“อ.ธนพร” ชี้ “อนุทิน”วางเกมเหนือชั้น ออก พ.ร.ก.กู้เงินแต่ลอยตัว โยนภาระการเมืองให้ “รมว.คลัง” รับเต็มๆ
“อ.ธนพร” ชี้ “อนุทิน”วางเกมเหนือชั้น ออก พ.ร.ก.กู้เงินแต่ลอยตัว โยนภาระการเมืองให้ “รมว.คลัง” รับเต็มๆ บอก หากได้เเต้ม “นายกฯ” รับ แต่ ล้มเหลว-มีทุจริต คนรับแรงกระแทกคือ “เอกนิติ” พร้อมฟันธงฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ชาตินี้ ก็ไม่ทำรัฐบาลสะเทือน เหตุ “สีน้ำเงิน” ครองอำนาจระบบการเมือง-องค์กรอิสระ
วันที่ 9 พ.ค. 69 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบายให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว The Room 44 ภายหลังจากการที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนดกู้เงินของรัฐบาลนายนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นที่ วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมทั่วไปและพรรคฝ่ายค้านต่างๆ ว่า ตนมีข้อสังเกตที่น่าสนใจในเชิงการเมืองระหว่างรัฐบาลนายอนุทินซึ่งเป็นขั้วอนุรักษ์นิยมแบบเข้มข้น แต่มีความชอบธรรมมากกว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นรัฐบาลอนุรักษ์นิยมเช่นเดียวกัน เพราะนายอนุทินมาจากการเลือกตั้ง แต่พลเอกประยุทธ์มาจาก การยึดอำนาจ ซึ่งจากการเปรียบเทียบพระราชกำหนด 2 ยุค 2 สมัย ระหว่างพลเอกประยุทธ์กู้เงินช่วงโควิด กับนายอนุทินกู้เงินช่วงวิกฤตพลังงาน เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นชัดเจนว่าในทางการเมืองนายอนุทินเขี้ยวลากดินกว่าพลเอกประยุทธ์อย่างเทียบกันไม่ได้
ซึ่งโครงสร้างของคณะกรรมการที่มารับผิดชอบการดูแลเงินกู้ก้อนนี้ ต้องบอกว่านายอนุทินลอยตัว เพราะองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ต้องทำหน้าที่กลั่นกรองการใช้เงินกู้ของพระราชกำหนดฉบับรัฐบาลของนายอนุทินมีกรรมการอยู่ 9 คน 1.ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน 2. เลขาสภาพัฒน์ 3.ผู้อำนวยการสำนักงบ 4.อธิบดีกรมบัญชีกลาง 5.ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังตั้งอีก 3 คน และ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นกรรมการและเลขานุการ รวมทั้งหมด 9 คน
หากดูสัดส่วนใน 9 คน 7 คนเป็นคนของกระทรวงการคลังทั้งสิ้น ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ใน 7 คน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังก็เป็นคนแต่งตั้งเท่ากับความรับผิดชอบทางการเมืองทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รวมไปถึงเป้าหมายของโครงการนี้ว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ออกพระราชกำหนดการกู้เงินครั้งนี้หรือไม่
“คนที่รับไปเต็มๆไม่ใช่นายอนุทิน แต่เป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง หากมองง่ายๆจึงทำให้เห็นว่านายเอกนิติ ได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างสูง แต่ในทางการเมืองก็ต้องบอกว่านายอนุทินมีสุดยอดวิชาตัวเบา เหยียบหิมะไร้รอยตัวจริง เพราะฉะนั้นความล้มเหลวไม่มีทางที่จะถึงนายอนุทิน แต่หากโครงการนี้เกิดความสำเร็จนายอนุทิน ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็รับแต้มไปเต็มๆ“รศ.ดร.ธนพร กล่าว
รศ.ดร.ธนพร กล่าวต่อว่า หากเกิดความล้มเหลวหรือการทุจริตคอรัปชั่นนายเอกนิติก็รับไปเต็มๆเช่นเดียวกัน หากเทียบสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์กู้เงินช่วงโควิด ตอนนั้นให้เลขาสภาพัฒน์เป็นประธาน และตอนนั้นกรรมการการกลั่นกรองมี 11 คน ซึ่งเป็นสายตรงกับพลเอกประยุทธ์ถึง 8 คน เพราะฉะนั้นทำให้ตอนนั้นพลเอกประยุทธ์รับเพียงคนเดียวจึงเห็นความต่างที่ชัดเจน เราจึงเห็นว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ที่ออกมาต้องบอกว่านายเอกนิติจะกลายเป็นผู้รับก้อนอิฐอย่างแน่นอน
ส่วนการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านเรื่องของการยื่นศาบรัฐธรรมนูญเรื่องนี้ต้องบอกว่าในเรื่องข้อกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาได้เฉพาะความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น ส่วนโครงการไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็นอย่างไรนั้น ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อศาลพิจารณาได้เหตุของความจำเป็นในการออกพระราชกำหนด ว่าจะต้องเป็นวิกฤติไม่ใช่เร่งด่วน เป็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างไรก็เข้าทางรัฐบาล
“ในทางโครงสร้างอำนาจทางการเมืองตอนนี้ตอนยืนยันว่ารู้ไหมใครใหญ่ เห็นไหมครูใหญ่เพราะยุคนี้สีน้ำเงินใหญ่คับประเทศไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้น ตั้งแต่เกิดปรากฏการณ์ สว. สีน้ำเงิน องค์กรอิสระก็เสียเงินเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลสีน้ำเงินทำอะไรไม่มีวันผิด อย่าไปหวังว่าพรรคฝ่ายค้านจะมาโค่นรัฐบาลได้ด้วยองค์กรอิสระเพราะไม่มีทางและการที่พรรคฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นการทำหน้าที่ตามสิ่งที่ควรจะทำในฐานะพรรคฝ่ายค้าน จะถามว่าจะเกิดผลอะไรกับพระราชกำหนดฉบับนี้จะทำให้ตกไปหรือไม่นั้น ตนขอยืนยันว่าชาตินี้ไม่มีทาง เพราะรัฐบาลนี้คือรัฐบาลสีน้ำเงิน ที่ตอนนี้องคาพยพทั้งหมดทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น สว. สส. และฝ่ายบริหารก็ล้วนแต่เป็นรสนิยมสีน้ำเงิน เหมือนกันทั้งสิ้น”รศ.ดร.ธนพร กล่าว
รศ.ดร.ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้แต่ว่าในอนาคต หากฝ่ายค้านจะหยิบยกไปอภิปราย นายอนุทินก็ลอยตัวแต่คนที่ตำบลกระสุนตกก็คือนายเอกนิติคนเดียว