โลกผันผวนส่งผลให้ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่รุนแรงขึ้นครั้งที่ร้ายแรงสุดมีนกตายถึง 4 ล้านตัว
สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์น่าหดหู่ตามแนวชายฝั่งของอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกส เนื่องจากมีซากนกพัฟฟิน (Atlantic Puffin) นกกิลเลมอต (Common Guillemot) และนกเรเซอร์บิลล์ (Razorbill) หลายหมื่นตัวเกยตื้นตายบนหาดทราย บางตัวยังมีลมหายใจแต่อยู่สภาพใกล้ตาย
นักวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ (Seabird Wreck)” ซึ่งเป็นผลจากการเกิดพายุฤดูหนาวรุนแรงตั้งแต่เดือนมกราคม และเป็นปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา
ตายเพราะหิวโซ
ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่นกทะเลจำนวนมากเกยตื้นบนชายฝั่งในสภาพตายหรือกำลังจะตาย โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน อย่างเช่นคราบน้ำมันหรือโรคอันตราย
ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักในวงการวิทยาศาสตร์มาหลายศตวรรษ บางครั้งนกทะเลก็บินจากทะเลเข้ามายังแผ่นดินเป็นระยะทางไกลก่อนจะล้มตายลง สาเหตุหลักโดยทั่วไปคือพายุฤดูหนาวที่รุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งทำให้นกที่อาศัยอยู่กลางทะเลในฤดูหนาวไม่สามารถหาอาหารได้ จึงเสียชีวิตเพราะความหิวโหยและหมดแรง
นกนักดำน้ำอย่างพัฟฟินและกิลเลมอตล่าปลาที่เป็นอาหารด้วยการดำน้ำและว่ายไล่ล่า แต่เมื่อพายุซัดกระหน่ำ คลื่นทะเลจะทำให้เกิดฟองอากาศและน้ำขุ่นมัว นกที่ผิวน้ำมองไม่เห็นฝูงปลาข้างล่าง และเมื่อดำลงไปก็ไม่สามารถระบุตำแหน่งเหยื่อได้ ยิ่งไปกว่านั้น พายุยังทำให้ปลาในฝูงกระจายออกจากกัน แหล่งอาหารจึงหายไปในทันที
ขณะที่ร่างกายของนกต้องเผาผลาญพลังงานมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับกระแสลมและคลื่น ผลก็คือนกสูญเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็วและตายในที่สุด ซากนกที่พบในปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่เกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพผอมโซและดูเหมือนตายด้วยความหิวโหย
เดิมทีนักวิทยาศาสตร์มองว่าปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่นกทะเลสามารถรับมือได้ในระดับหนึ่ง เพราะนกหลายสายพันธุ์ปรับตัวรับสภาพอากาศเลวร้ายได้ แต่ในยุคปัจจุบันที่สภาพภูมิอากาศและมหาสมุทรผันผวนอย่างรวดเร็ว สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจน
เหตุการณ์ที่โดดเด่น
ถึงแม้ว่าปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่จะมีมานาน แต่การศึกษาอย่างเป็นระบบเริ่มขึ้นได้ไม่นานนัก เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่บันทึกในประวัติศาสตร์ได้แก่ ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ ในปี 1969 ที่ทะเลไอริชตอนใต้ ซึ่งทำให้นกตายไปอย่างน้อย 12,000 ตัว ส่วนใหญ่เป็นนกกิลเลมอต ถัดมาในปี 1983 มีการพบซากนกทะเล 34,000 ตัว ตามแนวชายฝั่งตะวันออกของอังกฤษ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของยุคนั้น
แต่เหตุการณ์ในช่วงฤดูหนาวปี 2013–2014 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกหันมาสนใจปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่อย่างจริงจัง เนื่องจากเกิดพายุซัดกระหน่ำชายฝั่งตะวันตกของอังกฤษและฝรั่งเศสติดต่อกันหลายลูก ผลลัพธ์คือการตายหมู่ครั้งใหญ่
มีการพบซากนกทะเลถึง 54,982 ตัว ตามแนวชายฝั่งของประเทศต่างๆ ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ 94% ของนกเหล่านั้นเสียชีวิตแล้ว โดยที่ฝรั่งเศสมีจำนวนมากที่สุด คิดเป็น 79.6% ของจำนวนที่พบทั้งหมด และนกพัฟฟินคือสายพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดถึง 53.5%
