โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รถทัวร์-เรือข้ามฟากสุดอั้น แห่ปรับราคา-เปลี่ยนใช้ EV

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 07.57 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 05.03 น.

ภาคขนส่งปรับตัวรับมือน้ำมันแพง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งฯ เผยกลุ่มรถบัสให้เช่าต้นทุนพุ่งสูง 70% แต่ไม่สามารถขอขึ้นราคาได้ ส่วนกลุ่มรถท่องเที่ยวถูกจำกัดการเติม เสียเวลาต่อคิว แวะเข้าหลายปั๊ม ด้านรถทัวร์หลายจังหวัดแห่ปรับตัว เปลี่ยนเป็นรถ EV นครชัยทัวร์ลดเที่ยววิ่งพร้อมจี้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือส่วนเรือข้ามฟากเมืองท่องเที่ยว ทั้งพัทยา-ภูเก็ต-เกาะช้าง พาเหรดขึ้นราคา

ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจที่รุมเร้า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤตพลังงาน” ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทะยานจากลิตรละ 30 บาท สู่ระดับ 50 บาท และอาจมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ แรงกระเพื่อมนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่หัวจ่ายน้ำมัน แต่กำลังส่งแรงกระแทกมหาศาลเข้าใส่ “อุตสาหกรรมรถบัสเช่าและภาคขนส่ง” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมไทย

“ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมพูดคุยกับสองคีย์แมนสำคัญในวงการขนส่ง “จิระเดช ห้วยหงษ์ทอง” นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) และ “นพ.ธนัช เงินประเสริฐศรี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนัชวิชญ์ แทรเวล กรุ๊ป เพื่อสะท้อนภาพจริงของวิกฤตที่หนักกว่ายุคโควิด-19 และข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในการประคองลมหายใจผู้ประกอบการไทยไม่ให้สูญสิ้นไปจากแผนที่ธุรกิจ

70% ของรายได้คือค่าน้ำมัน

นายจิระเดชกล่าวว่าปกติน้ำมันดีเซลจะอยู่ที่ประมาณ 29-30 บาท แต่ปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 50 บาท ทำให้ต้นทุนเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการวิ่งรถต่างกันกว่า 50% แล้ว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบจากการแจ้งขอปรับราคาอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองอื่น ๆ เช่น ราคาแบตเตอรี่และน้ำมันเครื่องที่ปรับขึ้นลิตรละกว่าหนึ่งร้อยบาท ปัญหาใหญ่คือผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันที เนื่องจากติดเงื่อนไขทางสัญญา

“รถของเราไม่สามารถปรับราคากับลูกค้าได้ทันที เพราะมีสัญญาการรับส่งผู้โดยสารอยู่ เช่น สัญญารับส่งนักเรียน พนักงาน หรือรัฐวิสาหกิจ ในสัญญาระบุว่าการจะปรับราคาต้องดูว่าปรับขึ้นเท่าไหร่ และต้องแจ้งล่วงหน้าหลายวัน หากลูกค้าให้คงราคาเดิมเราถึงจะบอกเลิกสัญญาได้ แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถหยุดวิ่งได้ทันที เพราะจะกระทบต่อนักเรียนหรือพนักงานที่ต้องเดินทาง เรายังต้องแบกรับต้นทุนต่อไป”

จากการคำนวณสัดส่วนต้นทุน นายจีระเดชระบุว่า เดิมค่าน้ำมันจะคิดเป็น 40% ของค่าจ้าง แต่ปัจจุบันต้นทุนดีดตัวขึ้นมากว่า 50-60% ทำให้น้ำมันกลายเป็นต้นทุนหลักถึง 70% ของราคาค่าโดยสารที่ได้รับ

หนักกว่าช่วงโควิด-19

เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตโควิด-19 นายกสมาคม สปข.มองว่าสถานการณ์น้ำมันแพงในปัจจุบันมีความซับซ้อนและส่งผลกระทบที่รุนแรงกว่าในแง่ของกระแสเงินสด ช่วงโควิดคือเราไม่มีงาน รายจ่ายเราไม่มี จะมีก็แค่รายจ่ายค่าจ้างพนักงาน แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะเราหยุดวิ่งไม่ได้ เรายกเลิกสัญญาไม่ได้

