โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เนสไลน์” จากแบรนด์ขนมนำเข้าสู่ Trendsetter สินค้ากลุ่มสแน็ค จุดตั้งต้นเงินลงทุน 20,000 บาท สร้างยอดขาย 300 ล้านต่อปี

Marketing Oops

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • Marketing Oops!

“เนสไลน์” (NEZLINE) แบรนด์ขนมนำเข้าของคนไทยกลายเป็นหนึ่งใน Trendsetter ทางเลือกใหม่ของตลาดสแน็ค ด้วยสินค้าเรือธงขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง (OAT CHOCO) ที่หลายคนคุ้นเคย แต่อาจไม่เคยรู้ว่า OAT CHOCO ยอดนิยมต้นตำรับมาจากแบรนด์เนสไลน์ ซึ่งปัจจุบันนำเข้าขนมจากต่างประเทศมาจัดจำหน่ายในไทยกว่า 70 SKU

“ไฉไล อินเตอร์เทรด” ผู้นำเข้าขนมครบวงจร

จากการตัดสินใจลองลงทุนครั้งแรก 20,000 บาทในช่วง Covid-19 สู่รายได้กว่า 300 ล้านบาทต่อปี ทำให้แบรนด์ “เนสไลน์” กลายเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดสแน็ค พร้อมตั้งเป้าขยายธุรกิจแตะ 1,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีข้างหน้า

เบื้องหลังการเติบโตของบริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด ก่อตั้งโดย 3 ผู้บริหารรุ่นใหม่ ได้แก่ คุณไฟซอล เจ๊ะอุมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คุณอับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และ คุณเมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ที่วางเป้าหมายเป็น ผู้นำธุรกิจนำเข้าขนมจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เริ่มจากขาย Gadget และสินค้าไอที สู่ธุรกิจขนมโตร้อยล้าน

คุณไฟซอล เจ๊ะอุมา CEO เล่าว่า ก่อนหน้านี้บริษัททำธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Gadget และไอที แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวช่วง Covid-19 จึงมองหาโอกาสใหม่ในสินค้าที่เข้าถึงง่ายและมีการบริโภคทุกวัน โดยพบว่าตลาดขนมนำเข้าในไทยยังมีช่องว่างทางการตลาดอยู่ ทำให้เริ่มทดลองนำเข้าขนมมาขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee และ Lazada ด้วยเงินลงทุนครั้งแรกเพียง 20,000 บาท

จากผลตอบรับดี ทำให้คุณไฟซอลตัดสินใจขยายธุรกิจโดยเป็นผู้ติดต่อหาแหล่งผลิตโรงงาน OEM ในประเทศจีนด้วยตนเอง แต่ช่วงแรกเผชิญปัญหาทั้งด้านมาตรฐานการผลิตและรสชาติขนม จนกลายเป็น pain point สำคัญว่าต้นทุนต่ำไม่ใช่คำตอบยั่งยืนของธุรกิจระยะยาว หลังเปลี่ยนโรงงานผลิตหลายแห่งกว่าจะมาเป็นแบรนด์เนสไลน์ (NEZLINE) ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์คุณภาพและราคาเข้าถึงได้ พร้อมควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วัตถุดิบ รสชาติไปจนถึงเนื้อสัมผัส (texture) ของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจด้านความปลอดภัยโดยผ่านการรับรองสินค้าจากโรงงานมาตรฐานสากลอย่าง อย. HACCP HALAL และ ISO9001

OAT CHOCO สินค้าเรือธง ปั้นรายได้

ขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง OAT CHOCO เป็นสินค้าขายดีอันดับหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมจน เติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างรายได้แตะ100 ล้านบาทเป็นครั้งแรกในปี 2023

คุณเมธัส สนิทมัจโร CMO กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นเราโฟกัสการทำตลาดเป็นหลัก จนทำให้บริษัทไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า OAT CHOCO ไม่นานนักจึงมีผู้ผลิตคู่แข่งจำนวนมากเข้ามาจำหน่ายสินค้าในลักษณะเดียวกัน นับเป็นบทเรียนแรกในการดำเนินธุรกิจก่อนที่บริษัทจะเริ่มจด trademark สำหรับสินค้าใหม่ เช่น ขนมนูกัตโตะ (NOUGATTO) รวมถึงสินค้าอื่นๆ ในเวลาต่อมา

