ่นวายบนโลกดิจิทัล

‘Buddhist Aesthetic’ หรือที่เรียกขานกันในอีกหลากหลายชื่อเช่น Buddha-core และ Zen-core กำลังเป็นเทรนด์บนโลกออนไลน์ โดยเป็นการพลิกภาพจำของพุทธศาสนา จากเดิมที่เคยถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องพิธีกรรมอันเคร่งครัดและโลกของผู้สูงอายุ ให้กลายเป็นสิ่งบันเทิงของคนหนุ่มสาว

ทว่ากระแส Buddhist Aesthetic นี้ ไม่ได้หมายถึงการที่คนรุ่นใหม่หันมานับถือพุทธศาสนาในแง่ของความศรัทธาเสียทีเดียว หากแต่เป็นการหยิบยืม ‘ภาพลักษณ์’ ความสงบ สุนทรียภาพมินิมอล และบางเสี้ยวของคำสอน มาใช้เป็นองค์ประกอบในการตกแต่งไลฟ์สไตล์ และเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจในโลกดิจิทัล

สิ่งที่น่าคิดต่อคือ อะไรทำให้คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตกหันมาสนใจวัฒนธรรมที่มีอายุเก่าแก่กว่า 2,500 ปีจากฝั่งตะวันออก แล้วนำมาตัดแต่งพันธุกรรมทางความคิด แปรรูปให้กลายเป็นเพียงมีม คอนเทนต์สั้น 15 วินาที เพื่อประทังจิตใจในโลกปัจจุบัน

วิกฤตศรัทธา: เมื่อศาสนาพ่วงมากับการเมืองขวาจัด

ภาพจำของศาสนา คือพื้นที่แห่งความสงบ การเยียวยาจิตใจ และการส่งมอบความเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกปฏิบัติ ศาสนาทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทางจริยธรรมที่ขัดเกลาให้ผู้ปฏิบัติเป็นคนดี และมอบที่พึ่งพิงในยามที่จิตใจอ่อนล้า

ทว่าในปัจจุบัน ความศรัทธาของผู้คนกับสถาบันศาสนากำลังแยกออกจากกัน และถูกตั้งคำถามมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันตก

ข้อมูลจาก 2023-24 U.S. Religious Landscape Study Interactive Database โดย Pew Research Centerชี้ให้เห็นสัดส่วนการนับถือศาสนาของผู้ใหญ่ (สำรวจกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป) ในสหรัฐอเมริกา

แม้ในภาพรวม ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะยังระบุว่าตนเองเป็นคริสเตียนมากกว่าศาสนาอื่น หรือกลุ่มคนไม่นับถือศาสนา ทว่าตัวเลขนี้กลับลดหลั่นลงอย่างมีนัยสำคัญตามสัดส่วนของอายุที่น้อยลง

โดยเมื่อพิจารณาไปที่ช่วงอายุ 18-29 ปี (Gen Y และ Gen Z) กลับมีผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็นคริสเตียนเหลืออยู่เพียงร้อยละ 45 ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ (Religious Nones) คิดเป็นร้อยละ 44 ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก

เมื่อเจาะลึกปัจจัยเบื้องหลังในรายงานส่วนต่อขยายเดือนพฤษภาคมปี 2025 หัวข้อ Why Do Some Americans Leave Their Religion While Others Stay?ซึ่งทำการสำรวจกลุ่มชาวอเมริกันที่ละทิ้งศาสนาในวัยเด็กพบว่า มีเหตุผลที่หลากหลาย ตั้งแต่การเลิกเชื่อในหลักคำสอนของศาสนานั้นๆ รู้สึกว่าศาสนาไม่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตอีกต่อไป หรือค่อยๆ ห่างเหินและหลุดพ้นจากศาสนาเดิมทีละน้อยตามเวลา

แต่อีกหนึ่งเหตุผลที่น่าสนใจ คือความรู้สึกไม่พอใจต่อคำสอนของศาสนาที่ไปพัวพันกับประเด็นทางสังคมและอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 34

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับค่านิยมเรื่องความเท่าเทียม (Inclusivity) และสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย พวกเขาเริ่มมองเห็นว่าโบสถ์ที่เคยบอกให้ผู้คนรักกันตามหลักคำสอนของศาสนา ได้แปรสภาพเป็นเครื่องมือในการกดขี่ ควบคุม และผลิตซ้ำความเกลียดชังทางการเมือง สถาบันที่ควรจะมอบความยุติธรรมกลับกลายเป็นผู้ตัดสิน (Judgment) และพิพากษาความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

เมื่อพิจารณาถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ยิ่งทำให้ภาพชัดเจนขึ้น เมื่อคริสต์ศาสนากระแสหลัก (Mainstream Christianity) โดยเฉพาะกลุ่มนิกายอีแวนเจลิคัล (Evangelical) ได้หลอมรวมเข้ากับอุดมการณ์ทางการเมืองของฝ่ายขวาจัดอย่างแนบแน่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ชาตินิยมคริสเตียน (Christian Nationalism)