โดยเฉพาะกลุ่มรถรับส่งนักเรียนและสัญญากับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีการกำหนดราคากลาง (TOR) ไว้แล้ว บางหน่วยงานมีงบประมาณจำกัด เช่น งบฯเช่ารถวันละ 3,000 บาท ทำให้ไม่สามารถขยับราคาได้แม้ต้นทุนจะพุ่งสูงเพียงใด

เสียเวลาต่อคิวเติมน้ำมัน

นายจิระเดชยังสะท้อนปัญหาเชิงปฏิบัติว่า ปัจจุบันรถทัวร์ต้องเผชิญกับภาวะรอเติมน้ำมันจนกระทบตารางการท่องเที่ยว บางครั้งพานักท่องเที่ยวไปภาคเหนือ แต่นักท่องเที่ยวต้องกินข้าวกลางวันตอนบ่ายสาม เพราะรถบัสต้องเสียเวลาไปต่อคิวเติมน้ำมันตามปั๊ม เนื่องจากปั๊มจำกัดให้เติมได้แค่คันละ 3,000 บาท เพราะไม่มีน้ำมันจะขาย รถบัสกินน้ำมัน 2.5 กิโลเมตรต่อลิตร เติมแค่นั้นวิ่งได้ไม่นานก็ต้องหาปั๊มใหม่ บางวันต้องเข้าปั๊ม 5-10 แห่ง เสียเวลาไป 2-3 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นส่วนต่างราคาน้ำมันในแต่ละพื้นที่ โดยน้ำมันในต่างจังหวัดอาจบวกเพิ่มจากกรุงเทพฯไปอีก 4-5 บาท เนื่องจากค่าขนส่งที่แพงขึ้น ทำให้ต้นทุนการเดินทางสู่ภาคเหนือและอีสานสูงขึ้นกว่าปกติ

6 ข้อเรียกร้อง กู้วิกฤตรถบัส

เพื่อไม่ให้ธุรกิจขนส่งสัญชาติไทยล้มละลาย สมาคม สปข.จึงได้นำเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อรัฐบาล ประกอบด้วย 1.ขอให้รัฐบาลช่วยส่วนต่างต้นทุนน้ำมัน โดยคำนวณตามการวิ่งจริงจาก GPS เป็นรายวัน เช่น ใช้น้ำมัน 100 ลิตร ขอสนับสนุนต้นทุน 1,000 บาท หรือ 1,200 บาทต่อวัน หากราคาน้ำมันยังสูงแตะลิตรละ 50 บาท2.ขอ Soft Loan เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการซื้อน้ำมัน โดยค้ำประกันแบบไขว้ 3.ขอให้รัฐบาลช่วยประสานสถาบันการเงินชะลอการผ่อนชำระเงินต้นและช่วยเหลือเรื่องดอกเบี้ย

4.ขอให้ ททท.สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยใช้บริการรถของสมาคมเท่านั้น เพื่อกระจายรายได้ 5.สนับสนุนการเบิกค่าเช่ารถโดยสาร โดยแนบสัญญาเช่าเหมา (ที่ทำสัญญาแล้ว) และ 6.อุ้มคู่สัญญารัฐ โดยผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ปรับแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา โดยการพิจารณาจ่ายค่าชดเชยค่า K เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการแบกรับฝ่ายเดียว

“ธนัชวิชญ์” ชี้ทางรอด

ด้านนายแพทย์ธนัช เงินประเสริฐศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนัชวิชญ์ แทรเวล กรุ๊ป ผู้ให้บริการรถบัสเช่าชั้นนำของเมืองไทย กล่าวว่า มาตรการระยะยาวคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถบัสไฟฟ้า (EV Bus) โดยมองว่าวิกฤตน้ำมันครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งที่สำคัญไม่ต่างจากที่โควิด-19 เคยเร่งให้เกิดการใช้ Internet Banking

