GCAP GOLD เผยราคาทองดิ่งแรง 9% ในสัปดาห์เดียว หนักสุดรอบ 14 ปี เซ่นพิษสภาพคล่องตึงตัว
วิกฤตพลังงานดันเงินเฟ้อพุ่ง บีบตลาดแห่ถือเงินสดกดดันสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างหนัก จับตาแนวรับจิตวิทยา 4,000 ดอลลาร์ หากยืนระยะได้มีลุ้นรีบาวด์สลับในระยะสั้น หลังเผชิญแรงขายทางเทคนิค แนะกลยุทธ์ชะลอการไล่ราคา เน้นทยอยสะสมทองไทยตามแนวรับสำคัญ 65,000 / 63,500 / 60,500 บาท
25 มีนาคม 2569 - ราคาทองคำในตลาดโลกเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง โดยปรับตัวลดลงถึง 9% ภายในสัปดาห์เดียว ซึ่งถือเป็นการปรับฐานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 14 ปี แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะทวีความรุนแรงขึ้น แต่กลไกตลาดกลับให้น้ำหนักไปที่วิกฤตสภาพคล่องและการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมากกว่าสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงสวนทางกับปัจจัยความขัดแย้งระดับประเทศ เกิดจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลัก ปัจจัยดังกล่าวส่งผ่านไปยังความกังวลด้านเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น บีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงไว้นานกว่าที่คาดการณ์ไว้
จากการปรับเปลี่ยนคาดการณ์นโยบายการเงิน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อต้นทุนการถือครองทองคำ (Opportunity Cost) ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับสูง ทำให้แรงซื้อจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันและรายย่อยชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ อุปสงค์จากประเทศผู้บริโภคหลักอย่างจีนและอินเดียเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว เนื่องจากเผชิญภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน ทำให้หลายประเทศเลือกที่จะบริหารจัดการเงินสำรองเพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ มากกว่าการเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในระยะสั้นนี้
ฝ่ายวิจัย GCAP GOLD ประเมินว่า โครงสร้างราคาทองคำในปัจจุบันอยู่ในสภาวะเปราะบางหลังหลุดแนวโน้มหลักในช่วงต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นตลาดกำลังจับตามองแนวรับทางจิตวิทยาที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถสร้างฐานเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสที่จะเห็นการดีดตัวกลับ (Rebound) สลับขึ้นมา โดยมีด่านทดสอบสำคัญอยู่ที่ 4,735 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะชี้วัดว่าโครงสร้างขาขึ้นจะกลับมามีความแข็งแกร่งอีกครั้งหรือไม่
สำหรับคำแนะนำการลงทุน แนะนำให้นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อในลักษณะไล่ราคา (Chasing Price) เนื่องจากความผันผวนของตลาดยังอยู่ในระดับสูง โดยควรรอจังหวะที่ราคาอ่อนตัวลงมาใกล้โซนแนวรับที่ 4,220 ดอลลาร์ และ 4,025 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ
ขณะที่ ราคาทองคำในประเทศ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของเงินบาท ซึ่งช่วยพยุงราคามิให้ปรับตัวลดลงแรงเท่ากับราคาทองคำโลก โดยแนะนำให้ทยอยสะสมเฉพาะเมื่อราคาปรับตัวลงมาถึงแนวรับสำคัญที่ระดับ 65,000 บาท 63,500 บาท และ 60,500 บาท ตามลำดับ เพื่อบริหารความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน