นักเดินทางยอมจ่ายแพงเลี่ยงตะวันออกกลาง ดันสายการบินเอเชียโตสวนต้นทุนน้ำมันแพง
สิงคโปร์แอร์ไลน์ เผยอัตราบรรทุกเส้นทางยุโรปพุ่งแตะ 93.5% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์สั่นคลอนส่วนแบ่งตลาดกลุ่มสายการบินอ่าวเปอร์เซียที่เคยครองเค้ก 1 ใน 3 ของโลก ต้นทุนน้ำมันพุ่งเท่าตัวไม่กระทบผลประกอบการ หลังนักเดินทางยอมจ่ายแพงแลกความปลอดภัยและประกันการเดินทาง
20 เมษายน 2569 สายการบินยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรายงานตัวเลขผลการดำเนินงานในเส้นทางมุ่งหน้าสู่ทวีปยุโรปเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้โดยสารที่หลีกเลี่ยงการใช้บริการศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล
การปรับโครงสร้างส่วนแบ่งตลาดการบินโลก
ข้อมูลจาก Cirium บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบินระบุว่า ก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้ง สายการบินยักษ์ใหญ่แห่งตะวันออกกลางอย่าง เอมิเรตส์ (Emirates), กาตาร์ แอร์เวย์ (Qatar Airways) และเอทิฮัด แอร์เวย์ส (Etihad Airways) เคยครองสัดส่วนผู้โดยสารในเส้นทางเชื่อมต่อยุโรป-เอเชียสูงถึง 1 ใน 3 ของตลาดทั้งหมด และครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเส้นทางจากยุโรปไปยังออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะแปซิฟิก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันส่งผลให้สายการบินในเอเชีย อาทิ คาเธ่ย์ แปซิฟิค (Cathay Pacific), สิงคโปร์ แอร์ไลน์ (Singapore Airlines), โคเรียนแอร์ (Korean Air) และแควนตัส แอร์เวย์ (Qantas Airways) กลับมามีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อีกครั้ง แม้ว่าทั้งหมดจะต้องเผชิญกับต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัวก็ตาม
ลาวิเนีย เหลา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าและการพาณิชย์ของคาเธ่ย์ แปซิฟิค เปิดเผยถึงการปรับตัวเชิงรุกว่า “บริษัทได้เพิ่มเที่ยวบินและจำนวนที่นั่งไปยังยุโรปในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน เพื่อรองรับดีมานด์ที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากผู้โดยสารหันมาเลือกใช้เส้นทางทางเลือกแทนการผ่านตะวันออกกลาง โดยคาดว่าความต้องการจะยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากแรงหนุนของการจองเที่ยวบินระยะไกลที่ต่อเครื่องผ่านฮ่องกง”
ดัชนีความเชื่อมั่นและข้อจำกัดด้านประกันภัย
สิงคโปร์ แอร์ไลน์ เปิดเผยตัวเลขที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่าอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ในเส้นทางยุโรปพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 93.5% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับ 79.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับเส้นทางบินในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้โดยสารยอมจ่ายค่าโดยสารในอัตราที่สูงขึ้นตามข้อมูลของ Google Travel คือความกังวลด้านความปลอดภัยและข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะคำเตือนจากรัฐบาลออสเตรเลียที่ระบุว่า ประชาชนที่เดินทางหรือแวะเปลี่ยนเครื่องในตะวันออกกลางอาจไม่ได้รับความคุ้มครองจากประกันการเดินทาง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สายการบินในเอเชียกลายเป็นทางเลือกหลักที่มีความมั่นคงมากกว่า
แนวโน้มในอนาคตท่ามกลางความผันผวน
แม้ว่าสายการบินกลุ่มอ่าวเปอร์เซียจะเริ่มทยอยฟื้นฟูเที่ยวบินกลับมาได้แล้วประมาณ 60% ของระดับปกติ แต่เหล่านักวิเคราะห์ประเมินว่าแนวโน้มการเลือกเส้นทางบินตรงหรือการต่อเครื่องผ่านฮับในเอเชียอาจยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเปราะบาง
การขยับตัวของสายการบินในเอเชียครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับอานิสงส์ระยะสั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการช่วงชิงฐานลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความแน่นอนของการเดินทาง (Reliability) มากกว่าปัจจัยด้านราคา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการจัดลำดับความสำคัญของศูนย์กลางการบินโลกใหม่ในระยะยาว หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนในเชิงความมั่นคงทางอากาศยาน