โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘แว่นท็อปเจริญ’ โมเดลธุรกิจขัดสัญชาตญาณ ร้านเงียบแต่รายได้กว่า 5,000 ล้าน

SMART SME

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ภาพจำของคนทั่วไป การเปิดร้านทำธุรกิจอะไรสักอย่าง หากบรรยากาศร้านเป็นไปอย่างเงียบเหงา ตีความได้ว่าร้านนี้ขายไม่ดีแน่นอน เพราะไม่มีลูกค้าเลย แต่กรณีใช้ไม่ได้กับแว่นท็อปเจริญ เพราะร้านที่ดูเหมือนไม่มีลูกค้า แต่ทำรายได้กว่า 5,000 ล้านบาท

บ่อยครั้งที่เราเดินทางร้านแว่นท็อปเจริญ สิ่งที่เห็นบ่อยที่สุดเมื่อมองเข้าไป คือพนักงานกำลังนั่งรอลูกค้า, ชั้นวางแว่นแบรนด์ต่าง ๆ เรียงเต็ม และที่สำคัญลูกค้าน้อยมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมของธุรกิจนี้กลับสวนทางกับสิ่งที่เห็น ซึ่งเรื่องนี้อยู่ที่การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

Smart SME จะพามาไขสมการที่ขัดสัญชาตญาณนี้กัน

หัวใจสำคัญของโมเดลคือต้นทุน โดยจะพบว่าต้นทุนตัวสินค้า (กรอบแว่น+เลนส์) คิดเป็น 24% ของราคาขาย แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงถึง 68% ซึ่งส่วนใหญ่คือค่าเช่าพื้นที่และเงินเดือนพนักงาน ดังนั้น ต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของท็อปเจริญไม่ใช่ “แว่น” แต่คือ “พื้นที่” และ “คน”

เมื่อคิดคำนวณกลไกรายได้จะพบว่าแว่นสายตา 1 คู่ราคาเฉลี่ย 2,000–4,000 บาท — แปลว่าแต่ละสาขาต้องขายได้แค่ 2-4 ชิ้นต่อวันเท่านั้น ธุรกิจก็ดำเนินไปได้ปกติ ฟังดูน้อย แต่นี่คือ magic ของ Scale เมื่อนำ 2,000 สาขา มาคูณ กำไรเล็กๆ ต่อชิ้น ตัวเลขรวมปลายปีกลับน่าตกใจ

นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีกลยุทธ์ 3 เสาหลักที่ส่งเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้

Asset-Light Expansion — เช่าแทนซื้อ

กลยุทธ์ขยายสาขาของท็อปเจริญคือการ “เช่า” พื้นที่ไม่ใช่ซื้อหรือเซ้ง เหมือนสูตรเดียวกับ 7-Eleven ทำให้ใช้เงินทุนขยายสาขาใหม่ต่ำมาก เจ้าของที่ดินรับความเสี่ยงด้านอสังหาริมทรัพย์แทน ท็อปเจริญโฟกัสแค่การดำเนินงาน สมัยเริ่มต้น นพศักดิ์ใช้เงินเพียง 15,000 บาทต่อสาขา จากการขอเช่าล่วงหน้า 3 เดือน แทนที่จะซื้อตึกราคา 10-20 ล้านบาท

สาขา = Billboard ฟรี

ท็อปเจริญมีสาขา 2,100+ แห่งในทำเลที่มีทราฟฟิก ทุกสาขาคือป้ายโฆษณาที่วิ่งอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องจ่ายค่าสื่อเพิ่ม การจดจำแบรนด์ถูกสร้างจากการ “เห็นซ้ำๆ” ไม่ใช่งบการตลาด นี่คือ Distribution Strategy ที่แฝงอยู่ในรูปของหน้าร้าน

สินค้าที่ยืมกันไม่ได้ — Recession-Proof

แว่นตาเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผูกกับค่าสายตาเฉพาะบุคคล ลูกค้าไม่สามารถยืมคนอื่นใส่ได้ ต่อให้เศรษฐกิจย่ำแย่แค่ไหน คนสายตาสั้นก็ต้องตัดแว่นใหม่เมื่อสายตาเปลี่ยน และผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนแว่นทุก 2-3 ปี สร้าง recurring demand ที่มั่นคง

ผลประกอบการบริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) ย้อนหลัง 3 ปี

  • ปี 2565 รายได้รวม 5,414 ล้านบาท กำไร 627 ล้านบาท
  • ปี 2566 รายได้รวม 5,785 ล้านบาท กำไร 282 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้รวม 5,949 ล้านบาท กำไร 402 ล้านบาท

ปัจจุบันธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ EssilorLuxottica บริษัทแว่นตาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เจ้าของแบรนด์ Ray-Ban, Oakley, Persol เข้าซื้อหุ้นในแว่นท็อปเจริญในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยตลาดแว่นตา และคอนแทคเลนส์ไทยมีการเติบโตสม่ำเสมอ จาก 15,600 ล้านบาท ในปี 2567 ไปสู่ 18,800 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งมาจาก ปัจจัยหลักคือพฤติกรรมการใช้จอหน้าจอของคนไทยทุกช่วงวัย ที่เร่งให้สายตาเสื่อมเร็วขึ้น ลูกค้าใหม่จึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยที่แบรนด์ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...