โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ททท.บอกสงกรานต์น้ำมันแพงให้เน้นเที่ยวใกล้บ้าน เซ็นทรัล ทุ่ม 500 ลบ. กระจายจัด 44 งานทั่วไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 18.08 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 11.08 น.

เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 500 ล้านบาท ปั้นแลนด์มาร์ก 44 สาขา รองรับ Micro-tourism ดึงคนร่วมงาน 10 ล้านคน ขายลูกเล่นใหม่ "ห่มสไบ ใส่ยีนส์" ดัน Miss World -นายสงกรานต์ เจาะฐาน Gen Z และ Fandom Economy สอดรับนโยบาย World Event ของรัฐบาลผนึกกำลัง กทม. และตำรวจใช้ระบบ AI-CCTV ยกระดับความปลอดภัยพื้นที่สาดน้ำ หวังสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

30 มีนาคม 2569 - บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุกด้วยการทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ยกระดับแคมเปญ“Central Songkran: World’s Biggest Water Festival” ให้เป็นแพลตฟอร์มระดับประเทศที่เชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรม ความบันเทิง และการท่องเที่ยว (Culture-Entertainment-Tourism) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงไฮซีซันของไทย

โดยเน้นการสร้าง "Festival Economy" ที่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงพื้นที่เดียว แต่ขยายตัวผ่าน 28 แลนด์มาร์กทั่วประเทศ

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการยกระดับเทศกาลไทยว่า
“ประเพณีสรงน้ำทำให้สงกรานต์เริ่มกลายเป็น Festival เราอยากจะยกระดับสงกรานต์ขึ้นมาให้เป็นงานระดับโลก สงกรานต์ของไทยทำได้ดีมาก ต่างชาติก็เอาไปนำไปเลียนแบบแต่ก็ไม่มีทางเหมือนเราเพราะมีเรื่องของวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ดังนั้นเราอยากจะสร้างแลนด์มาร์คให้คนทั้งโลกมาวอเตอร์ Festival”

Fandom Engine พลังคลื่นใหม่ของ GDP จาก Passion to Purchase

ในมิติของพฤติกรรมผู้บริโภค เซ็นทรัลพัฒนาได้ถอดรหัสกลยุทธ์โดยใช้กลุ่ม Gen Z และ Fandom เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (Engagement Engine) เนื่องจากกลุ่ม Gen Z มีสัดส่วนกว่า 20% ของประชากรไทย และมีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาทต่อปี การนำพลังของ "Fandom Economy" มาใช้ผ่านแอมบาสเดอร์ระดับสากลและศิลปิน Y-Series ชื่อดัง จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน "ความชื่นชอบ" (Passion) ให้กลายเป็น "การซื้อจริง" (Purchase) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ Traffic และ Spending ภายในศูนย์การค้า

“ห่มสไบ ใส่ยีนส์” เมื่อ Soft Power ไทยกลายเป็น Global Pop Culture

สิ่งที่น่าจับตาที่สุด คือการผลักดัน "ชุดไทย" ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO ในปี 2569 โดย ททท. และภาคเอกชนพยายามทำให้ชุดไทยเข้าถึงง่ายและ "คูล" สำหรับคนรุ่นใหม่ผ่านเทรนด์ “ห่มสไบ ใส่ยีนส์” ซึ่งเป็นการผสมผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์สากลได้อย่างลงตัว

กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความภูมิใจในระดับท้องถิ่น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายฐานนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพสูงจากภูมิภาคยุโรปและอเมริกา สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขยับสงกรานต์ไทยให้เป็นมากกว่าแค่การสาดน้ำ แต่คือหมุดหมายที่ "คนทั้งโลกต้องเดินทางมา"

ดร.ณัฐกิตติ์ ขยายความถึงพลังของกลุ่มเป้าหมายใหม่นี้ว่า “เราเห็นชัดว่าสงกรานต์กำลัง evolve จากเทศกาลวัฒนธรรมสู่ประสบการณ์ที่เชื่อม Culture กับ Entertainment มากขึ้น… พลังของ Gen Z และ Fandom กลายเป็น ‘Powerful Economic Engine’ ที่ขับเคลื่อน GDP จาก Passion to Purchase”

"แก้โจทย์ 'น้ำมันแพง' ด้วย Micro-tourism: ททท. - กทม. แท็กทีมปั้นเซฟโซนเที่ยวใกล้บ้าน"

ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการพื้นที่ กทม. และ ททท. ได้เข้ามาเสริมกำลังในด้านความปลอดภัยและการส่งเสริมวัฒนธรรม โดยเฉพาะการนำระบบ AI และกล้อง CCTV มาใช้บริหารจัดการฝูงชนในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างถนนสีลมและข้าวสาร ขณะที่ ททท. มองว่าปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินทาง ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยว "ใกล้บ้าน" (Micro-tourism) มีความสำคัญมากขึ้น

“ในช่วงสงกรานต์นี้เราประสบราคาน้ำมันสูงขึ้น การเดินทางส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว เรามองว่าการเดินทางท่องเที่ยวในปัจจุบันอาจจะต้องเที่ยวใกล้บ้านมากขึ้น อยู่ที่ไหนไปที่นั่น อย่างเช่นกระจายพื้นที่จัดงานออกไปทั่วประเทศและอยู่ใกล้กับขนส่งมวลชน”

การกระจายอีเวนต์กว่า 1,000 กิจกรรมไปยัง 44 สาขาทั่วประเทศ จึงเป็นการลดอุปสรรคด้านการเดินทางและช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง โดยมีแม่เหล็กสำคัญคือการเปิดตัว "นางสงกรานต์ Miss World" และขบวนแห่นายสงกรานต์ เพื่อสร้างภาพจำระดับสากล

"โฟกัสกลุ่มกำลังซื้อสูง: รุกตลาด Short-haul เอเชีย ผ่าน Seamless Payment และ Tourist Privilege"

เป้าหมายสำคัญในเชิงมูลค่าเศรษฐกิจคือการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Short-haul และ Weekend Travelers จากจีน มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความถี่ในการเดินทางและกำลังซื้อสูง

โดยมีการทำความร่วมมือกับ E-Wallet ยักษ์ใหญ่อย่าง Alipay และ WeChat Pay เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินและกระตุ้นยอดขายในกลุ่ม Tourist Malls ทั้ง 14 สาขา

การผนึกกำลังร่วมกันครั้งนี้เป็นไปตามนโยบาย World Event ของภาครัฐที่ต้องการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นที่รู้จักไปถึงยุโรปและอเมริกา โดยดร.ณัฐกิตติ์ ได้ทิ้งท้ายถึงเป้าหมายสำคัญของปีนี้ว่า :

“ปีนี้เราคาดว่าจะมีคนมาร่วมสงกรานต์ที่เซ็นทรัลทุกสาขา 44 สาขา 400 ศิลปินพัน Event ช้อป กิน เที่ยวของทุกเจนกว่า 10 ล้านคน ซึ่งจะทำให้งานสงกรานต์ของคนทั้งโลกต้องมาที่ประเทศไทย”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...