งานวิจัยชี้ AI ไม่ได้ช่วยให้งานเบาลง แต่กลับทำให้พนักงาน "ทำงานหนักขึ้น" เสี่ยงภาวะ Burnout
แม้ AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งส่งผลให้พนักงานต้องทำงานหนักขึ้น และต้องแบกรับข้อมูลการทำงานมหาศาล
งานวิจัยของ ActivTrak เปิดเผยว่า การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในที่ทำงานไม่ได้ช่วยให้ภาระงานแต่เดิมของพนักงานลดลงอย่างที่คิด แต่กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้พนักงานต้องทำงานหนักขึ้น และเผชิญกับความเครียดสะสม
ข้อมูลของ ActivTrak ระบุว่า ในช่วง 180 วันหลังจากเริ่มใช้ AI พนักงานมีการติดต่อสื่อสารผ่านอีเมล และแอปพลิเคชันแชตเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
ขณะที่การใช้งานซอฟต์แวร์ธุรกิจพุ่งสูงถึง 94 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับเวลาที่ใช้ในการจดจ่อกับงานอย่างต่อเนื่อง หรือ Focus Work ที่ลดลงเป็นจำนวน 9 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากพนักงานต้องสลับหน้าที่ไปมาเพื่อจัดการกับข้อมูล และงานที่ทะลักเข้ามามากขึ้น
ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Workload Creep โดยผลวิจัยจาก Harvard Business Review และ UC Berkeley ชี้ว่า เมื่อ AI ช่วยประหยัดเวลาในงานบางส่วน เวลาที่ว่างลงมักจะถูกนำไปแทนที่ด้วยงานใหม่ทันทีโดยไม่รู้ตัว ก่อให้เกิดวงจรความคาดหวังที่สูงเกินจริง ทั้งจากฝั่งหัวหน้างานที่คาดหวังความเร็วเพิ่มขึ้น และจากตัวพนักงานเองที่พยายามรับงานเพิ่มเพราะรู้สึกว่ามีเครื่องมือช่วย จนกลายเป็นความกดดันที่ต้องพึ่งพา AI ตลอดเวลาเพื่อรักษามาตรฐานการทำงานที่รวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้การใช้งาน AI โดยเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นถึง 8 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
นอกเหนือจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว พนักงานยังเผชิญกับภาวะ AI Brain Fry จากการที่ต้องรับข้อมูลเยอะเกินไป อีกทั้งพนักงานยังต้องรับหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของ AI
งานวิจัยของ UC Berkeley ได้กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า ในระยะสั้น AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ แต่ระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ มีการตัดสินใจที่แย่ลง และคุณภาพงานที่ถดถอยลงเนื่องจากความเหนื่อยล้าทางสติปัญญา
อย่างไรก็ดี งานวิจัยระบุว่า จุดสมดุลของการใช้ AI ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรอยู่ที่ 7-10 เปอร์เซ็นต์ของชั่วโมงการทำงานทั้งหมด แต่ปัจจุบันจากตัวเลขชี้ว่า มีผู้ใช้งานเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รักษาระดับการใช้งานในช่วงระยะดังกล่าวได้ โดยองค์กรมีความจำเป็นต้องทบทวนนโยบายการใช้งาน AI ในที่ทำงาน ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงแค่การเพิ่มประสิทธิภาพเชิงปริมาณ แต่ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตและการรักษาพื้นที่สำหรับการทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงของพนักงานควบคู่กันไปด้วย
ที่มา: Futurism
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : งานวิจัยชี้ AI ไม่ได้ช่วยให้งานเบาลง แต่กลับทำให้พนักงาน "ทำงานหนักขึ้น" เสี่ยงภาวะ Burnout
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ยอดลบ ChatGPT พุ่งเกือบ 300% คำรับผิด Sam Altman“ฉวยโอกาส-สะเพร่า”
- ศึก AI ใครชนะกินรวบ แต่ถ้าแพ้แบกหนี้ท่วม UBS ชี้ “ตลาดเครดิต” 3.5 ล้านล้านเหรียญ โดมิโนตัวถัดไป
- บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน
- 3 เหตุผลที่ Gemini คือ ราชาตัวจริงของหุ้น AI จาก“ตามหลัง” สู่ “ผู้นำ”
- ทำไมผู้นำโลกต้องรวมตัวที่ India AI Summit? เวทีเปลี่ยนบทบาท ขยับจากผู้ใช้ สู่คนกำหนดเกมเทคโนโลยี
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath