โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เผยสัปดาห์เดียวทลายแก๊งสแกมเมอร์ 16 ราย ยอดเสียหายลดฮวบเกือบ 100 ล้าน หลอกทำงานออนไลน์พุ่ง

สวพ.FM91

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผยสัปดาห์เดียวทลายแก๊งสแกมเมอร์-ม้ากดเงิน 16 รายทำความเสียหายลดฮวบเกือบ 100 ล้าน คดีหลอกทำงานออนไลน์พุ่งแรง ครองแชมป์ทำยอดเสียหายสูงสุด!

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.- 4 เม.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,366 คดี มูลค่าความเสียหาย 407,981,333 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 22-28 มี.ค.69 จำนวน 176 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับลดลง 94,167,600 บาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายกลับสวนทาง โดยแม้คดีจะเพิ่มขึ้น แต่ความเสียหายรวมกลับลดลงจากประมาณ 502.15 ล้านบาท เหลือ 407.98 ล้านบาท ลดลง -94.16 ล้านบาท การที่จำนวนคดีเพิ่มแต่ยอดเงินรวมลดลง อาจหมายถึงมิจฉาชีพเน้นหลอกรายย่อยมากขึ้น หรือมีการสกัดกั้นการโอนเงินก้อนใหญ่ได้ทันท่วงที ระบบอายัดเงินเริ่มทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ความเสียหายต่อเคสลดลง ขณะที่การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการยังครองแชมป์จำนวนคดี ขณะที่การหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่นๆ เป็นกลุ่มเดียวที่พุ่งสูงขึ้นทั้งจำนวนคดีและความเสียหาย แต่ที่น่าสนใจคือ การหลอกทำงานออนไลน์ กลับกลายเป็นกลุ่มที่สร้างความเสียหายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแนะนำวิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงซื้อสินค้าทางออนไลน์อีกครั้ง โดยประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” เช่น TikTokShop, Lazada, และShopee ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงข้อให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบกลโกงที่แยบยลมากขึ้น คือ “การหลอกซื้อของพ่วงทำภารกิจ” และ “การหลอกทำงานออนไลน์พ่วงทำภารกิจ” ดังนี้

1. มิจฉาชีพใช้กลโกง “ของถูก-ของฟรี” เป็นเหยื่อล่อ ดึงเข้ากลุ่มไลน์ทำภารกิจ

- ใช้ของล่อ : โพสต์ขายของที่คนต้องการสูงในราคาถูกผิดปกติ เช่น นมผง, เครื่องปั๊มนม, โทรศัพท์มือถือ หรือเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการแอบอ้างแจกของฟรี เช่น แจกต้นไม้ฟรี โดยอ้างว่าเลิกเลี้ยงหรือแจกเนื่องในโอกาสพิเศษ ให้ฟรีเพียงแค่ช่วยจ่ายค่าจัดส่งเท่านั้น

- ดึงเข้ากลุ่ม : เมื่อเหยื่อโอนเงินค่าสินค้าหรือค่าส่งแล้ว มิจฉาชีพจะยังไม่ส่งของ แต่จะดึงเหยื่อเข้ากลุ่มไลน์ โดยอ้างว่าเป็นเงื่อนไขในการรับสิทธิ์ ต้อง “ทำกิจกรรม” หรือ “ทำภารกิจ” ก่อน ถึงจะส่งของให้

- หลอกให้โอนซ้ำ : ในกลุ่มจะมีหน้าม้าคอยรีวิวว่าได้เงินคืนจริง เพื่อกดดันให้เหยื่อยอมโอนเงินสำรองจ่ายเพื่อจบภารกิจและรับของที่อยากได้

- สูญเงินก้อนโต : หากเหยื่อจะเลิก มิจฉาชีพจะอ้างว่า “ภารกิจยังไม่เสร็จ” บีบให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายปิดกลุ่มหนี

2. หลอกทำงานออนไลน์ (รายได้เสริม) มิจฉาชีพจะเข้าหาเหยื่อผ่านโฆษณาใน Facebook, Instagram หรือส่ง SMS ล่อใจด้วยข้อความว่า “รับสมัครคนช่วยงาน” หรือ “กดไลก์ กดแชร์ สั่งซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย” โดยมีลักษณะการหลอกลวงเป็นขั้นตอน ดังนี้

- เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ : เริ่มต้นมักจะให้ทำงานง่ายๆ เช่น การกดถูกใจโพสต์ หรือการรีวิวสินค้า

- ให้ผลตอบแทนจริงในครั้งแรก : เพื่อสร้างความมั่นใจ มิจฉาชีพจะโอนเงินค่าจ้างจำนวนแล็กน้อยคืนมาให้จริงใน 1-2 ครั้งแรก

- หลอกให้สำรองจ่าย : เมื่อเหยื่อเริ่มไว้ใจ จะถูกชักชวนให้ทำภารกิจที่ใหญ่ขึ้น โดยต้องเงินสำรองค่าสินค้าหรือวางเงินประกันเข้าไปก่อนเพื่อแลกกับค่าคอมมิชชันที่สูงขึ้น

- ถอนเงินไม่ได้ : เมื่อยอดเงินโอนสะสมสูงขึ้น มิจฉาชีพจะอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น ทำผิดขั้นตอน, ต้องชำระภาษีเพิ่ม หรือยอดเงินยังไม่ครบตามเงื่อนไข เพื่อบีบให้เหยื่อโอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ปิดช่องทางติดต่อหนีไป

ดังนั้น หากประชาชนเลือกซื้อสินค้าหรือมองหางานทางออนไลน์ แล้วถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ “ทำภารกิจเสริม” ไม่ว่าจะเป็นการปั่นยอดวิวหรือสำรองจ่ายเพื่อรับของและค่าคอมมิชชัน ขอให้หยุดการสนทนาและออกจากกลุ่มทันที เพราะนั่นคือพฤติกรรมของมิจฉาชีพ 100% ที่ใช้ของถูกหรือรายได้สูงมาเป็นเหยื่อล่อ เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สิน

ข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา และกลุ่มผู้หญิงวัย 21-30 ปี เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ถูกหลอกลวงมากที่สุดเช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มวัยดังกล่าวเอง ก็ครองแชมป์ด้านผู้เสียหายคดี 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ และอันดับ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อพุ่งเป้าหมายมายังกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอายุน้อยที่ทำธุรกรรมออนไลน์เป็นประจำมากขึ้น

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ จำนวน 8 เคส ผู้ต้องหา 16 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 14 ราย และชาวต่างชาติ 2 ราย เป็นสัญชาติจีนและเวียดนาม พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 1.7 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 30 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 47 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 6,279,699 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...