ใครอีกคนที่จะได้เห็นภาพ จากแว่นของเรา
Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
ใครอีกคนที่จะได้เห็นภาพ
จากแว่นของเรา
แก็ดเจ็ตอย่างแว่นอัจฉริยะที่เมื่อสวมใส่แล้วเราสามารถถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ หรือขอให้ขุมพลัง AI ในแว่นช่วยหาคำตอบให้กับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ได้เริ่มกลายเป็นแก็ดเจ็ตที่ผู้ใช้งานให้ความสนใจและเปิดใจรับเข้ามาใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ที่ผ่านมาเคยมีประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่อยู่รอบๆ ผู้ที่สวมใส่แว่นอัจฉริยะ อย่างกรณีของลูกค้าที่ไปใช้บริการแว็กซ์ขนในร้านและพบว่า พนักงานแว็กซ์สวมใส่แว่นอัจฉริยะอยู่จนทำให้เกิดความตะขิดตะขวงใจ แม้ว่าพนักงานจะยืนยันว่าไม่ได้เปิดเครื่องไว้ก็ตาม
ประเด็นเรื่องของความเป็นส่วนตัวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้คนรอบข้างที่แว่นอาจจะบันทึกภาพและเสียงติดไปเท่านั้น
แม้กระทั่งตัวผู้สวมใส่เองก็อาจจะสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปได้โดยที่ไม่คาดคิด
หนังสือพิมพ์ในสวีเดนได้ทำการสืบสวนกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่เก็บโดยแว่นอัจฉริยะของ Meta และพบว่าคนที่ทำหน้าที่เป็น “AI annotators” หรือครูผู้สอน AI ซึ่งเป็นพนักงานแบบสัญญาจ้างกับทาง Meta และประจำอยู่ในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา อาจจะได้เห็นข้อมูลที่สุดแสนจะส่วนตัวที่บันทึกเอาไว้โดยแว่นอัจฉริยะเป็นประจำ
คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าระบบ AI สามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตัวมันเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์อย่างเรานี่แหละเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ของ AI
คนที่ทำหน้าที่เป็นครูสอน AI จะต้องนำข้อมูลที่ได้มาคัดแยก จัดกลุ่ม หรือติดป้ายกำกับ (Labeling) เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจว่าสิ่งที่มันได้เห็นหรือได้ยินนั้นคืออะไร
อย่างการติดป้ายกำกับว่าในภาพนี้คือแมวนะ หรือภาพนี้คือหมานะ เป็นต้น
ไม่ใช่แค่บอกว่าอะไรก็คืออะไรเท่านั้น แต่ครูผู้สอน AI จะต้องคอยใส่ข้อมูลกำกับให้อีกหลายอย่าง
เช่น การช่วยระบุความรู้สึกที่แฝงอยู่ในตัวอักษร ระบุสำเนียงในเสียง หรือคอยฟีดแบ็กให้ว่าสิ่งที่ AI ตอบสนองผู้ใช้งานกลับไปนั้นถูกต้องหรือไม่
ถ้าหากไม่มีมนุษย์คอยทำหน้าที่เหล่านี้ AI ก็จะเก่งขึ้นได้ยาก
แว่นอัจฉริยะ Meta เป็นแว่นที่มาพร้อมผู้ช่วยส่วนตัว AI ที่จะคอยตอบคำถามของผู้ใช้งาน อย่างเช่น หากผู้สวมแว่นยืนอยู่หน้าสถานที่สำคัญสักแห่งและอยากรู้ว่าสถานที่แห่งนี้เรียกว่าอะไรก็สามารถถามผู้ช่วย AI ให้ไปหาคำตอบมาให้ได้
ดังนั้น กว่า AI จะเก่งขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยข้อมูลที่มนุษย์ใส่เข้าไปไม่น้อย หน้าที่ของครูผู้สอน AI คือการต้องนั่งดูภาพและวิดีโอที่แว่นอัจฉริยะเก็บมาและคอยใส่ข้อมูลเพื่อให้ AI ฉลาดขึ้น
