“อิหร่าน” เร่งควบคุมประเทศ หวั่นวิกฤตเศรษฐกิจจุดชนวนประท้วง
"อิหร่าน" เพิ่มมาตรการควบคุมภายในประเทศ จับกุมผู้เห็นต่างและตั้งด่านตรวจทั่วประเทศ หลังสงครามยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจหนัก หวั่นนำไปสู่การลุกฮือของประชาชนหลังสงคราม
วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 00.47 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หนึ่งเดือนหลังเข้าสู่สงครามกับสหรัฐและอิสราเอลรัฐบาลอิหร่านกำลังเร่งควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการลุกฮือของประชาชน โดยมีการจับกุม ประหารชีวิต เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ และระดมผู้สนับสนุนรัฐบาลออกมาตั้งด่านตรวจทั่วประเทศ แม้กระทั่งมีการรับอาสาสมัครอายุน้อยถึง 12 ปีมาช่วยประจำด่านตรวจ
จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏการประท้วงใหญ่ของประชาชน เนื่องจากรัฐบาลออกคำเตือนอย่างเข้มงวดห้ามชุมนุม แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านกังวลว่า หลังสงครามสิ้นสุด ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงอาจทำให้ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การต่อต้านรัฐบาล
แหล่งข่าวภายในอิหร่านและองค์กรสิทธิมนุษยชน ระบุว่าขณะนี้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guards) ซึ่งเป็นฝ่ายสายแข็งกำลังมีอำนาจเพิ่มขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าภายในประเทศอย่างรุนแรง
ในช่วงเริ่มต้นสงคราม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ต่างแสดงความหวังว่า การโจมตีทางทหารอาจนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลศาสนาในอิหร่าน แต่หลังจากการโจมตีทางอากาศอย่างหนักต่อเนื่องหนึ่งเดือน ผู้นำอิหร่านยังคงมั่นใจว่าสามารถยืนหยัดต่อสู้ได้ โดยใช้กลยุทธ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีผู้ผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อสร้างแรงกระแทกต่อตลาดน้ำมันและก๊าซของโลก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ มองว่า ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของรัฐบาลอิหร่านอาจไม่ใช่ช่วงสงคราม แต่เป็นช่วงหลังสงคราม เมื่อประชาชนต้องเผชิญกับเศรษฐกิจที่พังเสียหาย และอนาคตที่มืดมน
แนวหน้าของการควบคุมภายในประเทศ คือกองกำลังบาซิจ (Basij) ซึ่งเป็นกองกำลังอาสากึ่งทหารภายใต้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ โดยได้ตั้งด่านตรวจทั้งภายในเมืองใหญ่และทางเข้าเมือง แม้บางด่านจะถูกอิสราเอลโจมตี แต่ยังคงตั้งด่านต่อไป อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ากองกำลังบาซิจเริ่มขาดกำลังคน ทำให้รัฐบาลต้องลดอายุขั้นต่ำของอาสาสมัครลงเหลือเพียง 12 ปี
แหล่งข่าวในอิหร่าน ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อในช่วงสงคราม แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่กังวลมากขึ้นคือสถานการณ์หลังสงคราม
นักวิเคราะห์ ระบุว่า เศรษฐกิจอิหร่านมีปัญหารุนแรงอยู่แล้วก่อนเกิดสงคราม และสงครามยิ่งทำให้วิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น เมื่อสงครามจบ ปัญหาทั้งหมดจะกลับมาในระดับที่หนักกว่าเดิม รัฐบาลจึงพยายามปราบปรามความไม่พอใจตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดการประท้วง แต่การปราบปรามที่รุนแรงอาจยิ่งทำให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น
การรายงานสถานการณ์ภายในอิหร่านทำได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลมักตัดอินเทอร์เน็ต และไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการตั้งแต่สงครามเริ่มต้น แต่มีรายงานว่ามีความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ อีกทั้งยังไม่มีแนวโน้มที่จะได้รับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านยังทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเสียหาย
แหล่งข่าวระดับสูงระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เศรษฐกิจอิหร่านเดินหน้าต่อได้ยาก และอาจนำไปสู่การประท้วงอีกครั้ง
พนักงานบริษัทการค้าในกรุงเตหะรานรายหนึ่ง เปิดเผยว่า บริษัทอาจต้องปลดพนักงาน เนื่องจากธุรกิจหลักพึ่งพาการค้ากับประเทศในภูมิภาค และยังไม่แน่ชัดว่าหลังสงครามจะสามารถทำธุรกิจต่อได้หรือไม่
ก่อนเกิดสงคราม รัฐบาลอิหร่านเคยใช้กำลังปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น สัญญาณการต่อต้านรัฐบาลที่ยืนยันได้มีเพียงเหตุการณ์ที่มีเสียงเชียร์ในกรุงเตหะรานเมื่อมีข่าวลือว่าผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิต หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ปราบปรามอย่างหนัก
องค์กรสิทธิมนุษยชน ระบุว่า รัฐบาลอิหร่านยังคงจับกุมผู้เห็นต่าง ชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ รวมถึงผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลหรือภาพการโจมตีทางทหาร ขณะที่ในพื้นที่ที่มีชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวเคิร์ด อาหรับ และบาโลช ซึ่งเคยเกิดการประท้วงมาก่อน รัฐบาลได้เพิ่มแรงกดดันอย่างหนัก
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงยังข่มขู่ครอบครัวของผู้ต้องสงสัย ว่า หากลูกหลานเข้าร่วมการประท้วง อาจถูกจำคุกหรือประหารชีวิต และครอบครัวอาจถูกลงโทษด้วย นอกจากนี้ ชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ต่างประเทศยังถูกเตือนว่า ทรัพย์สินในประเทศอาจถูกยึด หากแสดงการสนับสนุนสหรัฐหรืออิสราเอล
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังระดมผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลและจัดพิธีไว้อาลัยเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศเกือบทุกคืน เพื่อยึดพื้นที่สาธารณะและป้องกันไม่ให้กลุ่มต่อต้านออกมาชุมนุม
ชาวอิหร่านรายหนึ่ง กล่าวว่า ประชาชนจำนวนมากกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้านตอนกลางคืน และกังวลว่า หากรัฐบาลยังคงอยู่รอดหลังสงคราม การปราบปรามอาจรุนแรงยิ่งกว่านี้
อ้างอิง : www.reuters.com