พลิกเกมจากขายออนไลน์สู่ Modern Trade

คุณอับดุลมาติน หะยียะโกะ COO เผยว่า ช่วงแรกเนสไลน์เติบโตจากการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก โดยทีมผู้บริหารไม่เคยไลฟ์สดขายสินค้าแต่เลือกใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นราคาเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทจับมือกับ distributor อย่าง บริษัทเพนส์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น (PENS) ที่มีเครือข่ายธุรกิจแข็งแกร่ง ทำให้สินค้าเราขยายช่องทางจัดจำหน่ายสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์สโตร์ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศกว่า 22,000 แห่ง

“การกระจายสินค้าจำหน่ายผ่าน distributor ส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2568 ยอดขายมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท เพราะผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้าน 7-eleven CJ MORE และ MR.D.I.Y. ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายออฟไลน์อยู่ที่ 70% ขณะที่ฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไปและกลุ่มคนทำงานในเขตกรุงเทพและปริมณฑลถึง 80% ของยอดขายรวม” คุณอับดุลมาติน กล่าว

สร้างทีม GEN Z สร้างแบรนด์ดิ้งบน TikTok

อีกกลยุทธ์สำคัญ คือ การตั้งทีมคอนเทนต์ภายในองค์กร โดยเปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ สร้างคอนเทนต์สื่อสารผ่าน TikTok และโซเชียลมีเดีย เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ คุณเมธัส ระบุว่าปีที่ผ่านมาการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นช่วยสร้าง Brand Awareness และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคลองสั่งซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เม็ดพลาสติกขาดทำต้นทุน Packaging พุ่ง 37%

คุณไฟซอล กล่าวอีกว่า แม้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่องแต่ปีนี้เนสไลน์เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 37% เนื่องจากเม็ดพลาสติกปรับราคาขึ้นต่อเนื่องผลพวงจากสงครามตะวันออกกลาง บริษัทจำเป็นต้องปรับแผนโลจิสติกส์ล่วงหน้า พร้อมตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด เพื่อรักษากำลังซื้อผู้บริโภคท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้

กลยุทธ์ “ขายทุกไซส์” ช่วยผู้บริโภคซื้อคล่อง-คุ้มค่า

ทุกไลน์สินค้าของเนสไลน์ เราไม่จำกัดราคาแบบตลาดขนมทั่วไป แต่เลือกวางกลยุทธ์สินค้าหลายขนาด หลายราคา เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย และสร้างการซื้อซ้ำ

แนวคิด “ขนมแบ่งปัน” ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ให้สินค้าได้รับความนิยม โดยเฉพาะสินค้าแบบ multi-piece ยกตัวอย่างเช่น ซื้อนูกัตโตะขนาด 50 กรัมในซองนั้นมีขนมบรรจุแยกจำนวน 5 ชิ้น สามารถแบ่งเพื่อนรับประทานได้ รวมถึงขนาดพกพาสะดวกจึงเจาะฐานลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี

เป้าหมาย 1,000 ล้านในอีก 4 ปี

การเดินทางของเนสไลน์กำลังก้าวสู่ปีที่ 7 ด้วย Positioning ในฐานะขนมทางเลือกใหม่ของตลาด(Alternative Products) ให้ผู้บริโภคได้เลือกทานขนมหลากหลายในแบบของตนเอง

เนสไลน์ไม่หยุดนิ่งพัฒนาสินค้าใหม่สู่ตลาดต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 5-10 SKU และการที่ทีมผู้บริหารคลุกคลีทำงานเชิงลึก สามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันต่อทุกการเปลี่ยนแปลง ทำให้เป้าหมายแบรนด์สู่ยอดขาย 1,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีข้างหน้าไม่ไกลเกินเอื้อม โดยคุณไฟซอล เจ๊ะอุมา CEO กล่าวย้ำว่า “เราไม่ได้อยากเป็นแค่แบรนด์ขนมนำเข้า แต่ต้องการเป็น Trendsetter ที่สร้างตัวเลือกใหม่ให้ผู้บริโภค”

Related posts:

No related posts.

อ่านบทความทั้งหมด ที่ MarketingOops.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...