โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกผันผวนส่งผลให้ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่รุนแรงขึ้นครั้งที่ร้ายแรงสุดมีนกตายถึง 4 ล้านตัว

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

พายุแอตแลนติกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้นกทะเลต้องอดอาหารจนผอมโซ และหมดแรงจมน้ำในท้ายที่สุด ที่มาภาพ: http://www.birdsontheedge.org/2014/02/15/seabird-wreck-in-the-channel-islands/

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์น่าหดหู่ตามแนวชายฝั่งของอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกส เนื่องจากมีซากนกพัฟฟิน (Atlantic Puffin) นกกิลเลมอต (Common Guillemot) และนกเรเซอร์บิลล์ (Razorbill) หลายหมื่นตัวเกยตื้นตายบนหาดทราย บางตัวยังมีลมหายใจแต่อยู่สภาพใกล้ตาย

นักวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ (Seabird Wreck)” ซึ่งเป็นผลจากการเกิดพายุฤดูหนาวรุนแรงตั้งแต่เดือนมกราคม และเป็นปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา

ตายเพราะหิวโซ

ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่นกทะเลจำนวนมากเกยตื้นบนชายฝั่งในสภาพตายหรือกำลังจะตาย โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน อย่างเช่นคราบน้ำมันหรือโรคอันตราย

ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักในวงการวิทยาศาสตร์มาหลายศตวรรษ บางครั้งนกทะเลก็บินจากทะเลเข้ามายังแผ่นดินเป็นระยะทางไกลก่อนจะล้มตายลง สาเหตุหลักโดยทั่วไปคือพายุฤดูหนาวที่รุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งทำให้นกที่อาศัยอยู่กลางทะเลในฤดูหนาวไม่สามารถหาอาหารได้ จึงเสียชีวิตเพราะความหิวโหยและหมดแรง

นกนักดำน้ำอย่างพัฟฟินและกิลเลมอตล่าปลาที่เป็นอาหารด้วยการดำน้ำและว่ายไล่ล่า แต่เมื่อพายุซัดกระหน่ำ คลื่นทะเลจะทำให้เกิดฟองอากาศและน้ำขุ่นมัว นกที่ผิวน้ำมองไม่เห็นฝูงปลาข้างล่าง และเมื่อดำลงไปก็ไม่สามารถระบุตำแหน่งเหยื่อได้ ยิ่งไปกว่านั้น พายุยังทำให้ปลาในฝูงกระจายออกจากกัน แหล่งอาหารจึงหายไปในทันที

ขณะที่ร่างกายของนกต้องเผาผลาญพลังงานมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับกระแสลมและคลื่น ผลก็คือนกสูญเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็วและตายในที่สุด ซากนกที่พบในปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่เกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพผอมโซและดูเหมือนตายด้วยความหิวโหย

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์มองว่าปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่นกทะเลสามารถรับมือได้ในระดับหนึ่ง เพราะนกหลายสายพันธุ์ปรับตัวรับสภาพอากาศเลวร้ายได้ แต่ในยุคปัจจุบันที่สภาพภูมิอากาศและมหาสมุทรผันผวนอย่างรวดเร็ว สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจน

เหตุการณ์ที่โดดเด่น

ถึงแม้ว่าปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่จะมีมานาน แต่การศึกษาอย่างเป็นระบบเริ่มขึ้นได้ไม่นานนัก เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่บันทึกในประวัติศาสตร์ได้แก่ ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ ในปี 1969 ที่ทะเลไอริชตอนใต้ ซึ่งทำให้นกตายไปอย่างน้อย 12,000 ตัว ส่วนใหญ่เป็นนกกิลเลมอต ถัดมาในปี 1983 มีการพบซากนกทะเล 34,000 ตัว ตามแนวชายฝั่งตะวันออกของอังกฤษ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของยุคนั้น

แต่เหตุการณ์ในช่วงฤดูหนาวปี 2013–2014 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกหันมาสนใจปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่อย่างจริงจัง เนื่องจากเกิดพายุซัดกระหน่ำชายฝั่งตะวันตกของอังกฤษและฝรั่งเศสติดต่อกันหลายลูก ผลลัพธ์คือการตายหมู่ครั้งใหญ่

มีการพบซากนกทะเลถึง 54,982 ตัว ตามแนวชายฝั่งของประเทศต่างๆ ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ 94% ของนกเหล่านั้นเสียชีวิตแล้ว โดยที่ฝรั่งเศสมีจำนวนมากที่สุด คิดเป็น 79.6% ของจำนวนที่พบทั้งหมด และนกพัฟฟินคือสายพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดถึง 53.5%

