เควิน วอร์ช เสนอเปลี่ยนวิธีวัดเงินเฟ้อ เฟดเสี่ยงนโยบายย้อนศร
เควิน วอร์ช แคนดิเดตประธานเฟดจากโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอใช้ดัชนีเงินเฟ้อแบบ “ตัดค่าผิดปกติ” แทน core PCE หวังสะท้อนเงินเฟ้อพื้นฐานมากขึ้น แต่แบงก์ออฟอเมริกาเตือน วิธีใหม่นี้อาจทำให้เงินเฟ้อสูงกว่าคาดในบางช่วง และจำกัดความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย
วันที่ 23 เม.ย.2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เควิน วอร์ช ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยต่อสมาชิกรัฐสภาว่า เขาต้องการให้เฟดปรับเปลี่ยนวิธีการวัดเงินเฟ้อ โดยหันมาใช้ดัชนีแบบ “ตัดปลายข้อมูล” (trimmed) แทนการพึ่งพาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (core PCE) ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในปัจจุบัน
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตัดความผันผวนรุนแรงของราคาออกจากการคำนวณ เพื่อสะท้อน “เงินเฟ้อพื้นฐานที่แท้จริง” มากขึ้น โดยวอร์ชระบุว่า สิ่งสำคัญคือการมองผ่านการเปลี่ยนแปลงราคาแบบครั้งคราวจากปัจจัยเฉพาะ เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือราคาสินค้าบางประเภท
อย่างไรก็ตาม อดิตยา ภาเว นักเศรษฐศาสตร์จากแบงก์ออฟอเมริกา เตือนว่า การปรับวิธีดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “เปลี่ยนระบอบ” นโยบายการเงินของวอร์ช อาจไม่ให้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง และอาจสร้างความย้อนแย้งในทางปฏิบัติ
ข้อมูลของแบงก์ออฟอเมริการะบุว่า หากใช้ดัชนีแบบ trimmed ในปัจจุบัน เงินเฟ้อจะดูอ่อนตัวลง โดยตัวชี้วัดย้อนหลัง 12 เดือนมีค่าเฉลี่ยราว 2.3% และค่ามัธยฐาน 2.8% ณ เดือนกุมภาพันธ์ เทียบกับ core PCE ที่อยู่ที่ 3% ซึ่งวอร์ชมองว่าเป็นสัญญาณ “เอื้ออำนวย” ต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาเวชี้ว่า วิธีดังกล่าวอาจทำให้ราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งเดิมถูกตัดออกจาก core PCE กลับมีอิทธิพลต่อการประเมินเงินเฟ้อมากขึ้น โดยแม้ความผันผวนรุนแรงจะถูกตัดออก แต่ก็อาจไปดันค่าเฉลี่ยให้สูงขึ้น เนื่องจากทำให้ความผันผวนระดับรองไม่ถูกคัดออกทั้งหมด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การตัดเฉพาะค่าที่สุดขั้ว อาจเปิดช่องให้แรงกดดันเงินเฟ้อขนาดเล็ก เช่น การปรับขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน หลุดเข้ามาในตัวเลข และทำให้เงินเฟ้อสูงกว่าที่เฟดใช้อ้างอิงในปัจจุบัน
ข้อมูลย้อนหลังยังสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าว โดยตัวชี้วัดเงินเฟ้อแบบ trimmed median เคยสูงกว่า core PCE ในช่วงปี 2562-2563 ซึ่งหากใช้วิธีนี้ในเวลานั้น อาจทำให้เฟดต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น
ภาเวระบุว่า หากในอนาคตเงินเฟ้อแบบ trimmed สูงกว่า core PCE วอร์ชอาจต้องยึดตามกรอบที่ตนเสนอ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของเฟด และหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าเลือกใช้ตัวเลขเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
ขณะเดียวกัน นักวิจารณ์บางส่วนกังวลว่า วอร์ชอาจผลักดันทิศทางนโยบายของเฟดให้สอดคล้องกับความต้องการของทรัมป์ มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แม้วอร์ชจะยืนยันระหว่างการไต่สวนว่า เขาจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามแรงกดดันทางการเมืองก็ตาม
ทั้งนี้ อดีตผู้ว่าการเฟดยังเผชิญคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับสถานะความมั่งคั่งส่วนตัว และความสามารถในการรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย หากได้รับตำแหน่งผู้นำธนาคารกลางสหรัฐในอนาคต
อ้างอิง : www.cnbc.com