โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดกลยุทธ์ “ความยั่งยืน” ที่จับต้องได้ ของ Boncafe Thailand จากแก้วกาแฟ สู่ระบบนิเวศเป็นมิตรต่อโลก

Thairath Money

อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 12.22 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. เวลา 12.21 น.
ภาพไฮไลต์

ตลาดกาแฟเมืองไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือด หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจให้ยืนหยัดได้อย่างยาวนานจึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างยอดขาย แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่แข็งแรงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

อุษาพรรณ อินทีวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท บอนกาแฟ ประเทศไทย จำกัด ได้เผยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า ท่ามกลางตลาดกาแฟในประเทศไทยที่เติบโตขึ้นทุกปี แต่ยังคงมีความท้าทายจากจำนวนแก้วที่คนไทยดื่มต่อวัน ซึ่งยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับระดับโลก ทำให้เห็นช่องว่างในการเติบโตอีกมาก

ทว่าในขณะเดียวกัน การแข่งขันก็สูงขึ้นจากการมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาตลอดเวลา ดังนั้นการจะเติบโตอย่างยั่งยืนในสมรภูมินี้ บอนกาแฟต้องวางตัวเป็นระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ แม้บริษัทจะไม่มีไร่หรือฟาร์มกาแฟเป็นของตัวเอง แต่การเลือกสนับสนุนเกษตรกร ในฐานะ “ผู้สนับสนุน” และ “ตัวกลาง” ที่เชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ผ่านแนวคิดเรื่องความยั่งยืนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้คือหัวใจสำคัญ

จากมาตรฐานความยั่งยืน สู่กลไกการซัพพอร์ตเกษตรกร

และเมื่อพูดถึงความยั่งยืน หลายคนมักติดภาพลักษณ์ของความออร์แกนิก แต่ในความเป็นจริง บอนกาแฟมองว่าออร์แกนิกในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ปลูกที่ต้องมีโฉนดที่ดินชัดเจน ซึ่งทำได้ยากในหลายพื้นที่ บอนกาแฟจึงได้หันมาให้ความสำคัญกับมาตรฐาน Rainforest Alliance เป็นแกนหลัก ซึ่งปัจจุบันนำเข้าจากเวียดนามผ่านเครือข่ายบอนกาแฟทั่วเอเชีย มาตรฐานนี้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ของเกษตรกรและการดูแลธรรมชาติ โดยทุกบาทและทุกกิโลกรัมที่ซื้อจะมีการปันผลกลับไปสู่ต้นน้ำ เกิดเป็นวงจรที่ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการดูแลโลกโดยตรง

Roadmap และทิศทางสู่ "Total Certified Coffee"

ซึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นสิ่งที่ "จับต้องได้" ในเชิงเศรษฐกิจ อุษาพรรณ ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคในปัจจุบันพร้อมที่จะจ่ายเพื่อรักษ์โลก หากราคานั้นมีความสมเหตุสมผลและไม่สูงจนเกินเอื้อม บอนกาแฟจึงพยายามปิดช่องว่างระหว่างสินค้าปกติกับสินค้ากลุ่ม Sustainability

“ในยุโรปเรื่อง ESG และ Carbon Footprint กลายเป็นมาตรฐานบังคับ (Must have) แต่ในเอเชียยังอยู่ในระดับที่ "ควรมี" (Nice to have) โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า B2B อย่างโรงแรม 5 ดาว และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ให้ความสำคัญกับ ESG และ Carbon Footprint อย่างเข้มข้น” อุษาพรรณ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะสั้น : เน้นการปูพื้นฐานความรู้เรื่อง Certified Coffee ให้กับลูกค้า B2B และขยายการรับรู้สู่กลุ่ม B2C

ระยะกลาง : มุ่งเน้นการยกระดับโรงคั่วของตนเองให้ได้รับมาตรฐานความยั่งยืน หรือหาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญมาเสริมทัพ

ระยะยาว : ตั้งเป้าให้กาแฟบอนกาแฟทุกเกรด แม้แต่ระดับ Entry level อย่างกลุ่ม 4C (Common Code for Coffee Community) ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนทั้งหมด

นวัตกรรม “กลางน้ำ” และการบริหารจัดการขยะ

นอกเหนือจากตัวเมล็ดกาแฟ บอนกาแฟยังนำเข้านวัตกรรมเครื่องทำกาแฟระดับโลก เช่น Ceado (เชอาโด), Eureka (ยูเรก้า) และ Mazzer (แมสเซอร์) ที่มีเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและลดการสูญเสียวัตถุดิบ (Zero Waste) ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้ร้านค้าได้จริง ในส่วนของโรงงานเองก็ได้นำระบบโซลาร์เซลล์มาใช้ มีการจัดการแพ็กเกจจิ้งผ่านกระบวนการ Upcycle และนำระบบไคเซ็น (Kaizen) มาใช้จัดระเบียบเพื่อลดของเสียและเก็บสถิติค่าไฟและขยะอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวความยั่งยืนให้เป็นเรื่องเดียวกันทั้งองค์กร

“Boncafe Thailand ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลการดำเนินงานของเครือ Massimo Zanetti Beverage Group ในปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นผู้ใช้สารกาแฟดิบ (Certificated Green Bean) รายใหญ่จากปริมาณการบริโภคโดยรวมกว่า 125,000 ตันต่อปี แบ่งเป็น Rainforest Alliance Certified 25% หรือ 31,250 ตันต่อปี, Organic Certified 1.5% หรือ 1,875 ตันต่อปี และ Fairtrade Certified 3.5% หรือ 4,375 ตันต่อปี” อุษาพรรณ กล่าว

ความท้าทายทางเศรษฐกิจและเป้าหมายรายได้ 1,500 ล้านบาท

ในปีนี้ บอนกาแฟตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท (เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก) แม้จะเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากสภาวะสงครามที่ทำให้ต้นทุนดิบพุ่งสูงขึ้นถึง 40% รวมถึงค่าขนส่งและแพ็กเกจจิ้งที่เพิ่มขึ้น โจทย์หลักคือการบริหารต้นทุนให้ไม่แกว่งและไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภคจนเกินไป เพราะหากราคาสินค้ารักษ์โลกสูงกว่าปกติมากเกินไปในฟยุคเศรษฐกิจรัดเข็มขัด ผู้บริโภคก็ยากที่จะเข้าถึง

หัวใจ คือ นักแก้โจทย์

อุษาพรรณ กล่าวเสริมว่า ด้วยประสบการณ์กว่า 17 ปีในบอนกาแฟ เธอไม่ได้มองกาแฟเป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่มองเป็น “โซลูชัน” ที่ต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้ครบถ้วน ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่ต้องรักษาไว้ และกลุ่มใหม่ที่ต้องเร่งสปีดในช่องทางออนไลน์ นอกจากกาแฟแล้ว บริษัทยังมุ่งมั่นปั้นกลุ่มเครื่องดื่ม “ชา” และกลุ่ม Non-coffee ให้แข็งแกร่งเท่าเทียมกับกาแฟ

“ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวเฉดไหน ก็ถือว่าได้เริ่มช่วยโลกแล้ว เพราะความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมจนสมบูรณ์แบบ แต่คือการเริ่มลงมือทำและสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำธุรกิจให้เติบโตและการรักษาโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นถัดไปอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ บอนกาแฟ ประเทศไทย ยังได้พาธุรกิจกาแฟสู่ยุคที่ใส่ใจโลก โชว์ศักยภาพและมอบประสบการณ์กาแฟคุณภาพที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรม "Boncafe Go Green Certified Coffee Workshop" ในฐานะผู้นำโซลูชันกาแฟครบวงจร (One Stop Coffee & Beverage Solutions) ส่งต่อคุณภาพมาตรฐานระดับโลกจาก Rainforest Alliance ให้แก่ธุรกิจโรงแรมและพันธมิตรร้านกาแฟชั้นนำทั่วไทย มุ่งมั่นตอกย้ำความเป็นตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของลูกค้ามานานกว่า 35 ปี ด้วยหัวใจสำคัญคือความยั่งยืนที่จับต้องได้ ภายในงาน "World of Coffee Bangkok 2026" อีกด้วย

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดกลยุทธ์ “ความยั่งยืน” ที่จับต้องได้ ของ Boncafe Thailand จากแก้วกาแฟ สู่ระบบนิเวศเป็นมิตรต่อโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...