ผลการศึกษาของ British Trust for Ornithology (BTO) ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการฟื้นตัวของประชากรนกในฤดูกาลผสมพันธุ์ถัดมา เนื่องจากนกอย่างพัฟฟินมีลูกเพียงปีละ 1 ตัว การสูญเสียนกโตเต็มวัยในแต่ละครั้งจึงใช้เวลาหลายปีกว่าจะชดเชยได้

ข้ามแอตแลนติกไปยังแปซิฟิก

ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ไม่ได้เกิดจากพายุฤดูหนาวในมหาสมุทรแอตแลนติกเท่านั้น ในมหาสมุทรแปซิฟิก ปรากฏการณ์ความร้อนสมุทรผิดปกติที่เรียกว่า “The Blob” ในช่วงปี 2014–2016 ก่อให้เกิดวิกฤติที่ใหญ่กว่ามาก

คลื่นความร้อนใต้น้ำทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงผิดปกติตั้งแต่แคลิฟอร์เนียถึงอลาสก้า ระบบนิเวศทางทะเลพังทลาย ห่วงโซ่อาหารถูกทำลาย และนกเมอร์ (Common Murre) ในอลาสก้า ตายไปราวๆ 4 ล้านตัว หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรในพื้นที่ ถือเป็นการตายหมู่ของสายพันธุ์เดียวครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยใหม่ จนถึงทุกวันนี้ แม้จะผ่านมาแล้ว 6-7ปี ประชากรนกเมอร์ในอลาสก้าก็ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม

ทั้งนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันซึ่งตีพิมพ์ในปี 2023 ระบุว่า การที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส นานเกิน 6 เดือน ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่หลายครั้งต่อเนื่องกัน

ซีกโลกใต้ก็หนีไม่พ้น

ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ไม่ได้เกิดเฉพาะในซีกโลกเหนือเท่านั้น ช่วงปลายปี 2023 พบซากนกทะเลเกยอยู่ตามชายหาดของออสเตรเลีย ทอดยาวจากควีนส์แลนด์ถึงแทสมาเนีย

ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Adrift Lab คำนวณโดยใช้แบบจำลองทางสถิติและข้อมูล พบว่าคลื่นความร้อนทางทะเลในช่วงดังกล่าวทำให้นกตายราว629,000 ตัว โดย 96% เป็นนกเชียร์วอเทอร์หางสั้น (Short-tailed Shearwater) ซึ่งคิดเป็นจำนวนมากกว่า 5% ของประชากรนกสายพันธุ์นี้

ทั้งนี้ จำนวนนกตายที่พบอยู่ตามชายหาดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความเป็นจริงเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า มีเพียง 5-10% ของนกที่ตายในทะเลเท่านั้นที่ถูกซัดขึ้นฝั่ง ที่เหลือจมน้ำ ถูกน้ำพัดพาไป หรือถูกสัตว์กิน ดังนั้นตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่เห็นมากนัก

วิกฤติล่าสุด

เหตุการณ์ล่าสุดในฤดูหนาวปี 2025–2026 ถูกเรียกขานว่าเป็นปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ครั้งใหญ่สุดของยุโรปในรอบทศวรรษ เนื่องจากพายุสามลูก ชื่อโกเรตติ (Goretti) อิงกริด (Ingrid) และจันทรา (Chandra) โหมกระหน่ำต่อเนื่อง

นกทะเลหลายหมื่นตัวถูกซัดขึ้นฝั่งจากสเปนถึงสกอตแลนด์ รายงานระบุว่าพบซากนกตาย 15,000 ตัว ในฝรั่งเศส 4,400 ตัว ในสเปน และ 1,200 ตัว ในโปรตุเกส ขณะที่ในอังกฤษพบซากนกพัฟฟินมากกว่า 270 ตัว บนหาดในคอร์นวอลล์ รวมแล้วมีรายงานการพบซากนกตายตามแนวชายฝั่งแอตแลนติกรวมกันไม่น้อยกว่า 38,000 ตัว มากกว่า 20 สายพันธุ์

สาเหตุและปัจจัย

แม้จะดูเหมือนว่าพายุและคลื่นความร้อนคือสาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ แต่ในความจริงแล้วมีสาเหตุและปัจจัยที่ซับซ้อนมากกว่านั้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือสาเหตุพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ทะเลที่อุ่นขึ้นส่งผลต่อวงจรชีวิตของปลาที่เป็นอาหารหลักของนกทะเล ความอบอุ่นของมหาสมุทรทำให้ปลาย้ายออกจากพื้นที่เดิมหรือหายไปจากห่วงโซ่อาหาร ประชากรนกที่หิวโหยอยู่จึงไม่มีพลกำลังมากพอที่จะรับมือกับพายุรุนแรง

