"ฝันร้าย" ของนักเดินทาง "ตั๋วเครื่องบิน" แพงขึ้นทั่วโลก เหตุบินอ้อม น้ำมันพุ่ง "การบินไทย" ขึ้นราคาแล้ว 15%
ต้นทุนพุ่ง-เส้นทางเปลี่ยน! วิกฤตการบินโลกเริ่มแล้ว?
"ตั๋วเครื่องบิน" กำลังแพงขึ้นทั่วโลก และแนวโน้มนี้เริ่มเห็นชัดในไทยเช่นกัน โดยเฉพาะ “การบินไทย” ที่ขยับราคาขึ้นแล้วราว 10–15% ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง
ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และข้อจำกัดด้านน่านฟ้าที่บีบให้เที่ยวบินต้องอ้อมไกลขึ้น ต้นทุนจึงเพิ่มขึ้นแทบทุกมิติ และหากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบก็อาจยิ่งรุนแรงขึ้น แม้ในอีกด้านหนึ่ง สายการบินยังยืนยันว่าเที่ยวบินตรงสู่ยุโรปยังคงแข็งแกร่ง
ภาพของ “ตั๋วแพง” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบางภูมิภาค แต่กำลังเกิดขึ้นในระดับโลก และการบินไทย หรือ บมจ.การบินไทย Thai Airways International ก็เป็นหนึ่งในสายการบินที่เริ่มปรับตัวตามสถานการณ์ ด้วยการประกาศขึ้นราคาตั๋วโดยสารประมาณ 10–15% สะท้อนต้นทุนพลังงานที่เร่งตัวขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ความต้องการเดินทางระหว่างประเทศยังไม่แผ่วลง
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและบัญชี บมจ.การบินไทย (THAI) เปิดเผยว่า การปรับราคาครั้งนี้เป็นการสะท้อนต้นทุนจริง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเปราะบาง
โดยปกติแล้ว สายการบินจะมีกลไกปรับราคาผ่าน “ค่าธรรมเนียมน้ำมัน” หรือ Fuel Surcharge ซึ่งต้องอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ Civil Aviation Authority of Thailand (กพท.) ปัจจุบันเพดานดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่หากราคาพลังงานพุ่งสูงกว่านี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องขอปรับเพิ่ม
แม้ราคาตั๋วจะสูงขึ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “ดีมานด์ยังไม่หาย” การบินไทยระบุว่ายังไม่พบสัญญาณชะลอตัว โดยเฉพาะเส้นทางยุโรป–ไทยที่ยังคงคึกคักต่อเนื่อง ข้อมูลการจองล่วงหน้าในเดือนมีนาคมชี้ว่าเที่ยวบินตรงมีอัตราบรรทุกผู้โดยสาร หรือ Cabin Factor สูงถึง 80–90% และบางช่วงขายหมดอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้โดยสารที่เริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนหันมาเลือก “บินตรง” มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการต่อเครื่องในฮับการบินตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นดูไบหรือโดฮา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง แนวโน้มนี้จึงกลายเป็น “แรงหนุนชั่วคราว” ให้เส้นทางบินตรงระหว่างยุโรปกับไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง แม้การบินอ้อมพื้นที่สงครามจะเพิ่มต้นทุน แต่การบินไทยยังมั่นใจว่าสามารถควบคุมผลกระทบได้ในระยะสั้น สิ่งที่บริษัทจับตาอย่างใกล้ชิดมากกว่า คือพฤติกรรมการจองล่วงหน้าในไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าความขัดแย้งจะกระทบดีมานด์การเดินทางมากน้อยเพียงใด
ในมุมของผู้โดยสารเอง ขณะนี้ยังไม่เห็นการยกเลิกตั๋วจำนวนมาก ส่วนใหญ่ยังเลือก “รอดูสถานการณ์” มากกว่าจะตัดสินใจยกเลิกทันที สะท้อนว่าความต้องการเดินทางยังมีอยู่ เพียงแต่อาจแฝงด้วยความไม่แน่นอน
ด้านแผนธุรกิจระยะยาว การบินไทยยังเดินหน้าขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเครื่องบินราว 80 ลำ และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 102 ลำภายในปี 2569 เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค หรือ Aviation Hub ที่เชื่อมผู้โดยสารจากทั่วโลกเข้าสู่เอเชีย
