สต็อกปุ๋ยในไทยเหลือใช้ถึงพฤษภาคมนี้ พาณิชย์ ลั่นคุมเข้มสกัดขึ้นราคาสินค้า–ห้ามกักตุน เซ่นพิษวิกฤตตะวันออกกลาง
BTimes
อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 13.18 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 07.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizนางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวง พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ฯ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการรองรับทั้งด้าน “ราคา” และ “ปริมาณสินค้า” เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ซึ่งต้องมีเพียงพอต่อความต้องการ และมีราคาที่เหมาะสมทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ผลิต
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการเป็นรายวัน เพื่อเฝ้าระวังและป้องปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินควร หรือการกักตุนสินค้า พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และกระทรวงพลังงาน ผ่านกลไกคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.)
หากตรวจพบการกระทำผิด เช่น การขึ้นราคาไม่สอดคล้องกับต้นทุน กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างเด็ดขาด โดยมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในส่วนของภาคเกษตร กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการลดต้นทุนปุ๋ย โดยปัจจุบันมีสต๊อกเพียงพอใช้ถึงเดือนพฤษภาคม และยังสามารถควบคุมราคาได้ พร้อมเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรปรับสูตรปุ๋ย ใช้วัตถุดิบนำเข้าน้อยลง และหันมาใช้อินทรีย์มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ให้ครอบคลุมช่วงความต้องการสูงในฤดูเพาะปลูกสำคัญ ระหว่างเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า ปัจจุบันสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอทั่วประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนบริโภคอย่างเหมาะสม ไม่กักตุน เพื่อให้การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างทั่วถึง