นกบางชนิดมีพฤติกรรมกินสัตว์เล็กในน้ำลึก แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น สัตว์ที่เป็นอาหารของมันกลับหายไปหรือเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน นกที่อพยพมาถึงจุดพักแรมจึงไม่มีพลังงานเหลือเพียงพอที่จะดำรงชีวิตต่อ

นกบางชนิดอพยพมาเป็นระยะทางกว่า 15,000 กิโลเมตร แต่กลับมาตายก่อนถึงที่หมายเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตรเนื่องจากความอ่อนแรงสะสม ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับปริมาณอาหารในมหาสมุทรที่ลดลง

นอกจากนี้ ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศยังทำให้การเกิดพายุมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นวงจรอันตรายสำหรับเหล่านกทะเล

ขณะเดียวกัน การทำประมงมากเกินขนาด (Overfishing) ก็ลดปริมาณปลาที่เป็นอาหารของนกทะเล อีกทั้งยังมีปัจจัยจากไวรัสไข้หวัดนกที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนกทะเลอีกด้วย

มากกว่าแค่เรื่องนก

ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักดูนกหรือนักนิเวศวิทยาเท่านั้น แต่มีผลกระทบลามไปถึงมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ

ภาคท่องเที่ยวชายฝั่งในสหราชอาณาจักรและยุโรป ซึ่งมีมูลค่าตลาดนับพันล้านปอนด์ต่อปี ต้องพึ่งพาความงามของชีวิตนกทะเลเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดหลัก อาณานิคมนกพัฟฟินในหมู่เกาะอังกฤษเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะไปเยี่ยมชม หากประชากรนกทรุดลงอย่างต่อเนื่อง รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติเหล่านี้ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง

วิกฤตินกทะเลมีความเชื่อมโยงกับการทำประมงพื้นบ้านอย่างแน่นแฟ้น เพราะสายพันธุ์ปลาที่นกกินเป็นอาหารคือสายพันธุ์เดียวกับที่ชาวประมงนิยมจับ ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลที่ส่งสัญญาณผ่านการตายของนกคือตัวชี้วัดสุขภาพของมหาสมุทรโดยตรง

มิติด้านสาธารณสุขก็น่ากังวลไม่แพ้กัน ทุกครั้งที่เกิดปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ ภาครัฐมีความจำเป็นต้องตรวจสอบว่านกที่ตายนั้นพาไวรัสไข้หวัดนกมาด้วยหรือไม่ เป็นภาระต่อทรัพยากรสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ

เพื่อแก้ไขปัญหาปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างมาตรการฉุกเฉินและการจัดการระยะยาว

โดยเริ่มจากมาตรการเฝ้าระวังและการรายงานผล สร้างระบบแจ้งเหตุที่รวดเร็วเมื่อพบนกทะเลตายหรืออ่อนแอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้ทันท่วงทีและเร่งนำนกที่ตายไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

ในระยะยาว ต้องส่งเสริมการใช้เครื่องมือประมงที่ปลอดภัยและปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกทะเล อนุรักษ์พื้นที่ทำรังและแหล่งหากินที่สำคัญของนกทะเลอพยพ รวมถึงการควบคุมมลพิษทางทะเลอย่างเข้มงวด

ปรากฏการณ์นกทะเลตายหมู่ไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงแค่เรื่องที่เกิดเป็นครั้งคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยของมหาสมุทรและระบบนิเวศที่เราควรใส่ใจ เพราะมันคือภาพสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามหาสมุทรกำลังสูญเสียความสามารถในการหล่อเลี้ยงชีวิตมากขึ้นทุกขณะ

อ้างอิง :

https://theconversation.com/climate-change-is-causing-mass-die-offs-in-seabirds-such-as-puffins-117803

https://www.theguardian.com/environment/2019/dec/18/thousands-of-short-tailed-shearwaters-dead-on-australian-beaches-is-it-climate-change

https://www.worldenergydata.org/thousands-of-starving-seabirds-stranded-in-biggest-wreck-in-a-decade/

https://www.abc.net.au/news/2023-11-16/seabird-wreck-dead-muttonbirds-washing-up-from-qld-to-tas/103109506

https://www.discoverwildlife.com/animal-facts/birds/the-blob-to-blame-seabird-die-offs

https://conbio.onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/cobi.70273

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...