การเมืองเรื่องศรัทธานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโบสถ์ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ไปพัวพันกับกฎหมายและนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้คนโดยตรง ตั้งแต่การขับเคลื่อนเพื่อคว่ำกฎหมายทำแท้งเสรี การปิดกั้นสิทธิและความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงการสร้างวาทกรรมชาตินิยมสุดขั้ว ผลักไสผู้ที่มีความเห็นต่างหรือผู้อพยพอีกด้วย

พุทธศาสนาในฐานะ Coping Mechanism

พุทธตะวันออก vs พุทธตะวันตก

การเกิดขึ้นของกระแส Buddhist Aesthetic ในแง่หนึ่งอาจฟังดูคล้ายกับการเปลี่ยนความศรัทธาจากศาสนาหนึ่งไปสู่อีกศาสนาหนึ่ง ถึงอย่างนั้น สิ่งที่คนรุ่นใหม่ในโลกตะวันตกกำลังทำ ไม่ใช่การสยบยอมต่ออำนาจของศาสนาใหม่ หากแต่เป็นการคัดสรรและสกัดเอาเฉพาะส่วนที่ตอบโจทย์ปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน

ในสายตาของชาวตะวันออกที่เติบโตมากับพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิกายเถรวาท มักจะมีภาพจำเกี่ยวกับศาสนาในเชิงรูปแบบวิธีที่เคร่งครัด เต็มไปด้วยพิธีกรรม บทสวด คาถาอาคม และพระธรรมวินัยที่จับต้องได้ยาก

ในทางกลับกัน พุทธศาสนาบนแพลตฟอร์มยุคใหม่อย่าง TikTok กลับดึงดูดใจหนุ่มสาวตะวันตกด้วยคุณลักษณะแบบอเทวนิยม (Atheism) ที่ปราศจากพระเจ้าคอยบงการ และมอบพื้นที่แห่ง ‘No Judgment’ หรือการไม่พิพากษาตัดสิน ตัวคำสอนที่ไม่ได้เน้นเรื่องการตกนรกหรือความเชื่อเรื่องโลกหน้า แต่เน้นไปที่กระบวนการภายใน เช่น การเฝ้ามองอารมณ์ การทำความเข้าใจรากเหง้าของความทุกข์ และการควบคุมจิตใจตนเอง

ขณะเดียวกัน แนวคิดของพุทธศาสนาก็เน้นที่การพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) และการแสวงหาความสงบเฉพาะตนเช่นนี้ สอดรับกับแนวคิดปัจเจกนิยม (Individualism) อันเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมตะวันตกได้อย่างพอดิบพอดี

ดังนั้น ในสายตาของชาวตะวันตก พุทธศาสนาไม่ได้ถูกมองเป็นศาสนาที่มีพิธีกรรมกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออ้อนวอนร้องขอแบบเอเชียดั้งเดิม หากแต่ถูกตีความใหม่ (Re-interpreted) ให้กลายเป็น ‘ปรัชญาและจิตวิทยาทางเลือก’ ที่ย่อยง่ายและนำมาปรับใช้ได้ทันที

เมื่อ ‘สัจธรรม’ ถูก Re-brand ผ่านมีม

เบื้องหลังความนิยมนี้ ไม่ใช่เรื่องของการมุ่งสู่ความหลุดพ้น แต่อาจเป็นสภาวะจำยอมทางจิตวิทยาของคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับ ‘ความเครียดเชิงโครงสร้าง’ (Structural Stress)

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สวนทางกับค่าแรง ภาวะข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก และความตระหนักรู้ว่าระบบการเมืองภาพใหญ่นั้นยากเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมสิ้นหวังของคนรุ่นใหม่ (Doomer Culture) จึงเข้าปกคลุม และเมื่อไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยวและค่อยๆ พังทลายลงได้ สิ่งเดียวบนโลกใบนี้ที่พวกเขายังพอมีอำนาจควบคุมและจัดการได้ จึงเหลือเพียง ‘ใจของตัวเอง’

พุทธศาสนาบนโลกออนไลน์จึงถูกสกัด-แปรรูปผ่านวัฒนธรรมมีม (Meme Culture) เพื่อเป็นเครื่องมือประทังชีวิต (Coping Mechanism) โดยไม่มีใครสนใจเป้าหมายสูงสุดดั้งเดิมอย่างการหลุดพ้นหรือนิพพาน ตัวอย่างเช่น

- อนิจจัง (Impermanence)จากหลักสัจธรรมความจริงสูงสุดของโลก ถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นคาถาปลอบใจในออฟฟิศว่า “ช่างมันเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้หัวหน้าก็ลืม” เพื่อมองว่าความทุกข์จากงานเป็นแค่เรื่องชั่วคราว และมันจะผ่านไป

- เรื่องกรรม (Karma)ถูกปรับเปลี่ยนเป็นกลไกการปล่อยวาง เพื่อปกป้องความรู้สึกตัวเองในทำนองว่า “ใครทำอะไรไว้ เดี๋ยวระบบทุนนิยมหรือเวรกรรมคงจัดการเอง” เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะขัดแย้งที่ต้องเสียพลังงานชีวิตอันน้อยนิดไปโดยเปล่าประโยชน์

วัฒนธรรมตะวันออกในฐานะสินค้า?

