โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากหนัง Offside ถึงเคส Blue Girl เสรีภาพผู้หญิงอิหร่าน ชมเกมฟุตบอล ที่แลกมาด้วยชีวิต

SpringNews

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 07.43 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 07.06 น.

ภาพยนตร์ Offside (2006): เมื่อผู้หญิงล้ำหน้าในพื้นที่หวงห้าม

หากจะทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของความเจ็บปวดและการต่อสู้ของผู้หญิงอิหร่านในโลกของกีฬาลูกหนัง คงไม่มีจุดเริ่มต้นใดที่จะฉายภาพได้ชัดเจนและลึกซึ้งไปกว่าภาพยนตร์เรื่อง Offside (2006) ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ จาฟาร์ ปานาฮี (Jafar Panahi) ผู้กำกับฝีมือฉกาจชาวอิหร่าน ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังที่พูดถึงกีฬา แต่เป็นภาพสะท้อนอันตลกร้ายของโครงสร้างทางสังคมที่กดทับสิทธิสตรีอย่างแนบเนียน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลูกสาวของผู้กำกับเองที่พยายามท้าทายกฎหมายเพื่อเข้าไปดูฟุตบอล

เนื้อเรื่องจำลองเหตุการณ์ในวันแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกปี 2006 นัดชี้ชะตาระหว่างทีมชาติอิหร่านและทีมชาติบาห์เรน ณ สนามกีฬาอาซาดี (Azadi Stadium) กรุงเตหะราน ภายใต้ระบบสังคมที่เคร่งครัดของรัฐศาสนา ผู้หญิงถูกสั่งห้ามเข้าชมฟุตบอลในสนามอย่างเด็ดขาด แต่ด้วยความหลงใหลในกีฬา เด็กสาวกลุ่มหนึ่งตัดสินใจท้าทายอำนาจรัฐด้วยการปลอมตัวเป็นผู้ชาย ลักลอบเข้าไปในพื้นที่ที่อนุญาตเฉพาะบุรุษเพศ

ตัวหนัง Offside สะท้อนสภาวะที่ทับซ้อนกันแบบโลกโพสต์โมเดิร์นได้อย่างแยบคาย ในพื้นที่สี่เหลี่ยมของสนาม เราได้เห็นความเป็นโลกาภิวัตน์ผ่านฟุตบอลโลก เห็นความเป็นชาตินิยมผ่านการเชียร์บอลอย่างบ้าคลั่ง และเห็นโลกของรัฐศาสนาที่พยายามขีดเส้นแบ่งบทบาทและพื้นที่ระหว่างพลเมืองชาย-หญิงอย่างชัดเจน

เด็กสาวเหล่านี้ถูกจับกุมและนำไปขังรวมกันในคอกกักกันบนดาดฟ้าสนามกีฬา ซึ่งเป็นจุดที่ย้อนแย้งที่สุด เพราะพวกเธออยู่ใกล้การแข่งขันแค่เอื้อม แต่มองไม่เห็นเกมในสนามเลย ทำได้เพียงฟังเสียงเชียร์และอาศัยการฟังพากย์สดจากทหารเกณฑ์ ทหารเหล่านี้ไม่ได้เกลียดชังผู้หญิง แต่ต้องทำตามคำสั่ง ฉากที่ทหารใช้วิธีตลกร้ายพาเด็กสาวไปห้องน้ำชายโดยใช้โปสเตอร์นักฟุตบอลบังหน้า เป็นการสะท้อนความไร้สาระของกฎระเบียบที่ฝืนธรรมชาติความเป็นมนุษย์

คำว่า "Offside" แปลว่า "ล้ำหน้า" ซึ่งหมายถึงการพาตัวไปอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามตามกติกาฟุตบอล แต่ในบริบทของหนังเรื่องนี้ "Offside" คือการที่ผู้หญิงก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่ที่ผูกขาดโดยปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) หนังตั้งคำถามสำคัญว่า กติกานอกสนามเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างยุติธรรมและตั้งอยู่บนความเท่าเทียมทางเพศหรือไม่

ตอนท้ายเรื่อง เมื่ออิหร่านชนะและได้ไปฟุตบอลโลก บรรยากาศบนรถควบคุมตัวผู้ต้องหาหญิงกลับกลายเป็นงานเฉลิมฉลอง มีเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่เปิดเผยความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า เธอไม่ได้ชอบฟุตบอล แต่ดั้นด้นมาเพื่อไว้อาลัยให้เพื่อนที่เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุชุลมุนในนัดก่อนหน้า ตอกย้ำว่าภายใต้เสียงเชียร์ มีความสูญเสียที่ถูกหลงลืมซ่อนอยู่เสมอ

