จาก Citizen Kane สู่เพลง Runway ถอดรหัสอำนาจสื่อ ผ่านหนัง The Devil Wears Prada 2
บทความพิเศ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
จาก Citizen Kane สู่เพลง Runway
ถอดรหัสอำนาจสื่อ
ผ่านหนัง The Devil Wears Prada 2
ใน Citizen Kane ภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา
มีประโยคหนึ่งที่กล่าวถึงหัวใจสำคัญของหนังได้ค่อนข้างครอบคลุมทีเดียว ประโยคนั้นกล่าวว่า
“ถ้าผมไม่ดูแลผลประโยชน์ให้พวกผู้ยากไร้ เดี๋ยวคนอื่นก็ทำอยู่ดี! ซึ่งไอ้คนอื่นที่ว่านั่นอาจจะเป็นพวกที่ไม่มีทั้งเงินไม่มีทั้งสมบัติพัสถานอะไรเลยก็ได้ ถ้ามันเกิดเป็นแบบนั้นขึ้นมาล่ะก็ มันคงแย่บัดซบเลยทีเดียว!”
ผู้ที่กล่าวคำนี้ออกมาในหนังก็คือ ชาร์ลส์ ฟอสเตอร์ เคน (ออร์สัน เวลล์ส) เจ้าพ่อหนังสือพิมพ์ The Inquirer ที่มองว่าสื่อถือเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างพื้นที่ให้กับ “ฮีโร่” เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับคนจน
แต่หากขุดลึกไปในบริบทแล้ว เคน ไม่ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจชนชั้นล่างจริงๆ หรอก
แต่เขาใช้ข่าวที่ชนชั้นล่างอยากอ่านเพื่อเป็นคนเหล่านี้เป็นเกราะป้องกันไม่ให้คนหัวก้าวหน้าลุกขึ้นมาปฏิวัติระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำหรือนายทุนกลัวมากที่สุดต่างหาก
สําหรับหนังเรื่อง The Devil Wears Prada 2 หากมองอย่างผิวเผินแล้วล่ะก็คนทั่วไปอาจจะมองว่ามันเป็นหนังที่พูดถึงการชิงดีชิงเด่นกันของกลุ่มคนที่คร่ำหวอดอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น
แต่นั่นเป็นเพียงพล็อตรองเท่านั้น เพราะพล็อตหลักจริงๆ ของหนังเรื่องนี้ก็คือการพูดถึงสถานการณ์สื่อในโลกยุคใหม่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงไปจากการทำงานสื่อในโลกยุคเก่า
หนังเปิดเรื่องด้วยการที่ แอนดี แซกส์ (แอนน์ แฮทธาเวย์) นักข่าวสาวที่เพิ่งจะได้รับรางวัลจากสกู๊ปข่าวเจาะลึกได้สาธยายถึงความคับแค้นใจที่เธอและเพื่อนนักข่าวฝีมือดีถูกเลย์ออฟกันโดยถ้วนหน้า
เพราะผู้บริหารสำนักข่าวที่เธอทำงานอยู่ได้ลดขนาดองค์กรลง เพราะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนในยุคที่โลกแห่งข่าวสารขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยข่าวและคอนเทนต์ฉาบฉวย
ในยุคที่แทบไม่มีใครสนใจแล้วว่าการได้จับกระดาษหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารและใช้เวลาดื่มด่ำไปกับตัวอักษรอย่างไม่เร่งรีบพร้อมจิบกาแฟในช่วงเช้านั้นมันมีเสน่ห์แค่ไหน
แอนดี ตกงานได้ไม่นาน เพราะเธอถูกนายทุนใหญ่เรียกตัวไปให้ไปทำงานเป็นบรรณาธิการบทความให้กับ Runway นิตยสารตำนานแฟชั่นที่ถึงแม้จะยังหายใจอยู่แต่มันก็รวยรินเต็มที
และนี่คือการกลับมาประจันหน้ากับ มิแรนดา พลิสต์ลีย์ (เมอรีล สตรีฟ) บก.บห.นิตยสารที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธอมาตั้งแต่เธอเริ่มทำงานสื่อ
สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้ก็คือการที่หนังแสดงให้เห็นว่าถึงแม้ Runway จะยังอยู่ได้ แต่คนทำงานในสายงานสื่อสิ่งพิมพ์ก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้นิตยสารแฟชั่นฉบับนี้ไม่หมดลมหายใจไปเสียก่อน ถึงแม้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เข้ากับยุคสมัยมากแค่ไหนก็ตาม