ความจริงแล้ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ การดัดแปลงและแปรรูปจิตวิญญาณตะวันออกให้สอดรับกับวิถีตะวันตก (Westernization) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอย่างเป็นระบบ

ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1960-1970 โลกตะวันตกเคยหยิบยืมศาสตร์อย่าง ‘โยคะ’ และ ‘อายุรเวท’ ของศาสนาฮินดูมาปรับใช้ โดยถอดถอนเอาคุณค่าทางจิตวิญญาณและความศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมออก แล้วนำไปจับคู่กับไลฟ์สไตล์คนเมืองและภาพลักษณ์แบรนด์หรู จนโยคะกลายสภาพจากศาสตร์แห่งการหลอมรวมจิตวิญญาณ เหลือเพียงกิจกรรมออกกำลังกายราคาแพง สวมใส่เสื้อผ้ากีฬาแบรนด์เนม และกลายเป็นสัญลักษณ์ในการยกระดับสถานะทางสังคมของคนขาวชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษ 2000

ตัดภาพมาปัจจุบัน ประจวบเหมาะกับกระแส Wellness ในช่วงปีที่ผ่านมาอย่างพอดิบพอดี กระบวนการสกัดเอาเรื่องปาฏิหาริย์ โลกหน้า หรือพิธีกรรม เปลี่ยนพุทธศาสนาให้กลายเป็น ‘Secular Buddhism’ (พุทธสายโลกหรือพุทธไร้ศาสนา) ก็กำลังเดินตามรอยแผลเดิม จนผลผลิตที่ได้ไม่ใช่การเข้าถึงสัจธรรมความจริงอันเป็นที่สุด แต่กลับกลายสภาพเป็นสินค้าแฟชั่น ชุดผ้าลินินสีเอิร์ธโทน คอร์สฝึกสมาธิราคาแพง และการแต่งบ้านสไตล์วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) สไตล์เซนหรือมินิมอลราคาสูงที่บิดเบือนปรัชญาความงามของ ‘ความไม่สมบูรณ์แบบและความสมถะ’ ให้กลายเป็นสินค้าที่มีเพียงคนบางกลุ่มเข้าถึงได้เท่านั้น

ปรากฏการณ์แปรรูปความศรัทธานี้ เป็นสิ่งที่ โรนัลด์ อี. เพอร์เซอร์ (Ronald E. Purser) นักวิชาการสาขาการจัดการแห่ง San Francisco State University นิยามมันว่า ‘McMindfulness’ หรือการทำให้ความสงบใจกลายเป็นสินค้าฟาสต์ฟู้ดที่ซื้อง่ายขายคล่อง

ภายใต้แนวคิดนี้ ปรัชญาเซนอันลึกซึ้งและหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่เคยต้องผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วง กลับถูกตัดแต่งและคัดสรรเลือกเสพเฉพาะส่วนที่ย่อยง่าย (Cherry-picking) เพื่อแปรรูปให้เหลือเพียงคำสอน คำคมสั้นๆ บนฟีด TikTok คลอไปกับเสียงกังวานของขันทิเบต ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบสนองความสะดวกในการเสพและบริโภคทางสายตาของผู้คนในโลกยุคปัจจุบัน โดยไม่ต้องจ่ายต้นทุนทางความคิดหรือเวลาแม้แต่น้อย

Cultural Appropriation (ฉวยใช้) หรือ Cultural Preservation (ต่อลมหายใจ)

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ดังกล่าวนำมาสู่ข้อถกเถียงสำคัญ 2 ด้านในเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัย ระหว่างมุมมองเรื่องการฉวยใช้กับการสืบทอด

ฝั่งวิพากษ์มองว่า นี่คือรูปแบบหนึ่งของ ‘Cultural Appropriation’ (การฉวยใช้ทางวัฒนธรรม) หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ ‘Whitewashing’ ที่คนขาวและระบบทุนนิยมนำสัญลักษณ์ รวมถึงหลักคำสอนของชาวเอเชียมาปรับแต่งใหม่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ศาสนาและปรัชญาที่เคยลึกซึ้ง ถูกลดทอนคุณค่าให้เหลือเพียงพร็อพแต่งห้อง สินค้าไลฟ์สไตล์ หรือไอเทมสำหรับเรียกยอดไลก์บนหน้าฟีด โดยที่รากเหง้าดั้งเดิมและเจ้าของวัฒนธรรมในเอเชียไม่ได้ประโยชน์อันใดจากมูลค่าที่เกิดขึ้นนี้เลย

