TNP เกมค้าปลีกแกร่ง โบรกเคาะเป้า 3.6 บ.
#TNP #ทันหุ้น – TNP ตั้งการ์ดสู้ต้นทุนน้ำมันพุ่ง! ย้ำผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด เหตุสัดส่วนต้นทุนน้ำมันมีเพียงราว 5% ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคยังเป็นของจำเป็น รับอานิสงส์สงกรานต์ดันดีมานด์เครื่องดื่มคึก ฟากโบรกมองอนาคตสดใส ชูแผนเร่งเปิดสาขา 8-10 แห่งต่อปี แนะ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท
ภญ.อมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้นำธุรกิจค้าปลีก–ค้าส่งสินค้าอุปโภครายใหญ่ในภาคเหนือ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากกรณีต้นทุนราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรทุกชนิด บริษัทประเมินว่าจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมากนัก เนื่องจากต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 5% ของต้นทุนรวม ดังนั้น สต็อกสินค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันจะยังไม่กระทบต่อต้นทุนราคาขายสินค้าในทันที
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของราคาพลังงานอาจเริ่มส่งผลต่อต้นทุนสินค้าในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า
ซื้อของจำเป็น
ทั้งนี้บริษัทมองว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภค และเชื่อว่าสินค้ากลุ่มดังกล่าวจะยังมียอดขายในระดับปกติ แม้กำลังซื้ออาจชะลอลงบ้าง แต่คาดว่าผู้บริโภคจะหันมาพิจารณาเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นมากขึ้น โดยยังเชื่อว่าจะเห็นการจับจ่ายใช้สอยต่อเนื่อง แม้อยู่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ บริษัทเชื่อว่าสินค้าประเภทเครื่องดื่มจะมียอดขายดี และมีการซื้ออย่างต่อเนื่องตามฤดูกาล
ขณะเดียวกัน บริษัทมองว่ายอดขายในช่วงไตรมาส 1/2569 ค่อนข้างทรงตัวในช่วง 2 เดือนแรก ก่อนจะเริ่มเร่งตัวขึ้นในเดือนมีนาคม หลังภาพการจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น และเชื่อว่าทิศทางผลประกอบการไตรมาส 1/2569 จะออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
ทั้งนี้ บริษัทมองว่าแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 ยังคงเผชิญปัจจัยท้าทาย โดยตั้งเป้ารายได้จากการขายเติบโต 10-15% จากปัจจัยสนับสนุนด้านการเปิดสาขาใหม่ เพื่อขยายการให้บริการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ การจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ รวมถึงมาตรการภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายภายในประเทศ
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)ระบุถึง TNP ว่า Target ปี 2569 คาดรายได้เติบโต +10-15% และในช่วง 3 ปีข้างหน้า รายได้มีโอกาสแตะ 3,900-4,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น CAGR 8-13% เทียบกับช่วงปี 2562–2568 ที่มี CAGR 8% ซึ่งถือว่าสูงกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัยที่กำหนดไว้สำหรับปี 2569 ราว 3% และสูงกว่าประมาณการรายได้ 3 ปีข้างหน้าที่ระดับ 3,724 ล้านบาท
ผุดสาขาทำเงิน
โดยแผนของบริษัทจะเร่งเปิดสาขาเชิงรุกมากขึ้นเป็น 8-10 สาขาต่อปี และตั้งเป้าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะมีสาขารวม80 แห่ง (ฝ่ายวิจัยคาด 78 แห่ง) จากสิ้นปี 2025 ที่มีอยู่ 56 แห่ง เทียบกับในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเปิดเฉลี่ยเพียง 5 สาขาต่อปี ทั้งนี้บริษัทระบุว่ามีความพร้อมมากขึ้น ทั้งในด้านรูปแบบสาขา การบริหารจัดการ การควบคุมต้นทุน รวมถึงมีเงินทุนและอำนาจต่อรองด้านทำเลเพิ่มขึ้น ในช่วงที่ผู้ประกอบการรายอื่นชะลอการลงทุนตามภาวะเศรษฐกิจ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 3.60 บาท