‘ira’ ยกระดับความยั่งยืน ปรับวิธีคิดรักโลก สู่การวัด ‘Carbon Footprint’
……..
ในสภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว และการแข่งขันที่สูง แต่ละแบรนด์ต่างหาจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อแยกตัวเองให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง และสร้างแต้มต่อในเชิงธุรกิจ ซีรีส์ “Carbon Capital” โดย Thaipublica X pi carbon เป็นการเล่าเรื่องราวที่โดดเด่นของแบรนด์ ต่าง ๆ ที่สร้างแบรนด์โดยการใช้เรื่อง ‘ความยั่งยืน’ เป็นศูนย์กลางในการสร้างแบรนด์ และการดำเนินธุรกิจ แบรนด์เหล่านี้เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย แต่จับต้องได้ผ่านมิติต่าง ๆ และส่งผลในเชิงบวกกับธุรกิจนั้น ๆเมื่อแบรนด์คิดถึงความยั่งยืน ธุรกิจถึงจะเกิดความยั่งยืน
……..
‘Red Ocean’ นิยามสภาพการแข่งขันของตลาดเครื่องสำอาง ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ด้วยกลุ่มลูกค้าผู้รักสวยรักงามทุกเพศทุกวัย ทุกแบรนด์ต้องงัดกลยุทธ์เพื่อครองใจกลุ่มเป้าหมาย
Ira Natural Products หรือ Ira หนึ่งในผู้เล่นตลาดเครื่องสำอาง เลือก ‘สิ่งแวดล้อม’ และ ‘ความยั่งยืน’ มาเป็นแก่นของแบรนด์ พร้อมกับ message ที่สื่อสารบนเว็บไซต์ว่า
“ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินฝันสำหรับใคร แต่เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ในการดำเนินธุรกิจจริง และให้เป็นการ Win for All ที่ทุกคนได้เติบโตด้วยกันอย่างแท้จริง”
ไทยพับลิก้า พูดคุยกับ “ธนิดา ดลธัญพรภคภพ” หรือ เมย์ ผู้ก่อตั้ง Ira Natural Products ถึงเรื่องราวเส้นทางของแบรนด์ ที่เริ่มจากความเชื่อ สู่การทดลองและปรับตัว เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และก้าวใหม่ที่ผู้ประกอบการเก็บข้อมูล Carbon Footprint
อะไรคือวิธีคิดและเบื้องหลังการสร้างแบรนด์เครื่องสำอางเพื่อความยั่งยืน และการสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจที่ทำเพื่อเงิน ควบคู่กับการช่วยโลกและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ลองผิดลองถูก ธุรกิจที่ผสานสิ่งแวดล้อม
ราวปี 2559 ‘เมย์’ ซึมซับมุมมองเรื่องสิ่งแวดล้อม จากรั้วมหาวิทยาลัย ผนวกกับความรักสวยรักงาม จึงคิดตั้งต้นทำธุรกิจ โดยเริ่มจากสินค้าตัวแรกคือลิปบาล์ม โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือวิชา TU100 (Civic Engagement) ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนโดย รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กับการพาไปดูโรงคัดแยกขยะแห่งหนึ่ง ได้จุดประกายต่อมสิ่งแวดล้อมของเมย์ และเป็นอิมแพคถึงการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การคัดแยกขยะ เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ลดการใช้พลาสติก ฯลฯ
“ตอนนั้นอายุ 21 – 22 ปี มีความกล้าบ้าบิ่น ยุคนั้นไม่ค่อยมีสินค้าลิปบาล์มธรรมชาติในเมืองไทย ส่วนใหญ่นำเข้าและราคาสูง หรือมีสารเคมีที่อาจสะสมระยะยาว ก็ตั้งคำถามว่า ทำไมเราไม่มีทางเลือกอื่น เราอยากใช้ของในราคาที่จับต้องได้ เป็นจุดเริ่มต้นของลิปบาล์มธรรมชาติ เพื่อผิวแพ้ง่าย อ่อนโยนต่อผิวและโลก”