ผลการศึกษาของ British Trust for Ornithology (BTO) ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการฟื้นตัวของประชากรนกในฤดูกาลผสมพันธุ์ถัดมา เนื่องจากนกอย่างพัฟฟินมีลูกเพียงปีละ 1 ตัว การสูญเสียนกโตเต็มวัยในแต่ละครั้งจึงใช้เวลาหลายปีกว่าจะชดเชยได้
ข้ามแอตแลนติกไปยังแปซิฟิก
ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ไม่ได้เกิดจากพายุฤดูหนาวในมหาสมุทรแอตแลนติกเท่านั้น ในมหาสมุทรแปซิฟิก ปรากฏการณ์ความร้อนสมุทรผิดปกติที่เรียกว่า “The Blob” ในช่วงปี 2014–2016 ก่อให้เกิดวิกฤติที่ใหญ่กว่ามาก
คลื่นความร้อนใต้น้ำทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงผิดปกติตั้งแต่แคลิฟอร์เนียถึงอลาสก้า ระบบนิเวศทางทะเลพังทลาย ห่วงโซ่อาหารถูกทำลาย และนกเมอร์ (Common Murre) ในอลาสก้า ตายไปราวๆ 4 ล้านตัว หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรในพื้นที่ ถือเป็นการตายหมู่ของสายพันธุ์เดียวครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยใหม่ จนถึงทุกวันนี้ แม้จะผ่านมาแล้ว 6-7ปี ประชากรนกเมอร์ในอลาสก้าก็ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม
ทั้งนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันซึ่งตีพิมพ์ในปี 2023 ระบุว่า การที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส นานเกิน 6 เดือน ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่หลายครั้งต่อเนื่องกัน
ซีกโลกใต้ก็หนีไม่พ้น
ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ไม่ได้เกิดเฉพาะในซีกโลกเหนือเท่านั้น ช่วงปลายปี 2023 พบซากนกทะเลเกยอยู่ตามชายหาดของออสเตรเลีย ทอดยาวจากควีนส์แลนด์ถึงแทสมาเนีย
ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Adrift Lab คำนวณโดยใช้แบบจำลองทางสถิติและข้อมูล พบว่าคลื่นความร้อนทางทะเลในช่วงดังกล่าวทำให้นกตายราว629,000 ตัว โดย 96% เป็นนกเชียร์วอเทอร์หางสั้น (Short-tailed Shearwater) ซึ่งคิดเป็นจำนวนมากกว่า 5% ของประชากรนกสายพันธุ์นี้
ทั้งนี้ จำนวนนกตายที่พบอยู่ตามชายหาดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความเป็นจริงเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า มีเพียง 5-10% ของนกที่ตายในทะเลเท่านั้นที่ถูกซัดขึ้นฝั่ง ที่เหลือจมน้ำ ถูกน้ำพัดพาไป หรือถูกสัตว์กิน ดังนั้นตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่เห็นมากนัก
วิกฤติล่าสุด
เหตุการณ์ล่าสุดในฤดูหนาวปี 2025–2026 ถูกเรียกขานว่าเป็นปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ครั้งใหญ่สุดของยุโรปในรอบทศวรรษ เนื่องจากพายุสามลูก ชื่อโกเรตติ (Goretti) อิงกริด (Ingrid) และจันทรา (Chandra) โหมกระหน่ำต่อเนื่อง
นกทะเลหลายหมื่นตัวถูกซัดขึ้นฝั่งจากสเปนถึงสกอตแลนด์ รายงานระบุว่าพบซากนกตาย 15,000 ตัว ในฝรั่งเศส 4,400 ตัว ในสเปน และ 1,200 ตัว ในโปรตุเกส ขณะที่ในอังกฤษพบซากนกพัฟฟินมากกว่า 270 ตัว บนหาดในคอร์นวอลล์ รวมแล้วมีรายงานการพบซากนกตายตามแนวชายฝั่งแอตแลนติกรวมกันไม่น้อยกว่า 38,000 ตัว มากกว่า 20 สายพันธุ์
สาเหตุและปัจจัย
แม้จะดูเหมือนว่าพายุและคลื่นความร้อนคือสาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ แต่ในความจริงแล้วมีสาเหตุและปัจจัยที่ซับซ้อนมากกว่านั้น
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือสาเหตุพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ทะเลที่อุ่นขึ้นส่งผลต่อวงจรชีวิตของปลาที่เป็นอาหารหลักของนกทะเล ความอบอุ่นของมหาสมุทรทำให้ปลาย้ายออกจากพื้นที่เดิมหรือหายไปจากห่วงโซ่อาหาร ประชากรนกที่หิวโหยอยู่จึงไม่มีพลกำลังมากพอที่จะรับมือกับพายุรุนแรง