ในทางกลับกัน ฝั่งที่มองในแง่บวกกลับเห็นว่านี่คือ ‘Preservation/ Evolution’ (การสืบทอดและการวิวัฒนาการ) โดยตั้งสมมติฐานว่า ปรัชญาหรือคำสอนที่ไม่ยอมปรับตัวตามยุคสมัยคือปรัชญาที่ตายแล้ว การเปลี่ยนหลักธรรมให้กลายเป็นมีมหรือ Aesthetic บนพื้นที่ดิจิทัล เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้คำสอนโบราณยังมีตัวตน และมีพื้นที่ยืนในยุคที่อัลกอริทึมเป็นใหญ่ อย่างน้อยที่สุดกระแสเหล่านี้ก็ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเบื้องต้นที่จุดประกายความสนใจ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่บางส่วนสืบค้นลึกลงไปจนเจอแก่นแท้ของความคิดในภายหลัง

อันที่จริง โลกโซเชียลฯ ไทยก็มีการนำศาสนาพุทธมาแปรรูปเป็นมีมอยู่เช่นกัน เพียงแต่ ‘การใช้งาน’ อาจจะต่างออกไปเล็กน้อย หากคอนเทนต์ต่างประเทศคือความสงบเทสต์ดี คอนเทนต์ไทยก็คือ ‘ความเกรียนสู้ชีวิต’ ตั้งแต่การหยิบคำบาลีมาแปลงเป็นศัพท์ฮิตในโซเชียลฯ ไปจนถึงการตัดต่อรูปพระพุทธรูปร่วมสมัยใส่ข้อความจิกกัด ทว่าท่ามกลางความสนุกสนานนั้น กลับไม่มีใครรู้สึกซีเรียสหรือมองในแง่ลบ ส่วนหนึ่งอาจเพราะเทรนด์นี้ยังมีความเฉพาะกลุ่ม (Niche) ในโซเชียลฯ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเสพด้วยสุนทรียภาพที่สวยหรูแบบตะวันตก หรือเสพด้วยความเฮฮาแบบไทยๆ ทั้งหมดล้วนสะท้อนสิ่งเดียวกัน นั่นคือการดึงศาสนาลงมาจากหิ้ง เพื่อให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่เข้าถึงง่าย และประทังจิตใจมนุษย์ปุถุชนในยุคปัจจุบันได้จริง

ดีเบตนี้อาจไม่ได้มีคำตอบที่ขาวหรือดำอย่างเด็ดขาด แต่มันคือภาพสะท้อนว่าในโลกยุคใหม่ ศาสนาไม่ได้ถูกส่งต่อผ่านสถาบันทางศาสนาแบบเดิมอีกต่อไป ทว่ากำลังถูกนิยามและขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมป็อป ปัจเจกบุคคล และอัลกอริทึมที่ทุกคนกำลังแหวกว่ายอยู่ร่วมกัน

ท้ายที่สุด ไม่ว่าปรากฏการณ์นี้จะถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงการฉวยใช้ทางวัฒนธรรม หรือเป็นเพียงสินค้ามินิมอลใหม่ในตลาดทุนนิยมเสรี แต่สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือ กระแส Buddhist Aesthetic กำลังทำหน้าที่เป็นพื้นที่หลบภัยชั่วคราวทางจิตวิทยาของผู้คนในยุคปัจจุบัน

ตราบใดที่โครงสร้างโลกและระบบทุนนิยมยังส่งมอบความกดดันและบาดแผลให้กับการใช้ชีวิต มนุษย์ก็พร้อมที่จะหยิบฉวยทุกเครื่องมือเท่าที่จะหาได้มาประทังจิตใจ แม้ว่าที่พึ่งทางใจนั้น จะเป็นเพียงแค่ภาพดอกบัวสลัวๆ คลอเสียงระฆังเบาๆ บนฟีด TikTok ที่ไหลผ่านสายตาไปภายในเวลา 15 วินาทีก็ตาม

อ้างอิง:

18- to 29-year-olds | Religious Landscape Study (RLS) | Pew Research Center

'A spiritual war': Are Christian nationalists threatening to turn the US into a religious state? | US News | Sky News

https://www.tiktok.com/@boodnampetch/video/7661222547979390228

McMindfulness — RONALD E PURSER

Why Americans Leave, Stay in Their Childhood Religion | Pew Research Center

Why do some Americans who were raised unaffiliated join a religion while others don’t? | Pew Research Center

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...