“หากใครมัวแต่รอดูสถานการณ์อาจจะเสียโอกาสทางธุรกิจได้ ในระยะยาว EV จะเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว แม้ในเชิงพาณิชย์ ณ เวลานี้กำไรอาจยังไม่คุ้มค่ามากนัก เนื่องจากปริมาณรถในตลาดยังมีน้อยและเป็นตลาดกึ่งผูกขาด รวมถึงข้อจำกัดเรื่องสถานีชาร์จที่มีราคาสูงระดับหลักล้านบาทต่อตู้”

เสียงสะท้อนถึงรัฐบาล

ในมุมมองของผู้ประกอบการ นายแพทย์ธนัชมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐที่ต้องการให้มองภาพรวมมากกว่าแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยย้ำว่ารัฐบาลควรสื่อสารความจริงเกี่ยวกับราคาน้ำมัน เพื่อให้ภาคการผลิตเตรียมตัวปรับโครงสร้างราคาได้ล่วงหน้า

“รัฐบาลต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ หรือ Priority หากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน ควรจัดสรรโควตาให้กับรถเชิงพาณิชย์ก่อน เพราะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งระบบโลจิสติกส์และการรับส่งพนักงาน หากภาคขนส่งหยุดชะงัก เศรษฐกิจจะพังทลายทันที”

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน สำหรับกรณี Worst-Case Scenario เพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน และเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้

กรีนบัสปรับตัวควบเส้นทาง

นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ในเครือกรีนบัส ผู้ให้บริการธุรกิจขนส่งรถโดยสารประจำทางสายเหนือ (Green Bus) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนพลังงานน้ำมันที่ต้องใช้ 80,000 ลิตรต่อเดือน ส่งผลให้มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านบาทต่อเดือน

แผนบริหารจัดการระยะเร่งด่วนที่เริ่มดำเนินการแล้วคือ ได้ปรับกลยุทธ์การเดินรถ เน้นการบริหารจัดการอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสารให้สูงถึง 95% ด้วยการควบรวม หรือยกเลิกเที่ยววิ่งในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารน้อย พร้อมตรึงราคาค่าโดยสารไว้ในระดับเดิม นอกจากนี้จะปรับลดความถี่การเดินรถในเส้นทางที่ผลประกอบการไม่เอื้ออำนวยให้เหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ รวมถึงปรับลดระยะเวลาการจองตั๋วล่วงหน้าเหลือเพียง 10 วัน จากเดิม 60 วัน

เล็งเปลี่ยนเป็นรถ EV ยก Fleet

สำหรับเส้นทางระยะไกลประสานปั๊มน้ำมันตามเส้นทางหลักเพื่อล็อกโควตาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะเส้นทางข้ามภาคสำคัญ าม4 เส้นทาง ได้แก่ เชียงใหม่-ภูเก็ต, แม่สาย-ภูเก็ต, แม่สาย-บึงกาฬ และพิษณุโลก-ดอนสัก (สุราษฎร์ธานี) รวมถึงเพิ่มคลังสำรองน้ำมันภายในอู่จอดรถที่จังหวัดเชียงใหม่ รวม 3 ถัง ความจุ 45,000 ลิตร เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ปั๊มน้ำมันทั่วไปปิดจำหน่ายตามมาตรการใหม่

แผนระยะยาวนำรถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) เข้ามาประจำการแทนรถน้ำมันทั้งหมด ด้วยงบฯลงทุนรวม 94 ล้านบาท ประกอบด้วย 1) รถ EV ใหม่ ขนาด 12 เมตร จำนวน 6 คัน เปิดให้บริการปลายเดือนเมษายน 2569 นี้ 2) รถ EV ใหม่ ขนาด 8 เมตร จำนวน 12 คัน และ 3) รถเช่า EV ขนาด 8 เมตร จำนวน 14 คัน คาดว่าเปิดให้บริการปลายเดือนสิงหาคม 2569 นอกจากนี้จะลงทุนสถานีชาร์จเพิ่ม 2 แห่ง ในจังหวัดเชียงราย คาดว่าใช้เงินลงทุนสถานีละ 5 ล้านบาท

