20 ปี สทน. วางรากฐานเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ต่อยอดเศรษฐกิจ การแพทย์ ความมั่นคงด้านสุขภาพ
20 ปี สทน. วางรากฐานเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ต่อยอดเศรษฐกิจ การแพทย์ ความมั่นคงด้านสุขภาพ
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทน. ครบรอบ20 ปีแห่งการก่อตั้ง ในวันที่21 เมษายน นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อวันที่21 เมษายน2549 โดยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา สทน. ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และการฉายรังสีเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมการแพทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย
รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา20 ปีที่ผ่านมา สทน. ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ พร้อมทั้งสร้างผลงานเชิงประจักษ์ในหลายมิติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในภาคส่วนต่างๆ“สทน. มุ่งนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ทั้งในด้านการแพทย์ อาหาร เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย”
ความสำเร็จที่สำคัญ อาทิ ยกระดับระบบสาธารณสุขไทย สนับสนุนการใช้รังสีในทางการแพทย์ ทั้งการวินิจฉัยและการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง รวมถึงการผลิตไอโซโทปและการให้บริการฉายรังสีเพื่อความปลอดภัยทางการแพทย์
เสริมความมั่นคงทางอาหารและการเกษตร พัฒนาพันธุ์พืชด้วยเทคนิคการฉายรังสี เพิ่มผลผลิตและความทนทานต่อสภาพแวดล้อมพร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี
เพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีรังสีมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ เช่น การตรวจสอบโดยไม่ทำลาย(NDT) ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความปลอดภัยในภาคการผลิตการตรวจวิเคราะห์ปริมาณกัมมันตรังสีในสินค้าส่งออกของประเทศไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประเทศคู่ค้า
สนับสนุนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ใช้เทคนิคไอโซโทปในการติดตามและวิเคราะห์มลพิษ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นศูนย์กลางวิจัยและพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
สร้างบุคลากรและความร่วมมือระดับสากล พัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ
ขณะเดียวกัน สทน. ยังได้พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีการฉายรังสีของประเทศอย่างครบวงจร โดยสามารถให้บริการการฉายรังสีได้ครบทุกเทคโนโลยีที่กฎหมายอนุญาต ได้แก่ รังสีแกมมา (Gamma Ray) รังสีเอกซ์(X-Ray) ลำอิเล็กตรอน (Electron Beam)
เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปใช้เพื่อ ยกระดับความปลอดภัยและเพิ่มมูลค่าให้กับอาหาร ผลผลิตทางการเกษตร เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ช่วยให้สินค้าไทยมีมาตรฐานและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
นอกจากนี้ สทน. ยังได้ติดตั้ง เครื่องไซโคลตรอน(Cyclotron) เพื่อใช้ในการวิจัยและผลิต เภสัชภัณฑ์รังสี(Radiopharmaceuticals) ซึ่งมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยและรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะช่วยลดการนำเข้าเภสัชรังสีจากต่างประเทศ และเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนและการแพทย์ของประเทศในอนาคต
ในด้านการวิจัยขั้นสูง สทน. ได้พัฒนาและติดตั้ง เครื่องโทคาแมค(Tokamak) ภายใต้ชื่อThailand Tokamak-1 เพื่อใช้ศึกษาวิจัยด้านพลาสมาและเทคโนโลยีฟิวชัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ช่วยยกระดับศักยภาพงานวิจัยและเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต
รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การก้าวสู่ปีที่21 ของ สทน. จะเป็นการต่อยอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต โดย สทน. เตรียมผลักดัน2โครงการสำคัญของประเทศได้แก่
1. โครงการสร้างคุณค่าและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ และอุตสาหกรรมของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสีโครงการพัฒนาและขยายศูนย์ฉายรังสีระดับอุตสาหกรรมในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีการฉายรังสีของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และเครื่องมือแพทย์ ช่วยยกระดับความปลอดภัยของสินค้า เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก
2. โครงการเพิ่มสมรรถนะการผลิตสารเภสัชรังสีเพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในอนาคตโครงการจัดตั้งโรงผลิตสารเภสัชรังสีมาตรฐานGMP ภายในสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จังหวัดนครนายก เพื่อผลิตสารเภสัชรังสีที่ใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง เช่น ไอโอดีน-131 ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เพิ่มความมั่นคงด้านการแพทย์ และรองรับผู้ป่วยมะเร็งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
การดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการฉายรังสีระดับอุตสาหกรรม และโครงการเพิ่มสมรรถนะการผลิตสารเภสัชรังสี จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร เกษตร และเครื่องมือแพทย์ ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ด้วยการผลิตสารเภสัชรังสีเพื่อรองรับการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
ในระยะยาว โครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะSMEs เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในตลาดโลก และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านอาหารที่ปลอดภัยและการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างต่อเนื่องภายใต้หลักความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 20 ปี สทน. วางรากฐานเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ต่อยอดเศรษฐกิจ การแพทย์ ความมั่นคงด้านสุขภาพ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th