“60 ชาติทั่วโลก” ประชุมหารือเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล สงครามอิหร่านดันราคาพลังงานพุ่งสูง
"60 ชาติทั่วโลก" เตรียมหารือแนวทางลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามอิหร่าน สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก
วันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 08.20 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ารัฐบาลราว 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงบราซิล เยอรมนี แคนาดา และไนจีเรีย เตรียมเข้าร่วมการประชุมนานาชาติครั้งแรกเพื่อหารือแนวทางเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามอิหร่านที่ทำให้ตลาดน้ำมันและก๊าซปั่นป่วน และราคาพลังงานพุ่งสูง
การประชุมซึ่งจัดขึ้นที่เมืองซานตามาร์ตา ประเทศโคลอมเบีย จะเริ่มขึ้นในวันอังคาร โดยเน้นการแลกเปลี่ยนแนวทางเชิงปฏิบัติในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจออกจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ มากกว่าการกำหนดเป้าหมายใหม่แบบที่เคยเกิดขึ้นในการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ
Stientje van Veldhoven รัฐมนตรีด้านสภาพภูมิอากาศของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งร่วมจัดการประชุมกับโคลอมเบีย ระบุว่า การหารือครั้งนี้จะมุ่งไปที่เครื่องมือสำคัญ เช่น มาตรการทางการเงิน แรงจูงใจด้านกฎระเบียบ และแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงแนวทางดึงดูดการลงทุนเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนจากก๊าซไปสู่พลังงานไฟฟ้า และการปฏิรูประบบอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล
อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ไม่มีประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐและจีนเข้าร่วม รวมถึงซาอุดีอาระเบียและผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนความท้าทายในการสร้างฉันทามติระดับโลก
สงครามในอิหร่านได้ตอกย้ำการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลของหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียที่เผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง และยุโรปที่ต้องรับมือกับต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น วิกฤตครั้งนี้จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้หลายประเทศมองการลดการพึ่งพาฟอสซิลในมิติของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การประชุมดังกล่าวยังสะท้อนความไม่พอใจต่อความคืบหน้าที่ล่าช้าในการเจรจาภายใต้กรอบ COP28 ซึ่งแม้จะมีข้อตกลงให้ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งแต่ปี 2566 แต่การดำเนินการจริงยังคืบหน้าอย่างจำกัด โดยบางประเทศผู้ผลิตพลังงานยังคงคัดค้านมาตรการที่กระทบต่ออุตสาหกรรมของตน
ทั้งนี้ การเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ยังคงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลัก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน
อ้างอิง : www.reuters.com