โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำความรู้จัก 3 ตัวเลขสำคัญเศรษฐกิจสหรัฐ

The Bangkok Insight

อัพเดต 04 พ.ค. เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. เวลา 03.42 น. • The Bangkok Insight

หลักทรัพย์กสิกรไทย ชวนทำความรู้จัก 3 ตัวเลขสำคัญเศรษฐกิจสหรัฐ นักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนต่างประเทศ จึงควรเริ่มต้นจากการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประเมินทิศทาง โอกาส และความเสี่ยงในการลงทุน

ทำไมเราติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : สหรัฐเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจสหรัฐจะส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกได้มาก นักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนต่างประเทศ จึงควรเริ่มต้นจากการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประเมินทิศทาง โอกาส และความเสี่ยงในการลงทุน โดยตัวเลขสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐที่ต้องติดตาม เช่น ตัวเลขการว่างงาน ดัชนีราคาผู้บริโภค เป็นต้น

1. ตลาดแรงงาน - Employment Situation

ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการลงทุนต่างประเทศ เหตุผลหลัก เป็นเพราะรายงานนี้มีการเผยแพร่ที่รวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือน นอกจากนี้ สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่การบริโภคในประเทศคิดเป็นกว่า 2 ใน 3 ของขนาดเศรษฐกิจ การมีงานทำของชาวอเมริกัน เป็นสิ่งที่ส่งผลกับการลงทุนอย่างมาก

  • จำนวนการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payrolls)

เป็นการรายงานจำนวนตำแหน่งงานจ้างใหม่ในเดือนก่อนหน้า ข้อมูลจะมาจากการสำรวจสถานประกอบการมากกว่า 4 แสนแห่ง มีการจ้างงานรวมกันกว่า 50 ล้านตำแหน่ง โดยที่ตลาดจะตัดภาคเกษตรกรรมที่มีสัดส่วนน้อยและมีความเป็นวัฏจักรสูงออก เพื่อให้เห็นแนวโน้มการจ้างงานที่ชัดเจน

  • การว่างงาน (% Unemployment Rate)

การรายงานการว่างงานจัดทำขึ้นโดยการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง 6 หมื่นครัวเรือนเรื่องงานที่ทำอยู่ การว่างงานจะมีทั้งหมด 6 ระดับ ไล่ตั้งแต่ U-1 คือว่างงานแล้วตั้งแต่ 15 สัปดาห์ขึ้นไป U-3 จำนวนคนว่างงานทั้งหมด (ตัวเลขหลักที่ตลาดติดตาม) ไปจนถึง U-6 ที่รวมคนว่างงาน คนงานนอกเวลา และว่างงานด้วยเหตุผลทางเทคนิคไว้ทั้งหมด

  • รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings %MoM)

ส่วนนี้ประกอบไปด้วย จำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง ตัวเลขที่ตลาดสนใจที่สุด คือการเพิ่มขึ้นของรายได้เมื่อเทียบกับเดือนก่อน (% Month-on-Month หรือ %MoM) เพราะเป็นเสมือนตัวแทนของกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และเงินเฟ้อที่มาจากภาคบริการ

2. ดัชนีราคาผู้บริโภค - Consumer Prices Index

เงินเฟ้อเป็นตัวแปรที่มีการรายงานหลายรูปแบบ เช่น Consumer Prices, Producer Prices หรือ GDP Deflator แต่ละตัวเลขมีจุดแข็งจุดอ่อนที่ต่างกัน สำหรับ Consumer Prices Index หรือ CPI เป็นตัวเลขที่นักลงทุนมักให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะรายงานทุกเดือน และเร็วกว่าดัชนีราคาอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีเงินเฟ้อ เมื่อเทียบกับเดือนก่อน (%MoM) บอกแนวโน้มระยะสั้น ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (% Year-on-Year หรือ %YoY) จะเป็นข้อมูลหลักในการวิเคราะห์แนวโน้มเงินเฟ้อระยะยาว

  • เงินเฟ้อทั่วไป (CPI)

คำนวณดัชนีแบบถ่วงน้ำหนัก ด้วยตะกร้าราคาสินค้าและบริการทั่วสหรัฐฯ ปรับปรุงทุก 2 ปี ปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มที่อยู่อาศัย 42% กลุ่มการเดินทาง 16% กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม 15% และที่เหลือในสินค้าและบริการอื่น ๆ

  • เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI)

เป็นกลุ่มย่อยที่ตัดสัดส่วนของราคาอาหารและพลังงานราว 25% ออก เพื่อให้เงินเฟ้อพื้นฐาน อธิบายเฉพาะแนวโน้มราคาสินค้าและบริการที่มีผลกระทบจาก Supply หรือวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยที่สุด จึงมักเป็นตัวเลขที่ตลาดและธนาคารกลางเลือกใช้ในการวิเคราะห์การเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

3. ผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหรัฐ - US GDP

ผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ Gross Domestic Product (GDP) เป็นตัวเลขที่ทุกคนในตลาดการเงินคุ้นเคยและเชื่อว่าเป็นเครื่องชี้วัดการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างดี สำหรับ GDP สหรัฐฯ การรายงานจะมีทั้งหมด 3 รอบ คือ การรายงานเร็วหรือ Advance Release หลังจากจบไตรมาสไปแล้วสี่สัปดาห์ หลังจากนั้นเมื่อได้ข้อมูลเพิ่มเติม จะมีการรายงาน Preliminary Report ในปลายเดือนที่สองหลังจากจบไตรมาส ตามด้วยการรายงาน Final GDP ในเดือนสุดท้ายของไตรมาสถัดไป

  • การเปลี่ยนแปลงของ GDP (Real GDP % QoQ SAAR)

ตัวเลขที่สหรัฐฯ รายงาน จะเป็นการนำ Nominal GDP หรือมูลค่ามวลรวมของประเทศ หน่วยเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ มาปรับผลกระทบจากฤดูกาล (Seasonally Adjusted) และหักผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าออก จนเป็น GDP แท้จริง หรือ Real GDP หลังจากนั้น จึงคำนวณการเปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหรือ % Quarter-on-Quarter (%QoQ) และนำมาปรับตัวเลขให้เทียบเท่ารายปี (Annualized Rate) จึงจะกลายมาเป็น GDP ที่เราเห็นตามรายงานข่าว

  • การบริโภคภาคครัวเรือน (Personal Consumption Expenditure หรือ PCE)

ตลาดมักใช้เป็นประมาณการเงินเฟ้อ เพราะมีการนำเสนอควบคู่กับดัชนีราคา หรือ PCE Price Index และจะมีการรายงานดัชนีพื้นฐาน หรือ Core PCE Price Index ที่ไม่นับรวมราคาอาหารและราคาพลังงานที่ผันผวนสูง เพื่อให้เห็นแนวโน้มหลัก ตลาดให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของ PCE Price Index เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (%YoY) เพราะเป็นตัวแปรที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ มักใช้เป็นเครื่องชี้วัดเงินเฟ้อสำหรับกำหนดนโยบายการเงินเช่นกัน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...