1979 ปฏิวัติอิสลาม: จุดเปลี่ยนที่พรากอิสรภาพไปจากผู้หญิงอิหร่าน

กติกาที่ผลักผู้หญิงให้ไปยืนอยู่ในตำแหน่ง "ล้ำหน้า" มีที่มาจากหน้าประวัติศาสตร์การเมือง ในอดีตยุคของพระเจ้าชาห์ อิหร่านเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก ผู้หญิงมีเสรีภาพในการแต่งกายและสามารถเข้าชมกีฬาได้อย่างอิสระเสรี แต่ทุกอย่างพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิงในปี 1979 เมื่อเกิดการปฏิวัติอิสลาม นำโดยกลุ่มผู้นำทางศาสนา อิหร่านเปลี่ยนผ่านสู่ "รัฐอิสลาม" อย่างเต็มรูปแบบ สิทธิของสตรีถูกลิดรอนและตีกรอบอย่างเข้มงวด

ในปี 1981 รัฐบาลได้ออกกฎหมายห้ามผู้หญิงเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลชายเด็ดขาด โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อ "ปกป้อง" ผู้หญิงจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและคำหยาบคาย แต่แท้จริงแล้วนี่คือเครื่องมือในการแบ่งแยกพื้นที่ทางเพศ

ความย้อนแย้งคือ อิหร่านเป็นมหาอำนาจลูกหนังแห่งเอเชีย ผู้หญิงอิหร่านคลั่งไคล้ฟุตบอลไม่แพ้ผู้ชาย แต่พวกเธอกลับทำได้แค่นั่งเชียร์หน้าจอโทรทัศน์ ยิ่งไปกว่านั้น ทีมฟุตบอลหญิงของอิหร่านเองก็ต้องเผชิญวิบากกรรม พวกเธอเกือบคว้าตั๋วไปโอลิมปิก 2012 แต่ความฝันพังทลายเมื่อฟีฟ่าสั่งแบน เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านบังคับให้นักเตะต้องสวมฮิญาบลงสนาม ความเจ็บปวดนี้นำไปสู่การรวมตัวกันภายใต้แคมเปญ Open Stadiums เพื่อเรียกร้องพื้นที่ในโลกฟุตบอลคืนให้กับสตรี

จากหนัง Offside ถึงเคส Blue Girl เสรีภาพผู้หญิงอิหร่าน ชมเกมฟุตบอลในสนาม ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต Credit ภาพ AFP

หนวดปลอมและรอยยิ้ม: การขัดขืนที่งดงามของแฟนบอลหญิง

เมื่อกำแพงของรัฐสูงชัน ผู้หญิงอิหร่านจึงต้องใช้วิธีพลิกแพลงเพื่อก้าวข้ามมัน ภาพยนตร์ Offside ไม่ใช่แค่เรื่องแต่ง เพราะในปี 2018 โลกได้ประจักษ์ถึงความกล้าหาญนี้ในชีวิตจริง คลิปวิดีโอไวรัลเผยภาพผู้หญิงอิหร่านกลุ่มหนึ่งลงทุนติดหนวดเคราปลอม สวมวิกผมชาย เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่และลักลอบเข้าไปเชียร์ทีมเพอร์เซโปลิส รอยยิ้มใต้หนวดปลอมคือการขัดขืนอำนาจรัฐที่งดงามและทรงพลังที่สุด

ความโหยหาเสรีภาพยังสะท้อนให้เห็นในช่วงฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย แฟนบอลหญิงชาวอิหร่านเดินทางไปชมการแข่งขันอย่างเสรี พร้อมชูป้าย #NoBan4Women แต่ในประเทศ สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้น มีผู้หญิงถึง 35 คนถูกจับเพราะพยายามแอบเข้าชมเกมการแข่งขัน แม้ประธานฟีฟ่าจะได้รับคำสัญญาจากประธานาธิบดีอิหร่านว่าจะยอมให้ผู้หญิงเข้าสนามในเร็ววัน แต่ท้ายที่สุด แรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่เคยเกิดขึ้นจริง

