โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สมาคมเอทานอลฯ หนุน 'รถเก่าแลกใหม่' ดัน E20 ขึ้นแท่นน้ำมันฐาน ลดนำเข้าเสริมพลังงานไทย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกิตติศักดิ์ วัธนเวคิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เปิดเผยว่า การกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์รุ่นเก่าสู่ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำที่ผลิตในประเทศ เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญของการสร้างความสมดุลทางพลังงาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการใช้รถยนต์สันดาปที่รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์95 และน้ำมัน E20 (น้ำมันเบนซินผสมเอทานอล 20%) หรือ E85 (น้ำมันเบนซินผสมเอทานอล 85%) จะช่วยลดการใช้พลังงานโดยการเปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบ มาเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศอย่างเอทานอล จะเป็นแกนหลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อีกทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมโยงภาคเกษตรกรรมไทยเข้ากับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

ทั้งนี้ สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง สนับสนุนนโยบายภาครัฐในการผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะ E20 และ E85ให้ก้าวขึ้นเป็นพลังงานหลักในภาคขนส่งของประเทศ ซึ่งทั้งสองสมาคมเห็นตรงกันว่า การส่งเสริมการใช้ E20 และ E85 ในภาคยานยนต์ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ยังคงไม่แน่นอน

“พร้อมที่จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับปริมาณวัตถุดิบทางเกษตรจะมีเพียงพอและมีเสถียรภาพสอดรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการขับเคลื่อนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาสมดุลทางพลังงาน แต่ยังเป็นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ดึงเอาศักยภาพของภาคเกษตรกรรมไทยมาช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด”

นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตเอทานอลจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งอ้อย กากน้ำตาล และมันสำปะหลัง โดยมีกำลังการผลิตรวมกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน จากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันการใช้เอทานอลอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน จึงมีความพร้อมรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นจากยานยนต์สันดาปประสิทธิภาพสูงที่รองรับน้ำมัน E20 และ E85 และหากมีการผลักดัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ

การที่ภาครัฐวางกรอบแนวคิดขับเคลื่อนน้ำมัน E20 ให้เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (Base Grade) ของประเทศ ถือเป็นก้าวย่างทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบและยังเป็นมาตรการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานโลก ที่ยังคงตึงตัวจากปัจจัยความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ การผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยเฉพาะมันสำปะหลังซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ได้ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยการพัฒนา รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริดแบบเชื้อเพลิงยืดหยุ่น (Flex-Fuel Plug-in Hybrid: FFV-PHEV) ซึ่งผสานระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์สันดาปที่รองรับการเติมเชื้อเพลิงผสมระหว่างน้ำมันเบนซินกับเอทานอลได้ตามความต้องการ ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานผ่านการใช้ผลผลิตทางเกษตรอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง

อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสู่ความยั่งยืน เนื่องจากเอทานอลมีการเผาไหม้ที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงช่วยลดทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“มันสำปะหลังและอ้อย ไม่ได้เป็นแค่สินค้าโภคภัณฑ์ที่รอราคาตลาดโลก แต่จะเป็นแหล่งพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งสถานีบริการน้ำมันและเทคโนโลยียานยนต์สันดาปประสิทธิภาพสูง ประกอบกับมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ ที่มุ่งเน้นรถยนต์รองรับ E20 และ E85 กลไกนี้จะไม่เพียงแค่กระตุ้นเศรษฐกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่จะเป็นการสร้างคลังน้ำมันบนดินที่ผลิตได้เองในประเทศ ช่วยลดการพึ่งพิงพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้กับระบบพลังงานไทยท่ามกลางวิกฤตการณ์โลก"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...