โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อยากลาออก” แต่ทำไมคนบ่นไม่ออกสักที? รวม 7 เหตุผลที่ทำให้การตัดสินใจลาออกไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคนี้ เมื่อการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

Mirror Thailand

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 08.31 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 08.31 น.
ภาพไฮไลต์

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินวลีฮิตอย่าง “คนบ่นไม่ออก คนออกไม่บ่น” ทำให้บางครั้งคำพูดที่ว่า “อยากลาออก” กลายเป็นเพียงเสียงบ่นที่ไร้น้ำหนักไร้ความหมายในสายตาของผู้ฟัง ราวกับว่าอีกฝ่ายแค่ต้องการระบายความทุกข์ใจจากการทำงาน แต่ไม่ได้ต้องการลาออกจริงๆ อย่างที่พูดมา

ใครๆ ก็บ่นอยากลาออกกันทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่ตัดสินใจลาออกจริงๆ ? นั่นเป็นเพราะการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘ความพึงพอใจในการทำงาน’ เพียงด้านเดียว แต่ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนที่ส่งผลให้คนทำงานไม่สามารถลาออกได้ดังใจหวัง เพราะปัจจัยบางอย่างอาจจำเป็นต่อการเลี้ยงชีพ หรือช่วยหล่อเลี้ยงพลังใจในแต่ละวันได้มากกว่า

ในทางกลับกัน ต่อให้อาชีพนั้นจะเกี่ยวข้องกับ ‘สิ่งที่ชอบ’ ก็ใช่ว่าจะนำพาความสุขมาให้แก่คนทำงานได้เสียทีเดียว เพราะเมื่อสิ่งที่ชอบกลายเป็นงาน มันย่อมพ่วงมาด้วย ‘เงื่อนไขต่างๆ’ ที่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปไม่อาจควบคุมได้

หลังจากก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานจริง สิ่งที่พบเจออาจไม่ได้สนุกหรือสวยงามอย่างที่เคยวาดฝันไว้ แต่สำหรับหลายคน การมี ‘งานที่แย่’ ก็ยังดีกว่า ‘ไม่มีงาน’ หรือการยืนอยู่จุดเดิมอาจปลอดภัยกว่าการออกไปเสี่ยงกับความไม่แน่นอนภายนอก ชวนมอง 7 เหตุผลที่ทำให้ ‘คนอยากลาออก’ ไม่ลงมือทำจริงสักที

สภาพสังคมทำให้ ‘ลาออกไม่ได้’

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพสังคมในยุคปัจจุบันไม่ได้เอื้อให้ประชาชนคนธรรมดาสามารถตัดสินใจเปลี่ยนงานได้ง่ายเท่าไรนัก ไม่ว่าจะด้วยปัญหาเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ยังไม่เป็นธรรม ค่าแรงที่สวนทางกับค่าครองชีพ หรือแม้แต่สถานการณ์ระดับโลกอย่าง ‘สงครามในตะวันออกกลาง’ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งล่าสุด ‘สภาผู้บริโภค’ ก็ได้ออกมาเตือนให้ประชาชนสำรองเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือน

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานเรื่องภาวะสังคมไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 ไว้ว่ามีอัตราการว่างงาน 0.70% หรือคิดเป็น 280,469 คน ขณะที่ ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ระบุว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% โดยปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 531,779 คน ซึ่งเพิ่มขึ้น 20% จากปี 2567

ด้วยสภาพปัญหาด้านต่างๆ ของสังคม จึงไม่น่าแปลกใจที่คนจะเลือก ‘กอดงานที่มี’ เอาไว้ให้แน่น เพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงในชีวิต แม้ว่างานปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความทุกข์ก็ตาม เพราะหากลาออกไปแล้ว อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดแรงงาน

ภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบ

อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘ภาระหนี้สิน’ ที่ต้องรับผิดชอบต่อเดือน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องส่งเงินให้พ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ตอนกลางถึงตอนปลายที่เริ่มซื้อบ้าน ซื้อรถ สร้างครอบครัว และมีลูก สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นค่าใช้จ่ายในระยะยาวทั้งสิ้น

ข้อมูลจาก ‘บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB)’ และ ‘ttb analytics’ ณ เดือนมิถุนายน 2567 ชี้ว่า คนไทยเกือบ 40% มีหนี้ในระบบ ซึ่งเฉลี่ยสูงกว่า 500,000 บาทต่อคน โดยเฉพาะกลุ่ม ‘วัยสร้างครอบครัว’ ตั้งแต่อายุ 35-60 ปี มีภาระหนี้สูงที่สุด

หากไม่ได้เติบโตมาจากบ้านที่มีฐานะตั้งแต่ต้น ไม่ได้มีครอบครัวซัปพอร์ตหลังเรียนจบ หรือไม่ได้มีรายได้ต่อเดือนสูงมากนัก การตั้งมั่นทำงานเพื่อ ‘เงิน’ เพียงอย่างเดียว จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและเข้าใจได้อย่างยิ่ง และต่อให้จะมีเงื่อนไขในชีวิตเช่นนี้ ทุกคนก็ยังมีสิทธิ์จะรู้สึกไม่มีความสุขในการทำงาน หรืออยากลาออกได้อยู่ดี

นอกจากนี้ มนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยมักไม่แจ้งลาออก จนกว่าจะมี ‘งานที่ใหม่’ รองรับ เพื่อเป็นหลักประกันให้มั่นใจว่าตนเองจะไม่เผชิญกับปัญหาทางการเงิน ทว่า การหางานในยุคนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้น หลายคนที่บ่นอยากลาออก จึงไม่ได้ทำตามที่ใจหวังเสียที

ที่ใหม่ ใช่ว่าจะดีกว่าที่เก่า

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกลังเลว่าจะลาออกดีไหม? คือการไม่แน่ใจว่า ‘บริษัทใหม่เป็นอย่างไร’ เพราะการเปลี่ยนงานถือเป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่ ‘งานใหม่’ คือเรื่องราวในอนาคตที่เราไม่อาจล่วงรู้ คาดเดา หรือควบคุมได้ทั้งหมด

เช่น เราอาจจะต่อรองกับ HR จนได้รับเงินเดือนที่ต้องการ แต่เมื่อเข้าไปทำงานจริงกลับต้องรับผิดชอบงานเกินขอบเขต Job Description ที่ตกลงกันไว้ หรือบริษัทใหม่ไม่ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance จนเราต้องทำงานเกินเวลาทุกวันโดยไม่ได้รับค่า OT เป็นต้น

แน่นอนว่า บริษัทเดิมที่เราทำงานอยู่อาจจะไม่ได้ดี 100% และมีเหตุผลบางประการที่ทำให้เรารู้สึกอยากลาออก แต่เราเองก็ไม่มีทางรู้ว่า ถ้าลาออกไปแล้ว เราจะมีโอกาสได้เจอบริษัทที่มีคุณสมบัติตามที่คาดหวังไว้ไหม บางบริษัทที่ภาพลักษณ์ดูดี แต่ระบบงานภายในอาจจะแย่กว่าที่เราคิดก็ได้ ดังนั้น สำหรับบางคน การเลือกอยู่ที่บริษัทเดิมซึ่งเป็น Comfort Zone จึงอาจทำให้รู้สึกปลอดภัยมากกว่า

เงินซื้อความสุขได้

หลายคนอาจจะมองว่า “งานไม่แฮปปี้ไม่เป็นไร ขอแค่เงินดีก็พอ” เพราะเงินจากการทำงานสามารถนำไปซื้อความสุขอื่นๆ ในชีวิตได้อีกมาก และเมื่อเปรียบเทียบกับ ‘ความสุขจากการทำงานแล้ว’ ก็อาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น ผู้คนบางส่วนจึงยอมอดทนอยู่กับ ‘งานที่ไม่มีความสุข’ ไม่ว่าจะขาด Work-Life Balance ความกดดันสูง หรือสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความท็อกซิก เพียงเพราะการอดทนนั้นจะทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีในด้านอื่นๆ ทั้งเพื่อความสุขส่วนตัวอย่างงานอดิเรกที่อยากทำ หรือความสุขของคนรอบข้าง เช่น มีเงินมากพอที่จะให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนอินเตอร์ได้

คลิกกับเพื่อนร่วมงาน

บางคนอาจจะมองว่า ‘เพื่อนร่วมงาน’ ไม่ใช่ ‘เพื่อนที่แท้จริง’ แต่เป็นแค่ ‘คนที่ทำงาน’ ทว่า สำหรับบางคน ‘เพื่อนร่วมงานที่ดี’ อาจเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขายังตัดสินใจทำงานที่เดิมต่อไป เพราะไม่มีใครอยากอยู่กับสังคมท็อกซิกในที่ทำงานทุกวัน ดังนั้น คุณภาพของบุคลากรในองค์กรจึงสำคัญไม่แพ้รูปแบบและเนื้องานเลย

ลองคิดเล่นๆ ว่า คนเราจะโชคดีพบเจอเพื่อนร่วมงานที่จริงใจ ทุ่มเทกับงาน ไม่เอาเปรียบคนอื่น ทัศนคติดี หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกันบ่อยแค่ไหนกันเชียว? บางคนทำงานมาทั้งชีวิตยังไม่เคยเจอเพื่อนร่วมงานแบบนั้นเลย ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้

ถึงงานจะหนัก หัวหน้าจะแย่ หรือบริษัทไม่มีสวัสดิการที่เหมาะสม แต่ถ้าเรามี ‘เพื่อนร่วมงานที่ดี’ ที่คอยอยู่เคียงข้าง รับฟัง ร่วมแก้ไขปัญหา หรือแม้แต่พูดคุยเม้าท์มอยเรื่องต่างๆ ไปด้วยกัน สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้อาจกลายเป็นพลังใจที่ช่วยให้เราผ่านความยากลำบากจากการทำงานในแต่ละวันไปได้

หัวหน้าที่พร้อมซัปพอร์ต

จริงๆ เราอาจจะไม่ได้รู้สึกว่า บริษัทปัจจุบันมีปัญหาอะไรที่ยิ่งใหญ่เลย เพียงแต่เมื่อเราทำงานที่เดิมเป็นระยะเวลานาน ความรู้สึกที่หลีกเลี่ยงได้ยากคือ ‘เบื่อ’ หรือ ‘หมดไฟ’ กับงานเดิม ส่งผลให้ความคิดที่จะลาออกเริ่มเกิดขึ้น เพราะอยากออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ หรือต้องการความท้าทายในชีวิต

อย่างไรก็ตาม ‘หัวหน้า’ เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการทำงานและอนาคตในสายอาชีพของลูกน้องอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง การปรับเงินเดือน ไปจนถึงบทบาทในการพัฒนาความสามารถของบุคลากรในทีม

ดังนั้น หากเรามี ‘หัวหน้า’ ที่พร้อมซัปพอร์ต และคอยผลักดันให้เราเติบโตขึ้นในสายงาน นั่นจึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญหนึ่งที่ทำให้ใครหลายคนไม่กล้าตัดสินใจลาออก แม้จะเบื่องานที่ทำอยู่เต็มทน เพราะกลัวว่าหัวหน้าใหม่จะไม่ดีเหมือนคนปัจจุบัน

ไม่แน่ใจในเส้นทางชีวิต

หลังจากทำงานไปสักพัก เหล่าคนทำงานอาจเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “งานนี้เหมาะกับเราจริงหรือเปล่า”, “เราอยากทำอะไรกันแน่”, “ชีวิตที่เราต้องการเป็นแบบไหน”, “เราเก่งมากพอที่จะเติบโตในสายงานหรือยัง” หรือ “เส้นทางในอนาคตควรเป็นอย่างไร”

ความสับสนที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนไม่กล้าตัดสินใจลาออกเสียที เพราะไม่แน่ใจว่าความต้องการที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร แม้วันนี้จะไม่มีแพสชันหรือความสุขในการทำงานปัจจุบันแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าควรเลือกเส้นทางไหนต่อไปดี

คำถามนี้ไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวเราเอง ดังนั้น มันจึงต้องอาศัยทั้งเวลาและประสบการณ์ในการทบทวน ตกตะกอน และพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้เราได้เข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว 7 เหตุผลข้างต้นเป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผู้คนต่างเผชิญกับสภาพแวดล้อม รูปแบบงาน สวัสดิการ และระบบในองค์กรที่แตกต่างกันไป จึงทำให้เหตุผลในการตัดสินใจว่าจะ ‘อยู่ต่อ’ หรือ ‘ลาออก’ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน

อ้างอิง

https://www.nesdc.go.th/

https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Info427-Lay-off-FB-2026-03-12.aspx

https://www.ttbbank.com/th/newsroom/detail/ttb-financial-health-check-oct-2025

บทความต้นฉบับได้ที่ : “อยากลาออก” แต่ทำไมคนบ่นไม่ออกสักที? รวม 7 เหตุผลที่ทำให้การตัดสินใจลาออกไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคนี้ เมื่อการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...