พร้อมกันนี้ ยังมีแผนเปิดเส้นทางบินใหม่เพื่อดึงผู้โดยสารทั่วโลก ทั้งยุโรปและเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอัมสเตอร์ดัมและโอ๊คแลนด์ในไตรมาส 3 รวมถึงการเพิ่มจุดบินในจีน เช่น ฉางชา เซี๊ยเหมิน ฉงชิ่ง ในช่วงไตรมาส 2–3 ขยายไปยังปูซานในเกาหลีใต้ และดานังในเวียดนามในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินโลกยังคงถูกกดดันอย่างหนักจากสงคราม เพราะ “น้ำมันแพง = ต้นทุนพุ่ง = ความเสี่ยงเพิ่ม” โดยต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน หรือ Jet Fuel ปกติคิดเป็นสัดส่วนราว 20–25% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสายการบิน รองจากค่าแรงและต้นทุนดำเนินงานอื่น ๆ
ช่วงที่ผ่านมา สายการบินหลายแห่งทั่วโลกเริ่มขยับราคาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น SAS Scandinavian Airlines, Qantas, Air New Zealand และ Air India ซึ่งสะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บางประเทศ แต่เป็นแรงกดดันระดับโลก
นอกจากต้นทุนแล้ว “เส้นทางบิน” ก็กลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญ หลายประเทศในตะวันออกกลางต้องปิดหรือจำกัดน่านฟ้าเพื่อความปลอดภัย เช่น อิหร่านและอิรัก ซึ่งเป็นเส้นทางหลักระหว่างเอเชียกับยุโรป ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องอ้อม เพิ่มเวลาเดินทาง 2–3 ชั่วโมง และทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งค่าน้ำมัน ค่าลูกเรือ การจัดตารางบินใหม่ ไปจนถึงค่าเบี้ยประกันภัย
เมื่อเวลาบินยาวขึ้น จำนวนเที่ยวบินต่อวันก็ลดลงในบางเส้นทาง เท่ากับว่า “อุปทานลดลง” ขณะที่ “อุปสงค์ยังสูง” กลไกตลาดจึงผลักให้ราคาตั๋วสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การบิน Cirium ระบุว่า ช่วงปลายกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม มีเที่ยวบินมากกว่า 43,000 เที่ยวถูกยกเลิกในภูมิภาคนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น
ท่ามกลางความไม่แน่นอน นักวิเคราะห์มองว่า ปี 2026 อาจมีได้หลายฉากทัศน์
หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ราคาน้ำมันอาจลดลง และราคาตั๋วมีโอกาสค่อย ๆ ปรับลงตาม แต่จะไม่เกิดขึ้นทันที เพราะหลายสายการบินมีสัญญาซื้อน้ำมันล่วงหน้า หรือ Fuel Hedging ทำให้ต้นทุนยังคงสูงในระยะหนึ่ง
แต่หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจทรงตัวสูงต่อเนื่อง เส้นทางบินต้องอ้อมนานขึ้น ราคาตั๋วก็มีแนวโน้มแพงขึ้นในระยะยาว และอาจลามไปกระทบภาคท่องเที่ยว เพราะต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอแผน หรือเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง
ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด คือความขัดแย้งลุกลามจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก หากถูกปิดหรือจำกัดใช้งาน ราคาน้ำมันอาจพุ่งรุนแรง และอุตสาหกรรมการบินอาจเผชิญวิกฤตต้นทุนครั้งใหญ่ในระดับโลก
และสุดท้าย คำถามที่ยังไร้คำตอบ คือสงครามครั้งนี้จะยืดเยื้ออีกนานแค่ไหน ราคาน้ำมันจะสูงไปถึงระดับใด และ “ตั๋วเครื่องบิน” ที่กำลังแพงขึ้นในวันนี้ จะกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อไร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “ศุภจี” ชี้สินค้าอุปโภค-บริโภคยังไม่ควรขึ้นราคา ปุ๋ย-เม็ดพลาสติก ยังมีพออีก 4 เดือน
- อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยันมีน้ำมันเพียงพอ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุน
- น้ำมันหมด-ของแพง ? เปิดมาตรการรัฐไทย รับแรงกระแทกสงครามอิหร่าน
- กระทรวงพลังงาน ย้ำน้ำมันไทยพอใช้เกิน 100 วัน เร่งแก้ปัญหาคอขวดขนส่ง
- รมว.สธ. ยัน "สต็อกยา-เวชภัณฑ์" มีเพียงพอ รถฉุกเฉินยังไม่ต้องสำรองน้ำมัน