“นครชัยทัวร์” ลดเที่ยววิ่ง

นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทนครชัย 21 และรองกรรมการผู้จัดการบริษัทนครชัยทัวร์ จำกัด กล่าวว่า วางแผนลดเที่ยววิ่งแล้ว 5 เส้นทาง เนื่องจากจำนวนเที่ยววิ่งหลายเส้นทางทำให้อัตราขาดทุนยิ่งสูง เพราะค่าเฉลี่ยค่าโดยสารที่กำหนดให้ตอนนี้ส่งผลให้บริษัทไม่มีกำไรแม้มีผู้โดยสารเต็มคัน แต่ยังคงมีรถโดยสารให้บริการอย่างเพียงพอแน่นอน ทั้งนี้หากรัฐบาลไม่มีมาตรการแก้ไขเร่งด่วน ผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาหยุดเดินรถแทน

ส่วนการปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร ทางผู้ประกอบการไม่มีสิทธิกำหนดราคาค่าโดยสาร ภาครัฐจะเป็นผู้กำหนดเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ภาครัฐและผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาร่วมกัน ว่าประชาชนจะสามารถแบกรับค่าโดยสารที่อาจต้องปรับขึ้นได้หรือไม่ หรือรัฐจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระนี้อย่างไร

เรือเกาะล้านขึ้นราคารอบ 16 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เรือโดยสารพัทยา-เกาะล้าน Ferry Boat Pattaya-kohlarn ประกาศการปรับอัตราค่าโดยสารเรือโดยสารประจำทางเส้นทางพัทยา-เกาะล้าน โดยระบุว่า หลังคงอัตราค่าโดยสารเดิม 30 บาท มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 รวมระยะเวลากว่า 16 ปี แต่ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนในปัจจุบัน จึงขอแจ้งปรับอัตราค่าโดยสารใหม่ จากเดิม 30 บาท เป็น 40 บาท (อัตราเดียวสำหรับผู้โดยสารทุกท่าน) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

เกาะช้างราคาใหม่มีผล 10 เม.ย.

เช่นเดียวกับบริษัท เกาะช้างอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทที่ให้บริการโดยสารเรือเฟอร์รี่ข้ามเกาะช้าง ได้ปรับอัตราค่าโดยสารใหม่ หลังไม่ได้ปรับราคามานานกว่า 10 ปี โดยอัตราค่าโดยสารใหม่ 10 ประเภท เช่น เด็ก นักเรียน พระ 40 บาท (เดิม 30 บาท) ผู้ใหญ่ 90 บาทต่อคน (เดิม 80 บาท) รถจักรยานยนต์ 90 บาทต่อคัน (เดิม 40 บาท) รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท (เดิม 80 บาท) รถยนต์ 4 ล้อ 200 บาท (เดิม 120 บาท) รถยนต์ 6 ล้อ 700 บาท (เดิม 450 บาท) รถยนต์ 10 ล้อ 1,200 บาท (เดิม 900 บาท) รถยนต์ 10 ล้อพ่วง 2,400 บาท (เดิม 1,800 บาท)

การปรับอัตราค่าโดยสารครั้งนี้เป็นไปตามต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราค่าโดยสารใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ส่วนผู้ประกอบการท่าเรือเกาะกูด-เกาะหมากยังหาข้อสรุปไม่ได้ จะพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

ภูเก็ตจ่อปรับเพิ่มหากต้นทุนพุ่ง

นายอดูลย์ ระลึกมูล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต กล่าวว่า จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จึงได้เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 68 บริษัท ร่วมหารือการปรับราคาให้บริการเรือท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่สูงมาก ไม่เป็นภาระของนักท่องเที่ยว โดยกรณีเรือทรานส์เฟอร์ปรับราคาเพิ่มขึ้นเที่ยวละ 100 บาทต่อคน หรือไป-กลับ 200 บาทต่อคน ส่วนเรือนำเที่ยวขอปรับราคาแพ็กเกจทัวร์ขึ้นหัวละ 200 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รถทัวร์-เรือข้ามฟากสุดอั้น แห่ปรับราคา-เปลี่ยนใช้ EV

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...