Japan Airlines ทดลองใช้ฮิวแมนนอยด์ ขนย้ายสัมภาระในสนามบินแทนคน
สายการบิน Japan Airlines เตรียมนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในงานภาคพื้น ที่สนามบินฮาเนดะ ในกรุงโตเกียว ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเป็นโครงการทดลองระยะเวลา 2 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระงานของพนักงาน
29 เม.ย. 2569- สำนักข่าว BBC รายงานว่าสายการบิน Japan Airlines (JAL) เตรียมนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาช่วยงานภาคพื้นดิน ที่สนามบินฮาเนดะ หลังจากที่อุตสาหกรรมการบินของญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ประกอบกับการต้องรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Japan Airlinesมีพนักงานภาคพื้นทั้งหมดราว 4,000 คน
คลิปจาก Youtube Aviation Wire
ในระยะแรกทาง JAL และ GMO AI & Robotics ซึ่งเป็นพันธมิตรในโครงการนี้ จะใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree จากประเทศจีน โดยบริษัทนี้ถูกพูดถึงอย่างมากในการพัฒนาฮิวแมนนอยด์ที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะรุ่น H2 ที่สามารถเคลื่อนไหวได้คล้ายกับมนุษย์มาก อย่างไรก็ตามรายงานข่าวไม่ได้มีการระบุว่าทาง JAL จะใช้ฮิวแมนนอยด์รุ่นใดจากทาง Unitree (จากคลิปวิดีโอ คาดว่าจะเป็นโมเดล G1) ขณะที่งานแรกของฮิวแมนนอยด์คือ การเคลื่อนย้ายสัมภาระ และสินค้าภายในสนามบิน เพื่อเป็นการลดภาระของพนักงาน
[caption id="attachment_241006" align="aligncenter" width="1000"]
ฮิวแมนนอยด์ โมเดล G1 ของบริษัท Unitree[/caption]
ส่วนในอนาคต ทาง JAL ยังคาดหวังว่าจะสามารถนำฮิวแมนนอยด์เหล่านี้ไปใช้ในงานทำความสะอาดภายในห้องโดยสาร และการควบคุมอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นเพิ่มเติมอีกด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันสนามบินบางแห่งในญี่ปุ่นได้เริ่มใช้หุ่นยนต์ในบางงานแล้ว เช่น การลาดตระเวนด้านความปลอดภัย และงานค้าปลีก
ข้อมูลจาก JTB Group ซึ่งเป็นบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ระบุว่า ในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศมากกว่า 7 ล้านคน
Tomohiro Uchida ประธานของ GMO AI & Robotics กล่าวว่า “แม้สนามบินจะดูเป็นระบบอัตโนมัติและมีมาตรฐานสูง แต่เบื้องหลังการดำเนินงานยังคงพึ่งพาแรงงานมนุษย์อย่างมาก และกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง การนำหุ่นยนต์มาใช้ในงานที่ต้องใช้แรงกายสูง จะช่วยสร้างประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญให้กับพนักงาน อย่างไรก็ตามในงานบางประเภท เช่น การบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ยังคงเป็นหน้าที่ที่ต้องอาศัยมนุษย์ และไม่สามารถทดแทนได้ด้วยหุ่นยนต์” สิ่งนี้สอดคล้องกับความเห็นของ Yoshiteru Suzuki ประธานฝ่ายบริการภาคพื้นของ JAL ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าว Kyodo เช่นกัน
ทั้งนี้การใช้หุ่นยนต์ที่มีการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์อย่างฮิวแมนนอยด์ ภายในสนามบิน ถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก ไม่ได้ถูกใช้งานแบบแพร่หลายทั่วโลกเหมือนหุ่นบริการหรือหุ่นรักษาความปลอดภัย ดังนั้นกรณีของ Japan Airlines จึงถือเป็นเคสที่ชัดเจนที่สุดและน่าจะเป็นสายการบินแรกที่ทดลองใช้ฮิวแมนนอยด์ในการเคลื่อนย้ายสินค้าและสัมภาระในสนามบิน
แต่หากมองภาพกว้างของการใช้หุ่นยนต์ในสนามบิน จะพบว่ามีสนามบินหลายแห่งที่ปรับใช้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ใช่หุ่นประเภทฮิวแมนนอยด์ เช่น สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ใช้หุ่นยนต์ช่วยนำทางผู้โดยสารและให้ข้อมูลได้หลายภาษา, สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ ใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดอัตโนมัติ และระบบ automation ระดับสูงในงานหลังบ้าน, สนามบินดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ใช้หุ่นยนต์ด้านความปลอดภัยและตรวจสอบผู้โดยสาร รวมถึงสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้หุ่นยนต์ลาดตระเวน และหุ่นช่วยงานบริการในอาคารผู้โดยสาร โดยการใช้หุ่นยนต์เหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบเฉพาะทางเป็นหลัก
ขณะที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่สามารถเดิน ยกของ ทำงานแทนคนได้หลายอย่าง ถือว่ายังอยู่ในช่วงทดลอง โดยมีเหตุผลหลักมี 2 ข้อคือ 1. ต้นทุนยังสูง บางตัวอยู่ระดับหลายหมื่นดอลลาร์ หรือหากรวมกับค่าระบบต่าง ๆ อาจทะลุไปถึงหลักแสนดอลลาร์ 2. ความแม่นยำ และความปลอดภัยยังต้องพิสูจน์ เนื่องจากงานภายในสนามบินมีความซับซ้อนและเสี่ยงสูง ดังนั้นจึงต้องมีการทดสอบการใช้งานอย่างเข้มงวด ก่อนนำมาใช้จริง
โครงการของ JAL อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากระบบ automation แบบเฉพาะทางไปสู่การใช้แรงงานหุ่นยนต์แบบอเนกประสงค์ในสนามบินจริง ซึ่งหากมองระยะยาวใน 5-10 ปีข้างหน้า เราอาจได้เห็นสนามบินที่มี “มนุษย์ + AI + หุ่นฮิวแมนนอยด์” ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว ซึ่งจะเปลี่ยนทั้งต้นทุน ประสิทธิภาพ และประสบการณ์ผู้โดยสารได้อย่างสิ้นเชิง
อ้างอิง : press.jal.co.jp, bbc.com