เมย์ เล่าว่า วิธีคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่มาตั้งแต่วันแรกของธุรกิจ โดยเฉพาะเรื่องการลดการใช้พลาสติก ใช้บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิล ไม่ว่าจะเป็นอลูมิเนียมที่รีไซเคิลได้ ลิปแท่งกระดาษ การ upcycling ฝาขวดน้ำเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อ ตลอดจนเน้นใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในพื้นที่
“ตอนแรกไม่ได้มองเชิงธุรกิจ แค่ตอบสนองความต้องการเพราะเราได้อะไรฟรีจากสิ่งแวดล้อมมาเยอะมากแล้ว เราควรต้องให้อะไรกลับคืน…แต่ต้อง balance โดยไม่เอาความชอบเรื่องสิ่งแวดล้อมของตัวเองอย่างเดียว ต้องคิดถึงลูกค้าว่าเขาจะได้อะไรจากสินค้าเราด้วย”
โดยช่วงแรก Ira เน้นไปที่การพัฒนาบรรจุภัณฑ์แท่งกระดาษ-แท่งไม่ไผ่ และทำในรูปแบบรีฟิล (refill) จากนั้น upcycling ฝาขวดน้ำอัดลมมาเป็นแท่งลิปสติก ควบคู่กับการจัดหาวัตถุดิบสมุนไพรไทย เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย เพราะสมุนไพรในพื้นที่จะได้สารสกัดที่สดใหม่
เมย์ เล่าเรื่องการแพ็คและขนส่งว่า Ira จะไม่ใช้พลาสติกกันกระแทก (air bubble) เพราะเป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว โดยช่วงแรกจะใช้กระดาษรีไซเคิลและกระดาษมือสอง ต่อมาจึงขยับไปใช้ ‘กล้วยช่วยโลก’ ซึ่งสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ต่อเป็นต้นไม้คลุมดิน และยังใช้กระดาษฝอยที่เหลือจากโรงพิมพ์ในศรีราชา
เรื่องตลกคือ Ira ใช้กระดาษรีไซเคิลในการแพคของ เราไม่ได้คัดแยกข้อความในกระดาษก่อน มีกระดาษที่เป็นหนังสือตําราเรียนชันสูตรศพ ซึ่งลูกค้าตกใจมาก ถามว่าใครส่งมาให้ เพราะเขาไม่ได้สั่ง แต่ดันเป็นเพื่อนเขาที่สั่ง เพื่อเซอร์ไพรส์ เขาก็กลัว กระดาษมันดูน่ากลัว…
‘อีกเคส เราใช้กระดาษหนังสือเรียน ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควาย แต่ลูกค้าได้ตัว ค.ควาย มีน้องควายน่ารักพร้อมลายมือเด็ก ลูกค้าถามว่าทำไมส่งสิ่งนี้มา ไม่สมควร เป็นเคสที่ลูกค้าโกรธมาก…ทำให้เราต้องคัดกระดาษแล้ว‘
อย่างไรก็ตาม เมย์ บอกว่า ปัจจุบันยังมองหาความลงตัวระหว่างความต้องการของลูกค้าและความต้องการของตัวเองเรื่องสิ่งแวดล้อม
“Ira เคยนำปลายซองไส้กรอกสีแดงมาหลอมเป็นเม็ดพลาสติกแล้วขึ้นรูปใหม่เป็นแท่งสีแดง เรารู้สึกมันสวยดี ไม่เห็นมีปัญหา แต่พอมาลงตลาดถึงรู้ว่าลูกค้าผู้หญิงสายบิวตี้ละเอียดกว่านั้นมาก เขาดูกระทั่งการตัดที่มันไม่สม่ำเสมอ เพราะทำเป็นงานมือไม่ใช่เครื่องจักร มันไม่เนี้ยบพอ เลยต้องหยุดไปก่อน”
อย่างไรก็ตาม บางผลิตภัณฑ์ไม่สามารถเลี่ยงการใช้พลาสติกได้ Ira จึงเลือกใช้ PCR Plastic (Post-Consumed Recycle) ทดแทนเพื่อไม่เกิดการสร้างพลาสติกขึ้นมาใหม่ และทำให้บรรจุภัณฑ์รีฟิลได้ เพื่อเกิดการใช้ซ้ำให้มากที่สุด
เรื่องการหาวัตถุดิบท้องถิ่นและในประเทศ (Local Sourcing) เมย์ อธิบายว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ เมื่อช่วง 5 ปีก่อน ทำให้ฉุกคิดเรื่องการเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร โดยธุรกิจไม่ต้องเดินคนเดียวเสมอไป
ทั้งนี้ Ira ทำงานกับผู้คน ชุมชน และเกษตรกรไทย อาทิ เมล็ดกาแฟจากดอยแม่ลัว น้ำมันมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสาคร หรือทำงานกับดีไซเนอร์ไทยในการออกแบบของสมนาคุณ ตั้งแต่กระเป๋าทอจากผ้าซาโอริโดยเด็กพิเศษจากโรงเรียนโสต ศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ และกระเป๋าเครื่องสำอางจาก ‘กก’โดยชุมชนเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรี
จากโครงการดังกล่าว เมย์ยังได้รู้จักกับทีม pi carbon โดยมี ‘สุทัศน์ รงรอง’ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในผู้สอนเรื่องนวัตกรรมทางสังคม เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Carbon Footprint เข้ามาอยู่ในความสนใจของ Ira มากขึ้น
หลังจากฟัง ทีม pi carbon เรารู้สึกว่า ต่อไป Carbon Footprint จะเป็น standard ขั้นพื้นฐานที่ธุรกิจต้องมี ถ้าทำไว้ก่อนมันก็ดี
จุดขายและจุดแข็ง ‘Carbon Invoice’
เมย์ บอกว่า ก่อนหน้านี้สนใจเรื่องการเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร จนกระทั่งช่วงปลายปี 2568 ที่ได้นำแพลตฟอร์ม pi carbon มาใช้จริงจัง จนมีข้อมูลคาร์บอนเป็นรูปเป็นร่าง และตั้งเป้าว่าภายในปี 2569 จะต้องมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งหมด 15 SKU
“ตอนทำเรื่องลดใช้พลาสติก หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ไม่เคยคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ บางอย่างไม่รู้ว่ามันต้องวัดอย่างไร แต่ก็อยากจะมีอะไรที่วัดและจับต้องได้ มี benchmark แต่ละปี ปีนี้ตัวเลขนี้ แล้วจะลดอย่างไรในปีหน้า…พอpi carbon บอกวิธีวัดอย่างไร หรือมีข้อมูลให้กรอก มีให้เลือกว่าเป็นอย่างไร และมีค่ากลางมาตรฐานต่างๆ”
เมย์อธิบายเรื่องการเก็บข้อมูลตั้งแต่น้ำหนักของกระดาษสติ๊กเกอร์ที่แปะลงบนลิปบาล์ม น้ำหนักกระดาษที่เหลือ และพอติดสติ๊กเกอร์แล้วเหลือกี่กรัม ตลอดจนรายละเอียดอื่นๆ ที่ทำให้ Ira ต้องละเมียดละไมกับทุกขั้นตอน
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่มากที่สุดของ Ira คือขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง ตัวอย่างเช่น ในกระบวนการผลิตเชียบัตเตอร์ต้องใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ดังนั้นต้องขอข้อมูลคาร์บอนจากซัพพลายเออร์ หรือบางครั้งต้องอ้างอิงการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากงานวิจัย นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลตั้งแต่การใช้ไฟ การอุ่น การใช้น้ำ รวมถึงระยะเวลาในการผลิตทั้งหมด ไล่ไปถึงการแพ็คเกจจิ้งและขนส่ง
เมื่อรู้ตัวเลขแล้วจึงเกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในองค์กร เช่น เน้นจัดหาวัตถุดิบในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ลดคาร์บอนในขั้นตอนขนส่ง
อย่างไรก็ตาม เมย์ ตั้งคำถามถึงช่องโหว่ตัวเลขข้อมูลว่า ซัพพลายเออร์บางรายอาจยังไม่ได้เก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทำให้ตัวเลขคาร์บอนอาจไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริงเสมอไป ลดการใช้กระดาษ และทุกวิธีที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องลงทุนเป็นเม็ดเงิน