Sahar Khodayari: เปลวเพลิงสีน้ำเงินที่เผาผลาญความอยุติธรรม

การเพิกเฉยของรัฐและฟีฟ่า นำพาสังคมลูกหนังอิหร่านสู่โศกนาฏกรรม และทำให้ชื่อของ ซาฮาร์ โคดายาริ (Sahar Khodayari) กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ที่แลกด้วยชีวิต

ซาฮาร์ เป็นหญิงสาววัย 29 ปีที่มีการศึกษาดีและเป็นแฟนตัวยงของสโมสรอิสติกลอล เอฟซี ในเดือนมีนาคม 2019 เธอตัดสินใจปลอมตัวเป็นชายเพื่อเข้าสนามไปเชียร์ทีมรัก แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับได้ เธอถูกใช้กำลังบังคับ จับขังคุก 3 คืน และถูกตั้งข้อหาหนักคือ "ไม่สวมฮิญาบในที่สาธารณะ"

วันที่ 2 กันยายน 2019 ซาฮาร์ถูกเรียกตัวไปรับฟังความคืบหน้าคดี เมื่อทราบว่าตนเองอาจต้องโทษจำคุก 6 เดือน ความสิ้นหวังและความรู้สึกอยุติธรรมได้กลืนกินจิตใจ เมื่อก้าวออกจากศาล เธอตัดสินใจประท้วงด้วยการใช้น้ำมันราดตัวและจุดไฟเผาตัวเองหน้าบันไดศาล เธอเสียชีวิตลงในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา โลกโซเชียลขนานนามเธอว่า "Blue Girl" ตามสีประจำสโมสรที่เธอยอมพลีชีพให้

ชัยชนะบนคราบน้ำตา: ก้าวแรกสู่อิสรภาพในสนามฟุตบอล

การเผาตัวเองของซาฮาร์เปรียบเสมือนการโยนคบเพลิงลงในกองเพลิงแห่งความโกรธแค้น องค์กรสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลทั่วโลกออกมาประณามรัฐบาลอิหร่านอย่างรุนแรง และชี้เป้าไปที่ความหละหลวมของฟีฟ่า แรงกดดันมหาศาลบีบให้ฟีฟ่าต้องยื่นคำขาดแก่อิหร่านว่า หากไม่ยอมเปิดประตูให้ผู้หญิงเข้าสนาม อิหร่านจะถูกแบนจากการแข่งขันระดับนานาชาติ

จากหนัง Offside ถึงเคส Blue Girl เสรีภาพผู้หญิงอิหร่าน ชมเกมฟุตบอลในสนาม ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต Credit ภาพ REUTERS

ในที่สุด วันที่ 10 ตุลาคม 2019 รัฐบาลอิหร่านยินยอมให้ผู้หญิงซื้อตั๋วเข้าชมเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดที่พบกับกัมพูชา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 38 ปีที่ผู้หญิงเดินเข้าสู่สนามกีฬาได้อย่างถูกกฎหมาย บรรยากาศเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความปิติ ทัพอิหร่านถล่มกัมพูชา 14-0 แต่สกอร์นั้นแทบไม่มีความหมายเมื่อเทียบกับชัยชนะบนอัฒจันทร์

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะนี้เป็นเพียงก้าวแรกที่มีข้อจำกัด รัฐบาลจัดสรรตั๋วให้ผู้หญิงเพียง 3,500 ใบ (ไม่ถึง 5% ของความจุสนาม) และจัดพื้นที่ให้นั่งแยกบนอัฒจันทร์ชั้นบนสุด มีรั้วลูกกรงกั้น และสิทธิยังจำกัดแค่เกมระดับทีมชาติ ไม่รวมฟุตบอลลีกในประเทศที่ซาฮาร์รักสุดหัวใจ

เสรีภาพบนอัฒจันทร์ในอิหร่านยังคงห่างไกลจากคำว่าเท่าเทียม แต่โศกนาฏกรรมของ ซาฮาร์ โคดายาริ ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้สังคมโลกไม่อาจเมินเฉย ความตายของ "บลูเกิร์ล" ไม่ได้สูญเปล่า เธอได้แปรเปลี่ยนร่างเป็นคบเพลิงนำทาง เพื่อรอคอยวันที่ผู้หญิงทุกคนจะสามารถส่งเสียงเชียร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ และไม่ต้องรู้สึก "ล้ำหน้า" ในพื้นที่สาธารณะของตนเองอีกต่อไป

ที่มา : theguardianbbcbbc

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...