สิ่งที่หนังสือพิมพ์สวีเดนค้นพบก็คือ คนที่ทำหน้าที่เหล่านี้บอกว่าพวกเขาได้เห็นภาพที่ไม่สมควรได้เห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพจากห้องต่างๆ ภายในบ้าน ไปจนถึงภาพร่างกายที่เปลือยเปล่า หรือภาพการมีเพศสัมพันธ์
โดยปกติแล้ว ระบบจะทำการเบลอภาพใบหน้าคนให้โดยอัตโนมัติ แต่ทีมงานผู้สอน AI ก็บอกว่าหลายๆ ครั้งการเบลอก็ผิดพลาด ปล่อยใบหน้าทิ้งไว้อย่างชัดเจนแบบที่สามารถระบุตัวตนได้เลย
และบางทีพวกเขาก็ยังได้เห็นแม้กระทั่งบัตรเครดิตหรือรายละเอียดอื่นๆ ที่มีความอ่อนไหวอีกมากมาย
ทาง Meta บอกว่า ข้อมูลที่บันทึกมาจะถูกเก็บเอาไว้อยู่ในตัวดีไวซ์เองจนกว่าผู้ใช้งานจะตอบตกลงที่จะแชร์ และในกรณีที่ยินยอมให้แชร์ข้อมูลได้ ทาง Meta ก็จะมีทีมงานที่จะมาดูข้อมูลเหล่านั้นเพื่อช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ให้ดีขึ้นจริงๆ
ส่วนเรื่องการบันทึกข้อมูล ปกติแล้วแว่นอัจฉริยะจะมาพร้อมกับไฟ LED ที่จะสว่างขึ้นหากผู้ใช้เปิดใช้งานกล้องถ่ายภาพหรือวิดีโออยู่ เพื่อช่วยให้คนรอบข้างได้รู้ตัว ซึ่งรุ่นแรกๆ ที่แว่นทำหน้าที่หลักๆ แค่ถ่ายภาพหรือวิดีโอก็ยังไม่ได้มีประเด็นเรื่องบุคคลที่สามเข้ามาเห็นข้อมูลส่วนตัว
จนกระทั่งแว่นรุ่นหลังๆ ที่ Meta ขยายขอบเขตความสามารถของแว่นอัจฉริยะให้กลายเป็นแว่น AI พร้อมๆ กับการปรับนโยบายความเป็นส่วนตัวบางอย่าง เช่น การทำให้การตั้งค่ากล้อง AI เปิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นจนกว่าผู้ใช้งานจะปิดเอง หรือการไม่ยอมให้ผู้ใช้ปิดการเก็บบันทึกไฟล์เสียงที่อัดเอาไว้ด้วยตัวเองได้
ก็ทำให้เกิดประเด็นเดือดเรื่องนโยบายความเป็นส่วนตัวขึ้น
แล้วผู้สวมใส่แว่นอัจฉริยะที่มาพร้อม AI จะสามารถทำอะไรเพื่อเป็นการป้องกันได้บ้าง
ฉันคิดว่าสิ่งที่เราสามารถทำได้คือ การตระหนักเอาไว้ว่าภาพที่เราได้เห็นผ่านเลนส์แว่นนั้นเราอาจจะไม่ใช่คนเดียวที่ได้เห็น และอย่าไว้ใจระบบการเบลอหน้าของบริษัทมากเกินไป
ปลอดภัยที่สุดคือ การต้องรู้ว่าสถานที่ไหนควรหยิบแว่นมาใส่ ในขณะที่สถานที่ไหนควรจะถอด
โดยหลักๆ แล้วสถานที่ที่เราไม่ควรใส่แว่นอัจฉริยะไป คือสถานที่ที่เราใช้รวมกับคนอื่นที่อาจจะไม่ต้องการถูกบันทึกภาพหรือวิดีโอ อย่างเช่น ฟิตเนส ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า สปา กาสิโน โรงพยาบาล ฯลฯ
รวมถึงเพื่อเป็นการปกป้องความเป็นส่วนตัวของเราเอง ฉันว่าการใส่แว่นอัจฉริยะในบ้านก็ไม่ได้สมควรนัก
ต่อให้ข้อมูลที่ครูผู้สอน AI ได้รับไปจะไม่ได้ระบุว่าเป็นข้อมูลมาจากผู้ใช้งานคนไหน แต่ด้วยบริบทหลายๆ อย่างที่อยู่รอบด้าน ฉันก็เชื่อว่า คงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่จะหาจนเจอว่าข้อมูลชุดนั้นๆ มาจากผู้ใช้คนไหนกันแน่
หรือแบบสุดโต่งหน่อยก็ลองถามตัวเองเล่นๆ ว่า เราจะโอเคแค่ไหนที่จะเปิดใจรับแก็ดเจ็ตประเภทนี้เข้ามาในชีวิต
ถ้าหากมีคนในอีกซีกโลกสามารถมองเห็นสิ่งเดียวกับที่เรามองเห็นได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ใครอีกคนที่จะได้เห็นภาพ จากแว่นของเรา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly