โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์! “สหรัฐ” เล็งใช้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกโจมตีอิหร่าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์! "สหรัฐ" อาจเปิดไพ่ใหม่ด้วยการใช้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกครั้งแรก เล็งเพิ่มศักยภาพโจมตีลึกในอิหร่าน ท่ามกลางความเสี่ยงการปะทะที่ยังไม่จบ

วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 04.03 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐ (US Central Command) ได้ยื่นคำร้องขอส่งขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกรุ่นใหม่ของกองทัพบก “Dark Eagle” ไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานต่ออิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศ ซึ่งอยู่นอกระยะของอาวุธที่สหรัฐใช้อยู่ในปัจจุบัน

หากคำร้องดังกล่าวได้รับการอนุมัติ จะถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐนำขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกไปประจำการจริง แม้ว่าอาวุธดังกล่าวยังล่าช้ากว่ากำหนดและยังไม่ได้รับการประกาศว่าใช้งานได้เต็มรูปแบบ ต่างจากรัสเซียและจีนที่มีการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีนี้ไปก่อนแล้ว

แหล่งข่าวซึ่งมีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวระบุว่า เหตุผลสำคัญมาจากการที่อิหร่านได้ย้ายแท่นยิงขีปนาวุธออกไปไกลเกินระยะของขีปนาวุธ Precision Strike Missile (PrSM) ซึ่งมีพิสัยยิงมากกว่า 300 ไมล์

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา แต่คำร้องดังกล่าวสะท้อนว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ของการโจมตีระลอกใหม่ หากโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ช่วงเวลาหยุดยิงในการเสริมกำลังและวางแผน โดยนักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics เตือนว่าการปะทะกันในอนาคตอาจรุนแรงยิ่งขึ้น

ขีปนาวุธ “Dark Eagle” หรือ Long-Range Hypersonic Weapon (LRHW) มีรายงานว่ามีพิสัยยิงมากกว่า 1,725 ไมล์ และสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 5 เท่าของความเร็วเสียง พร้อมความสามารถในการหลบหลีกระบบป้องกัน ทำให้ยากต่อการสกัดกั้น โดยอาวุธนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงของจีนและรัสเซีย

โครงการนี้พัฒนาโดย Lockheed Martin ซึ่งขีปนาวุธแต่ละลูกมีต้นทุนราว 15 ล้านดอลลาร์ และมีอยู่ไม่เกิน 8 ลูก ขณะที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสหรัฐ (GAO) ประเมินว่าระบบยิงหนึ่งชุดมีมูลค่าสูงถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ สหรัฐได้โอนย้ายขีปนาวุธร่อน JASSM-ER ซึ่งมีคุณสมบัติล่องหนและถูกออกแบบมาเพื่อรับมือศัตรูระดับเดียวกัน ไปใช้ในปฏิบัติการกับอิหร่านแล้ว โดยมีการยิงไปแล้วราว 1,100 ลูกในความขัดแย้งครั้งนี้

แม้ว่าสหรัฐจะระบุว่ามีความได้เปรียบทางอากาศในบางพื้นที่ของอิหร่าน แต่การสูญเสียโดรน MQ-9 จำนวนมาก รวมถึงเครื่องบินรบหลายลำ สะท้อนว่าน่านฟ้าบางส่วนของอิหร่านยังคงมีความเสี่ยงสูง และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผลักดันให้สหรัฐพิจารณาใช้อาวุธระยะไกลขั้นสูงมากขึ้นในสมรภูมิแห่งนี้

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...