ประเด็นสำคัญที่หนังถ่ายทอดออกมาก็คือการการปะทะกันระหว่างคนทำงานรุ่น Baby Boomers, Gen X, Gen Y ไปจนถึง Gen Z ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
ฉากที่โดยส่วนตัวแล้วประทับใจมากที่สุดอยู่ในฉากที่ แอนดี บอกกับ ไนเจล คิปลิง (สแตนลี ทุชชี) ที่ถือเป็นมือขวาของ มิแรนดา ว่านายทุนคนใหม่ที่เข้ามาซื้อบริษัทต่ออาจจะทำให้เขาออกจากงานและต้องเกษียณตัวเองจากงานที่ทำมาหลายสิบปี
แต่แทนที่จะช็อกกับอนาคตของตัวเอง เขาก็ยังคงดูเซ็ตภาพแฟชั่นและมุ่งมั่นทำงานของตัวเองต่อไป
ไม่ต่างไปจาก เอิร์ฟ (ทิบอร์ เฟลด์แมน) ประธานบริษัทเจ้าของ Runway ที่ยังคงเชื่อมั่นว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะยังต้องเดินหน้าต่อไป
และที่สำคัญที่สุดก็คือ มิแรนดา ที่บอกกับ แอนดี สั้นๆ เพียงแค่ว่า “ฉันรักงานที่ฉันทำ รักมากจริงๆ” ถึงแม้ว่าแคแร็กเตอร์ของเธอในภาคนี้ที่เคยทำตัวหยิ่งยโสและพูดจาทำร้ายจิตใจลูกน้องในทุกโอกาสที่สามารถทำได้จะทำในสิ่งที่แฟนหนังไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เห็น
นั่นก็คือการถูกลูกน้องสอนให้ระมัดระวังในการใช้คำพูด, การที่ต้องขึ้นเครื่องบินชั้นประหยัดหรือแม้กระทั่งการแขวนเสื้อคลุมอย่างทุลักทุเลด้วยตัวเอง
ก่อนที่หนังจะเข้าฉาย Lady Gaga ได้ปล่อยเพลงประกอบหนังที่มีชื่อว่า Runway ออกมา เพลงนี้เป็นเพลงแนวเฮาส์ที่มีกลิ่นอายของดนตรียูโรแดนซ์และดนตรี 2-Step Garage จากยุค 90 และได้แร็พเปอร์สาว โดชี (Doechii) มาร่วมฟีเจอริงในมิวสิกวิดีโอที่เต็มไปด้วยแฟชั่นกูตูร์สุดหรูหราและการออกแบบงานสร้างที่รุ่มรวยไปด้วยสีสันที่จัดจ้าน
ส่วนเนื้อหาของเพลงฟังเผินๆ ก็พูดถึงความเปรี้ยวจี๊ดของเหล่าผู้หญิงที่มองว่าการแต่งองค์ทรงเครื่องถือเป็น First Impression ที่จะสะกดทุกสายตา
แต่ความหมายระหว่างบรรทัดมีอะไรมากกว่านั้น
เพลงนี้เริ่มต้นด้วยคำพูดที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่ “ล้นเกิน” ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงทั้งภายนอกและภายใน
การก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ
ความเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์และเสรีภาพที่ในความหมายของเนื้อเพลงไม่อาจมีคำสาปใดที่จะมาขวางเจตจำนงนี้ได้เลย
เนื้อเพลงท่อนนี้สื่อถึง “ร่างทอง” ที่ได้กลายเป็นอดีตไปแล้วของ มิแรนดา
เธอเคยเป็นบรรณาธิการที่ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ เธอไม่แคร์ว่าการแสดงธาตุแท้ออกมาจะสร้างสภาวะ Toxic ในที่ทำงานมากแค่ไหน ทุกก้าวที่เธอเดินไปข้างหน้าจะไปเหยียบเท้าใครเข้าหรือเปล่า ตราบใดที่ชุดแบรนด์หรูที่เธอสวมยังคงโดดเด่นที่สุดในทุกสถานการณ์
แต่คำถามก็คือเมื่อเวลาผ่านไปและคนรุ่นเก่าที่เคยออกตามล่ากระเป๋าวาเลนติโน่คอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุดมาไว้ในครอบครองหมดความสนใจในแฟชั่นไปแล้วและมองว่ากระเป๋าแบรนด์ H&M มันก็ใส่ของได้เหมือนกัน
ความหรูหราฟุ้งเฟ้อนี้จะยังมีความหมายอยู่ไหม?
