โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามตะวันออกกลางลากยาว พลังงานผันผวน กดดันเม็ดเงินต่างชาติ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เปราะบางทั่วโลก ตลาดการเงินกำลังเผชิญแรงกระแทกจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก

ขณะที่ราคาพลังงานกลับมาผันผวนรุนแรงอีกครั้ง หลังเหตุการณ์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันสำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งมีผลกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินสถานการณ์การลงทุนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและแรงเทขายลดความเสี่ยงอย่างหนัก

โดยมองว่าปัจจัยหลักเกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 16 โดยไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง และล่าสุดสหรัฐฯ ได้ยกระดับความรุนแรงด้วยการโจมตีเกาะ KHARG ของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่รองรับการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของประเทศ หรือราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อย และหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 3 เดือน อาจดันให้ราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 164 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นอกจากปัจจัยสงครามแล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยคาดการณ์ GDP ไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวเพียง 0.7% ลดลงจากการเติบโต 4.4% ในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการบริโภคที่อ่อนแอลง

สิ่งที่ตลาดต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้คือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 18 มี.ค. ซึ่งคาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่อาจส่งสัญญาณแข็งกร้าว (Hawkish) ผ่าน Dot Plot หากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันกลับมาปะทุ

รวมไปถึงการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 19 มี.ค. นี้ อีกหนึ่งอีเวนต์ระดับโลกที่สำคัญในสัปดาห์นี้คือ งาน NVIDIA GTC 2026 (16-19 มี.ค.) ซึ่งเปรียบเสมือน "AI Super Bowl"

โดย Jensen Huang เตรียมประกาศทิศทางเทคโนโลยี AI ชิปโมเดลใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนของกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกในอนาคต

การเมืองไทยระทึก

ขณะที่ปัจจัยในประเทศนั้น มองว่าการเมืองไทยเริ่มระทึก จับตา 18 มี.ค. ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตาเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ สำหรับปัจจัยภายในประเทศ แม้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเดินหน้ามาถึงการประชุมเพื่อเลือกประธานสภาฯ ในวันที่ 15 มี.ค. และเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มี.ค. แล้วก็ตาม

แต่ฝ่ายวิจัยฯ เตือนว่ามีความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องระวังอย่างมาก คือในวันที่ 18 มี.ค. นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดพิจารณาว่าจะรับคำร้องคดี "การพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด" ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลให้การเลือกตั้งที่ผ่านมา "เป็นโมฆะ" ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันตลาดหุ้นไทย (SET Index) อย่างรุนแรงในช่วงสั้นๆ

บาทอ่อนยวบต่างชาติเททิ้งบอนด์ แต่สวนซื้อ 4 กลุ่มหุ้นไทย

ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) ประเมินว่าค่าเงินในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่ารุนแรงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ นำโดยเงินบาทของไทยที่อ่อนค่าลงถึง -3.76% (ตั้งแต่ต้นเดือน) กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเงินวอนเกาหลีใต้

ทั้งนี้ ปัจจัยนี้ทำให้ต่างชาติเทขายสินทรัพย์ไทยอย่างหนัก โดยขายสุทธิในตลาดหุ้น 3.3 หมื่นล้านบาท และตลาดตราสารหนี้ 3.4 หมื่นล้านบาท หากเจาะลึกลงไปในพอร์ตการลงทุน พบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกลงทุน (Stock Selection) ทยอยสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและสอดรับกับเทรนด์โลก

โดยฝ่ายวิจัยฯ แนะนำหุ้น 4 กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่

  • กลุ่มพลังงาน (Energy) : โดดเด่นที่สุด นำโดย PTTEP ซึ่งมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสูงสุดอันดับ 1 ในเดือนนี้กว่า 4.6 พันล้านบาท สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมี TOP และ SPRC
  • กลุ่มค้าปลีกและการบริโภค (Commerce) : ถือเป็นหลุมหลบภัยที่ดี นำโดย CPALL, CPN และ KAMART
  • กลุ่มท่องเที่ยวและเดินทาง (Tourism & Transport) : รับผลดีจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว แนะนำ AOT, MINT และ CENTEL
  • กลุ่มที่รับข่าวร้ายจากสงครามไปมากแล้ว : แนะนำทยอยสะสม GULF, PTTGC และ IVL

ภาพรวมการลงทุนในช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะตลาดที่ต้องรับแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางกระแสเงินทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดการเงินกำลังอยู่ในช่วงที่ความเสี่ยงและโอกาสเกิดขึ้นพร้อมกัน การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในระยะถัดไปจึงขึ้นอยู่กับพัฒนาการของปัจจัยสำคัญทั้งในระดับโลกและในประเทศ ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปในช่วงเวลานี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...