“ตัวอย่าง ‘เชียร์บัตเตอร์’ มีต้นตอปลูกที่แอฟริกา แต่เวลาวัดจริงๆ มันไปแค่ที่ บริษัทนี้อยู่ที่ไหน ขนส่งมาอย่างไร ถ้าบริษัทนั้นทำเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์เราก็ได้ตัวเลขมาเลย แต่หลายครั้งที่ซัพพลายเออร์ไม่ได้มีตัวเลขให้ ทำให้ไม่สามารถแทร็คไปถึงต้นตอจริง หรือสั่งวัตถุดิบ A มาจากบริษัทในกรุงเทพฯ ทั้งที่ต้นตอวัตถุดิบ A อาจมาจากที่อังกฤษ แต่ตอนวัดข้อมูลไม่ได้ถูกวัดมาตั้งแต่ที่อังกฤษ มันวัดระยะทางมาจากแค่กรุงเทพฯ เข้าหน้าโรงงาน คำถามคือ ตัวเลขที่หายไปคำนวณอย่างไร”
ทำ ดีกว่าไม่ทำ เราเห็นจุดโหว่ว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์อาจยังไม่ถูก 100% แต่มันก็ใกล้กับความเป็นจริงมากกว่าที่เราไม่ทำ
นี่เป็นหนึ่งในจุดแข็งและจุดขายของ Ira ที่ลูกค้าเห็นตรงกันว่าไม่ใช่เพียงผู้ผลิตเครื่องสำอางทั่วไป หากเป็นแบรนด์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะไม่ได้แค่ทำตามกระแสโลก แต่เดินก่อนกระแสสิ่งแวดล้อมมาเป็นเวลา 10 ปี
“เคยถามลูกค้าว่า ทำไมเลือก Ira ทั้งที่ลิปออร์แกนิคมีเยอะมาก สูตรใกล้กันหมด…ลูกค้าตอบว่าเลือกเรา เพราะรู้สึกว่าได้ช่วยโลก แบรนด์อื่นไม่ได้ให้เรื่องนี้ พอใช้ผลิตภัณฑ์แล้วอยากมีส่วนร่วม…เป็นคําตอบที่ทำให้เข้าใจว่า Ira มีอีโมชั่นให้เขารู้สึกเป็นคนดี ได้ช่วยโลกมากขึ้น”
“ลูกค้าโรงแรมก็แฮปปี้ที่ได้ Carbon Invoice การที่ขยับไปเรื่องคาร์บอนฟุตปริ้น สำคัญมากในเชิง branding ยิ่งเราทำก่อน ยึดหัวหาดก่อน มันจะเกิดภาพจำก่อน แต่ถ้าช้ากว่านี้อีกก้าวสองก้าว ต่อไปทุกแบรนด์จะเริ่มพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น ดังนั้น Ira ต้องสื่อสารมากขึ้นให้ลูกค้าเข้าใจมากขึ้นด้วย”
ตอบแทนโลก-สิ่งแวดล้อม สมดุลธุรกิจที่มีความหมาย
เมย์ ฝากถึงผู้ประกอบการว่า “การเก็บข้อมูล Carbon Footprint จำเป็นมาก เพราะมันจะเป็น Basic Requirement แต่สำคัญกว่านั้นคือ ธุรกิจจะอยู่ไม่ได้ถ้าสิ่งแวดล้อมถดถอย และเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งใน ecosystem ที่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งฝุ่นควัน อากาศ อุณหภูมิที่เปลี่ยนไป หรือสงคราม ถุงพลาสติกขึ้นราคา”
“คนชอบคิดว่าสิ่งแวดล้อม คาร์บอนฟุตพริ้นเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าธุรกิจไม่ห่วงใยคนอื่นเลยนอกจากแค่กําไรของตัวเอง ไม่เกิดความยั่งยืนขึ้น หรือทำไปแล้วธุรกิจอยู่ได้ แต่คุณค่าในการทำธุรกิจมันคงว่างเปล่า เพราะไม่ได้ทำอะไรให้ใครเลยนอกจากตัวเอง อยากให้ทุกคนคิด เราทำอะไรให้สิ่งแวดล้อมได้บ้าง”
เราไม่ได้มองว่าการทำเรื่องนี้เป็นต้นทุน (นิ่งคิด) เพราะถ้ามองเป็นต้นทุน คงไม่ใช้แท่งกระดาษที่ราคา 20 บาท ทั้งที่แท่งพลาสติก 3 บาท แพงกว่ากัน 6 – 7 เท่า
…เราใช้อะไรฟรีจากโลกมามากแล้ว อากาศ แสงอาทิตย์ และไม่อยากรู้สึกผิดกับตัวเอง ยิ่งช่วง 1 – 2 ปีนี้ เริ่มเรียนรู้ที่จะ balance ธุรกิจว่ามันอาจไม่ได้มีทางที่ดีที่สุด แต่ต้องเลือกในสิ่งที่มันจะเกิดผลกระทบน้อยที่สุด
ทุกวันนี้ ‘ความยั่งยืน’ ถือเป็น lesson learned ที่ต้องเรียนรู้เรื่อยๆ จากวันแรกกับการทำผลิตภัณฑ์สีเขียว สู่การเติบโตไปพร้อมกันคู่ค้าและลูกค้า กับล่าสุดคือการเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แม้อาจทำให้รายได้บรรทัดสุดท้ายน้อยลง แต่ด้วยความเชื่อและจุดยืนของเมย์ที่มองว่า การคำนึงถึงโลกใบนี้คือความหมายของการตื่นขึ้นมาทำธุรกิจในทุกวัน