และความศักดิ์สิทธิ์ของกฎเกณฑ์ที่เคยใช้ได้ผลสำหรับคนรุ่นเก่ายังคงใช้ได้อยู่หรือเปล่า?
คําตอบมีอยู่ในท่อนต่อๆ ไปของเพลง โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า “This paparazzi routine/Bitch, I came to be seen” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้ว
จริงอยู่ที่เมื่อก่อนช่างภาพปาปาราซซี่คือผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารของวงการกอสซิป
แต่ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกหรือแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์นับล้านคนทั่วโลกได้กลายเป็น “ผู้คุมเกม” ไปแล้ว
คำว่า “I came to be seen” เป็นการประชดประชันสื่อยุคเก่าว่าการทำข่าวที่เข้าหาแหล่งข่าวกลายเป็นเรื่องล้าสมัย
เพราะการตั้งใจสวมชุดสุดเริ่ดหรือการทำคอนเทนต์ลงคลิปสั้นๆ ก็ทำให้แหล่งข่าวสามารถเป็นบรรณาธิการของตัวเองได้แล้ว
“You gon’ burn your tongue on this tea” เปรียบน้ำชาเป็นเหมือนคอนเทนต์ขยะที่อันตรายต่อผู้ที่กำลังลิ้มรสของมันอยู่
ข้อมูลในสื่อยุคใหม่มีอุณหภูมิที่คาดเดาไม่ได้
ความร้อนจนเกินไปของมันอาจทำให้คนที่จิบน้ำชาซึ่งไม่รู้ว่าบทความที่อ่านอยู่จริงหรือเท็จแค่ไหนเจ็บตัวได้
“I can turn a dance floor into a runway” ท่อนนี้นับว่าสำคัญมากเพราะสื่อยุคใหม่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ผ่อนคลาย (Dance Floor) มากกว่าเนื้อหาสาระ (Runway)
ส่งผลให้บริบทของพื้นที่ในการความตระหนักรู้ถึงความจริงผ่านจริยธรรมสื่อไม่สำคัญเท่ากับการสร้างยอด Engagement
Runway เป็นเพลงที่ตอกย้ำให้เห็นว่าข้อเท็จจริงของข่าวหรือบทความที่กระตุ้นสติปัญญาเป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้วในโลกที่น้ำเสียงของผู้ประกาศข่าวบนหน้าจอทีวีที่ใส่อารมณ์ตัดสินคอนเทนต์ของเนื้อหาไม่ต่างไปจากศาลเป็นสิ่งที่เร้าอารมณ์และดึงเรตติ้งได้มากกว่า
มีอยู่ฉากหนึ่งในหนังที่ มิแรนดา ยืนยันที่จะให้ ไนเจล ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานแฟชั่นซึ่งบอกเป็นนัยว่าเราไม่อาจให้ทุกคนเข้าใจได้ว่ากว่าที่เดรสสักชุดจะตัดเสร็จมันต้องผ่านขั้นตอนการออกแบบหรือตัดเย็บที่ซับซ้อนอย่างไรบ้าง
แต่อย่างน้อยก็ขอให้ผู้เห็นชุดเข้าถึงความงามด้วยการใช้มือสัมผัสอย่างละเอียดลออ ไม่ใช่มองมันผ่านไปเร็วๆ เหมือนการไถฟีดเท่านั้น
มีประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง Citizen Kane ที่ถือเป็นหนึ่งในประโยคคลาสสิคในวงการภาพยนตร์โลก ชาร์ลส์ ฟอสเตอร์ เคน บอกกับ แธตเชอร์ นายทุนที่เคร่งครัดในแบบแผนว่า
“ผมก็ไม่รู้หรอกครับคุณ แธตเชอร์ ว่าเขาบริหารหนังสือพิมพ์กันยังไง ผมก็แค่ลองทำทุกอย่างเท่าที่ผมจะทำได้เท่านั้นเอง”
มิแรนดา และ ไนเจล ก็คงใช้หลักการเดียวกันนี้ในการบริหารนิตยสาร Runway และกว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจกันชนิดที่เรียกได้ว่าถวายหัว
ซึ่งเราในฐานะคนทำงานสื่อก็คงได้แต่หวังว่าคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานในวงการนี้จะมองเห็นสารัตถะของมันว่าการสร้างสรรค์สื่อที่มีคุณภาพมีบทบาทแค่ไหนในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้
แม้สักเพียงเล็กน้อยก็ยังดี
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จาก Citizen Kane สู่เพลง Runway ถอดรหัสอำนาจสื่อ ผ่านหนัง The Devil Wears Prada 2
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly