นายกฯ ทุบโต๊ะห้ามผู้ค้าอ้างน้ำมันหมดปั๊ม ขอโรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิต
23 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้หารือกับผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ทุกรายเข้าหารือ เพื่อขอความร่วมมือให้เร่งระบายน้ำมันออกมาในระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนหลายแห่งทั่วประเทศ
"วันนี้ได้หารือกันว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ค้าต่าง ๆ ตามมาตรา 7 และโรงกลั่นปล่อยน้ำมันโดยเอาน้ำมันสำรองทุ่มเข้าสู่ตลาดเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ทั้งหมด โดยนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีข้อสั่งการมาว่า ภายในสัปดาห์นี้ จะไม่มีสถานีบริการใดที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย และจากการเข้าหารือทุกบริษัทก็รับทราบและจะพยายามปฏิบัติให้ได้ตามที่นายกฯ ได้มีข้อสั่งการ ซึ่งการหารือรัฐบาลก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกๆ บริษัท" นายพิพัฒน์ กล่าว
ส่วนสถานการณ์ปริมาณน้ำมันในปัจจุบันนั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ได้รับการรายงานในที่ประชุมว่าขณะนี้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่น ได้จ่ายน้ำมันดีเซลเข้าสู่สถานีบริการเกือบ 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ เฉลี่ยอยู่ที่ 82-84 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงปกติก่อนเกิดวิกฤตที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศ
ด้านมาตรการบรรเทาการขาดแคลนระยะสั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา นายกฯ ได้ลงนามคำสั่งยกเลิกการกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตในราชอาณาจักร ในอัตรา 1.5% ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 และในอัตรา 3% ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 ไปแล้ว โดยให้คงระดับน้ำมันสำรองไว้ที่ 1% เท่าเดิม เพื่อนำน้ำมันส่วนนั้นมาระบายเข้าสู่ตลาดแทน
พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังได้หารือกับผู้ประกอบการทุกโรงกลั่น และได้รับการขอความร่วมมือให้เดินเครื่องกลั่นที่กำลังการผลิตเต็ม 100% และบางแห่งพร้อมเดินเครื่องเกินกำลังการผลิตปกติ พร้อมส่งมอบน้ำมันที่กลั่นได้ทั้งหมดให้แก่ผู้ค้าตามมาตรา 7 เพื่อกระจายไปยังสถานีบริการทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด
ขณะเดียวกันภายในสัปดาห์นี้ จะมีน้ำมันดีเซลสูตร B20 จำหน่ายผ่านผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ได้แก่ OR บางจาก และเชลล์ โดยจะจำหน่ายผ่านช่องทางจ็อบเบอร์เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทย ยังมีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดกำชับให้นายอำเภอลงตรวจสถานีบริการทุกสถานีบริการว่า มีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบก็ยังไม่พบ นอกเหนือจากที่มีการเจอที่จังหวัดอ่างทอง
“เมื่อวานก็ทราบว่ามีการพยายามที่จะส่งน้ำมันออกไปประเทศเพื่อนบ้าน 20,000 ลิตร นอกเหนือจากนั้นเราก็ยังมีการตรวจสอบต่อไป ก็ไม่กล้าที่จะยืนยัน ณ เวลานี้ว่าจะมีไอ้โม่งหรือไม่มีไอ้โม่ง แต่เราก็จะมีการทำการตรวจสอบโดยกระทรวงมหาดไทยและชุดเฉพาะกิจเข้าตรวจสอบทั้งหมด ไม่ว่าจะไปโรงกลั่น คลังน้ำมัน สถานีบริการ และคลังอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไปทั้งประเทศ” รองนายกฯ ระบุ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าสาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนบริเวณหน้าปั๊ม เกิดจากความต้องการที่สูงกว่าปกติมาก ทำให้การส่งน้ำมันทางท่อและรถขนส่งทำได้ล่าช้า เนื่องจากท่อต้องส่งน้ำมันสลับชนิดตามปฏิทิน ประกอบกับปริมาณการใช้น้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลได้เพิ่มขึ้นกว่าปกติจำนวนมาก บางวันการใช้ดีเซลบางวันพุ่งสูงถึง 100 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากค่าเฉลี่ยปกติ ล่าสุดได้ผ่อนคลายให้รถขนส่งน้ำมันทำงานได้ 24 ชั่วโมง ทำให้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น
ส่วนเรื่องของปั๊มบางจากที่ได้มีการติดป้ายว่าน้ำมันดีเซลหมดจะขายอีกครั้งในวันที่ 1 เม.ย.นั้น ได้มีการสอบถามผู้ค้าคือบางจากในวันนี้แล้วได้รับการยืนยันว่าภายหลังจากที่มีการผ่อนคลายเกณฑ์สำรองน้ำมันแล้วจะสามารถนำน้ำมันส่วนนี้มาขายให้กับประชาชนต่อไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาเพิ่มตลอดเวลา โดยตั้งแต่วันที่ 1-20 มีนาคม มีปริมาณกว่า 3,400 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการกลั่นใช้ในประเทศ
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลบังคับให้ผู้ค้ามาตรา 7, มาตรา 10 และจ็อบเปอร์กว่า 200 ราย ต้องรายงานตัวเลขการผลิต การรับ และการจำหน่ายน้ำมันทุกวัน มาที่กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวของน้ำมันทั้งหมด ส่วนเรื่องของการแก้ปัญหาการกักตุนก็ต้องทำต่อเนื่อง หากพบว่ามีน้ำมันแต่ไม่เปิดขายจะมีความผิดทันที