โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบรนด์ DoiTung พลิกโฉมครั้งใหญ่ ปรับโมเดลสินค้าหัตกรรม เจาะลูกค้าเจนใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 07.09 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งสำคัญ รับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อมโลก ยืนยันเจ้าตลาดคาร์บอนเครดิต ที่ปรึกษาบริษัทยักษ์ พลิกโฉมงานหัตถกรรม ปฏิวัติแบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม DoiTung เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ พบสินค้าหน้าใหม่ไตรมาส 2 ปีนี้

มล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เจ้าของแบรนด์ดอยตุง- DoiTung เปิดเผยในระหว่างดูงานด้านการพัฒนาไร่กาแฟ และป่าชุมชนเพื่อโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ว่าปี 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะปรับโครงสร้างองค์กรและวางตำแหน่งผู้บริหารใหม่ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจของมูลนิธิในอนาคต

ทั้งนี้ การบริหารงานพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่เคยเป็นจุดแข็งของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ “การพัฒนา” ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี “คน” เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

ปรับ-เปลี่ยนทุกมิติ ดันแม่ฟ้าหลวงองค์กรระดับโลก

มล.ดิศปนัดดา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างการเพื่อให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน

โครงสร้างบริหารใหม่ จะตั้งประธานสายงานที่รับผิดชอบธุรกิจเพื่อสังคม 4 สาย ดังนี้

1.นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (NbS)

2.นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายงานธุรกิจเพื่อสังคม

3.นางสาว รัมภ์รดา นินนาทประธานสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน

4.นายณรงค์ อภิชัย ประธานสายงานปฏิบัติการงานพัฒนา

สำหรับสายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ “ระบบคู่ขนาน” (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง ในระยะยาว

ในระยะต่อไป มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ

เปิดโมเดลพัฒนาใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การปรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน

“หัวใจการทำงานของแม่ฟ้าหลวง ยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน แต่วันนี้เรากำลังขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน พร้อมก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย”

พลิกโฉมแบรนด์ดอยตุงครั้งใหญ่

นอกจากนี้ งานหัตถกรรมชุมชน ซึ่งเป็นต้นทางของสินค้าแบรนด์ “ดอยตุง- DoiTung” จะมีการปรับโฉมครั้งใหญ่ โดยจะมีการพลิกโฉมแบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม ลงไปเจาะตลาดคนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งรูปแบบ และสไตล์ รวมทั้งการทำการตลาดรูปแบบใหม่ เตรียมเปิดตัวแบรนด์และสินค้าใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจำวัน

งานทุกชิ้นที่ผลิตในแบรนด์ใหม่ จะยังเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ได้ดำเนินงานมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 ปีนี้

ทั้งนี้ ในสายงานงานหัตถกรรมจะมีการขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง

ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน จ.เชียงราย สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง

เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระบุว่า “งานหัตถกรรมของ Doi Tung ในระยะต่อไปจะเน้นการสร้างสินค้าให้มีราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น โดยปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นขายเสื้อผ้ามาเป็นการทำสินค้าชิ้นเล็กลงเช่น กระเป๋า เครื่องประดับ ของใช้บนโต๊ะอาหาร และพวงกุญแจ ซึ่งเป็นของที่วัยรุ่นซื้อหาง่ายและใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง สินค้าเหล่านี้จะมีดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับเน้นเรื่องของความยั่งยืนตลอดทั้งกระบวนการผลิตด้วย”

กาแฟสินค้าหัวหอกขึ้นฟ้ากับการบินไทย

สำหรับสายงานกาแฟและแมคคาเดเมีย ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าพัฒนากาแฟดอยตุงควบคู่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ต่อเนื่องกว่า 37 ปี โดยยกระดับจากการรับซื้อผลกาแฟเชอร์รี่จากชุมชน เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนแปรรูปเป็นกาแฟกะลาและสารกาแฟเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าได้ 5–6 เท่า โดยสนับสนุนเครื่องมือแปรรูปและจุดแปรรูปกลาง ควบคู่ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มูลนิธิฯ ได้ทดลองสายพันธุ์กาแฟที่ทนต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นและสภาพอากาศแปรปรวน พร้อมพัฒนากาแฟพรีเมียมและกาแฟสเปเชียลตี้ เช่น Gesha และ Typica เพื่อเพิ่มมูลค่าทางตลาด ปัจจุบันได้ขยายช่องทางจำหน่าย โดยมีวางจำหน่ายในร้าน The Coffee House ณ โครงการ One Bangkok ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ใจกลางกรุงเทพฯ ให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงกาแฟสเปเชียลตี้จากไทยที่สะท้อนการยกระดับคุณภาพสู่ตลาดวงกว้าง

นอกจากนี้ “กาแฟดอยตุง” ได้รับการคัดเลือกโดยสายการบินแห่งชาติอย่างการบินไทย ให้เสิร์ฟบนเที่ยวบินทุกระดับชั้น สะท้อนศักยภาพสินค้าไทยในตลาดระดับสากล รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟคาร์บอนนิวทรัลเพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

แพล็ตฟอร์มเชื่อมพันธมิตร 15 วิสาหกิจชุมชน

งานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ “หมูดำดอยตุง” ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่ ราคาหลายพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

เช่นเดียวกับ งานท่องเที่ยว ที่ยังมุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ โดยจะเจาะตลาดนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ และกลุ่มอบรมสัมนาด้านความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่ดอยตุงมีจุดแข็งและจุดเด่น ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มสัมมนาจัดกิจกรรม 140 คณะ

ตอกย้ำเจ้าตลาดคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลก

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐานจุดเด่นของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับ “มิติทางสังคมและชุมชน” ควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งยังไม่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในตลาดส่วนใหญ่ โดยมูลนิธิ ได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000–150,000 ไร่ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในปี 2572 โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

มูลนิธิฯ ยังได้เริ่มขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อส่งเงินทุนลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่ หากสำเร็จ จะช่วยผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก และเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อน “เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่” ที่เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แบรนด์ DoiTung พลิกโฉมครั้งใหญ่ ปรับโมเดลสินค้าหัตกรรม เจาะลูกค้าเจนใหม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...