นกบางชนิดมีพฤติกรรมกินสัตว์เล็กในน้ำลึก แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น สัตว์ที่เป็นอาหารของมันกลับหายไปหรือเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน นกที่อพยพมาถึงจุดพักแรมจึงไม่มีพลังงานเหลือเพียงพอที่จะดำรงชีวิตต่อ
นกบางชนิดอพยพมาเป็นระยะทางกว่า 15,000 กิโลเมตร แต่กลับมาตายก่อนถึงที่หมายเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตรเนื่องจากความอ่อนแรงสะสม ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับปริมาณอาหารในมหาสมุทรที่ลดลง
นอกจากนี้ ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศยังทำให้การเกิดพายุมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นวงจรอันตรายสำหรับเหล่านกทะเล
ขณะเดียวกัน การทำประมงมากเกินขนาด (Overfishing) ก็ลดปริมาณปลาที่เป็นอาหารของนกทะเล อีกทั้งยังมีปัจจัยจากไวรัสไข้หวัดนกที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนกทะเลอีกด้วย
มากกว่าแค่เรื่องนก
ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักดูนกหรือนักนิเวศวิทยาเท่านั้น แต่มีผลกระทบลามไปถึงมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ
ภาคท่องเที่ยวชายฝั่งในสหราชอาณาจักรและยุโรป ซึ่งมีมูลค่าตลาดนับพันล้านปอนด์ต่อปี ต้องพึ่งพาความงามของชีวิตนกทะเลเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดหลัก อาณานิคมนกพัฟฟินในหมู่เกาะอังกฤษเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะไปเยี่ยมชม หากประชากรนกทรุดลงอย่างต่อเนื่อง รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติเหล่านี้ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง
วิกฤตินกทะเลมีความเชื่อมโยงกับการทำประมงพื้นบ้านอย่างแน่นแฟ้น เพราะสายพันธุ์ปลาที่นกกินเป็นอาหารคือสายพันธุ์เดียวกับที่ชาวประมงนิยมจับ ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลที่ส่งสัญญาณผ่านการตายของนกคือตัวชี้วัดสุขภาพของมหาสมุทรโดยตรง
มิติด้านสาธารณสุขก็น่ากังวลไม่แพ้กัน ทุกครั้งที่เกิดปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ ภาครัฐมีความจำเป็นต้องตรวจสอบว่านกที่ตายนั้นพาไวรัสไข้หวัดนกมาด้วยหรือไม่ เป็นภาระต่อทรัพยากรสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อแก้ไขปัญหาปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างมาตรการฉุกเฉินและการจัดการระยะยาว
โดยเริ่มจากมาตรการเฝ้าระวังและการรายงานผล สร้างระบบแจ้งเหตุที่รวดเร็วเมื่อพบนกทะเลตายหรืออ่อนแอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้ทันท่วงทีและเร่งนำนกที่ตายไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด
ในระยะยาว ต้องส่งเสริมการใช้เครื่องมือประมงที่ปลอดภัยและปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกทะเล อนุรักษ์พื้นที่ทำรังและแหล่งหากินที่สำคัญของนกทะเลอพยพ รวมถึงการควบคุมมลพิษทางทะเลอย่างเข้มงวด
ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงแค่เรื่องที่เกิดเป็นครั้งคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยของมหาสมุทรและระบบนิเวศที่เราควรใส่ใจ เพราะมันคือภาพสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามหาสมุทรกำลังสูญเสียความสามารถในการหล่อเลี้ยงชีวิตมากขึ้นทุกขณะ
อ้างอิง :
https://www.discoverwildlife.com/animal-facts/birds/the-blob-to-blame-seabird-die-offs
https://conbio.onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/cobi.70273