โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานวิจัยชี้ AI ไม่ได้ช่วยให้งานเบาลง แต่กลับทำให้พนักงาน "ทำงานหนักขึ้น" เสี่ยงภาวะ Burnout

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 03.16 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 03.14 น.
ภาพไฮไลต์

แม้ AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งส่งผลให้พนักงานต้องทำงานหนักขึ้น และต้องแบกรับข้อมูลการทำงานมหาศาล

งานวิจัยของ ActivTrak เปิดเผยว่า การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในที่ทำงานไม่ได้ช่วยให้ภาระงานแต่เดิมของพนักงานลดลงอย่างที่คิด แต่กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้พนักงานต้องทำงานหนักขึ้น และเผชิญกับความเครียดสะสม

ข้อมูลของ ActivTrak ระบุว่า ในช่วง 180 วันหลังจากเริ่มใช้ AI พนักงานมีการติดต่อสื่อสารผ่านอีเมล และแอปพลิเคชันแชตเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

ขณะที่การใช้งานซอฟต์แวร์ธุรกิจพุ่งสูงถึง 94 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับเวลาที่ใช้ในการจดจ่อกับงานอย่างต่อเนื่อง หรือ Focus Work ที่ลดลงเป็นจำนวน 9 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากพนักงานต้องสลับหน้าที่ไปมาเพื่อจัดการกับข้อมูล และงานที่ทะลักเข้ามามากขึ้น

ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Workload Creep โดยผลวิจัยจาก Harvard Business Review และ UC Berkeley ชี้ว่า เมื่อ AI ช่วยประหยัดเวลาในงานบางส่วน เวลาที่ว่างลงมักจะถูกนำไปแทนที่ด้วยงานใหม่ทันทีโดยไม่รู้ตัว ก่อให้เกิดวงจรความคาดหวังที่สูงเกินจริง ทั้งจากฝั่งหัวหน้างานที่คาดหวังความเร็วเพิ่มขึ้น และจากตัวพนักงานเองที่พยายามรับงานเพิ่มเพราะรู้สึกว่ามีเครื่องมือช่วย จนกลายเป็นความกดดันที่ต้องพึ่งพา AI ตลอดเวลาเพื่อรักษามาตรฐานการทำงานที่รวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้การใช้งาน AI โดยเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นถึง 8 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

นอกเหนือจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว พนักงานยังเผชิญกับภาวะ AI Brain Fry จากการที่ต้องรับข้อมูลเยอะเกินไป อีกทั้งพนักงานยังต้องรับหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของ AI

งานวิจัยของ UC Berkeley ได้กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า ในระยะสั้น AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ แต่ระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ มีการตัดสินใจที่แย่ลง และคุณภาพงานที่ถดถอยลงเนื่องจากความเหนื่อยล้าทางสติปัญญา

อย่างไรก็ดี งานวิจัยระบุว่า จุดสมดุลของการใช้ AI ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรอยู่ที่ 7-10 เปอร์เซ็นต์ของชั่วโมงการทำงานทั้งหมด แต่ปัจจุบันจากตัวเลขชี้ว่า มีผู้ใช้งานเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รักษาระดับการใช้งานในช่วงระยะดังกล่าวได้ โดยองค์กรมีความจำเป็นต้องทบทวนนโยบายการใช้งาน AI ในที่ทำงาน ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงแค่การเพิ่มประสิทธิภาพเชิงปริมาณ แต่ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตและการรักษาพื้นที่สำหรับการทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงของพนักงานควบคู่กันไปด้วย

ที่มา: Futurism

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : งานวิจัยชี้ AI ไม่ได้ช่วยให้งานเบาลง แต่กลับทำให้พนักงาน "ทำงานหนักขึ้น" เสี่ยงภาวะ Burnout

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...