โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปริศนาโบราณคดี/'วัดอุโมงค์' (สวนพุทธธรรม) ศิลปกรรมที่เต็มไปด้วยปัญหา ด้านการกำหนดอายุ (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 พ.ย. 2564 เวลา 09.31 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2564 เวลา 08.00 น.

ปริศนาโบราณคดี

เพ็ญสุภา สุขคตะ

 

‘วัดอุโมงค์’ (สวนพุทธธรรม)

ศิลปกรรมที่เต็มไปด้วยปัญหา

ด้านการกำหนดอายุ (3)

 

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลป์หลายท่านลงความเห็นว่า รูปแบบของเจดีย์วัดอุโมงค์ มีลักษณะละม้ายกับเจดีย์หลายองค์ในสมัยปลายอาณาจักรพุกามเรียกกลุ่มที่เรียกว่า “อิทธิพลศิลปะลังกาในพุกาม” มี “เจดีย์ฉปัฏ” (Sapada Stupa) เป็นต้นแบบ

คำว่าเจดีย์ฉปัฏ เอานามมาจากพระภิกษุชาวพุกามรูปหนึ่งชื่อ “พระฉปัฏ” มีชีวิตในช่วงรัชสมัยของพระเจ้านรปติสิทธุ (พ.ศ.1681-1754) พระฉปัฏได้เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ลังกา เมื่อกลับมาพุกามได้นำอิทธิพลการสร้างเจดีย์แบบลังกา หรือที่เรียกกันว่า “ทรงโอคว่ำ” (ทรงระฆังลังกา) มาประยุกต์ใช้ในสถูปของพุกาม

โดยไม่ได้รับอิทธิพลของสถูปลังกามาทั้งหมดร้อยเปอร์เซนต์ ทว่ามีการเพิ่มเติมเสริมแต่ง ปรับให้เข้ากับรูปแบบเดิมที่สถาปัตยกรรมพุกามเคยวางรากฐานมาก่อนแล้วตั้งแต่สมัยพระเจ้าอนิรุทธมหาราชด้วย

องค์ประกอบเจดีย์วัดอุโมงค์ในส่วนที่ละม้ายกับกลุ่มเจดีย์ฉปัฏในพุกาม (โดยที่ลักษณะเช่นนี้ไม่ปรากฏในศิลปะลังกา) ก็คือ

ประการแรก การทำฐานล่างกลม ไม่มีฐานเขียงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่รองรับ

ประการที่สอง การเจาะท้องไม้แบบเซาะร่องลึกในส่วนฐานลวดบัว ซึ่งพบว่าช่องเหล่านี้เป็นพัฒนาการมาจากศิลปะพุกามที่เคยใช้บรรจุภาพชาดก แต่ต่อมาได้ลดพื้นที่ให้ช่องเล็กลง

ประการที่สาม การใช้กลีบบัวรองรับโดยรอบฐาน ทั้งหมด 3 ช่วง คือฐานชั้นล่าง ชั้นกลาง จนถึงบัวปากระฆัง ลักษณะเป็นบัวกลีบคมซ้อนกันสองชั้นเช่นนี้ ต่อไปจะพัฒนาเป็น “บัวกลุ่ม” หรือศัพท์ทางช่างเรียก “บัวคลุ่ม”

รายละเอียดส่วนนี้ดิฉันได้กล่าวถึงบ้างแล้วในตอนที่ 1 โดยตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบของเจดีย์วัดอุโมงค์มีความพิเศษแปลกกว่าเจดีย์องค์ระฆังแบบลังกาที่พบทั่วไปในสุโขทัยและล้านนา ซึ่งความแปลกพิเศษนั้น คือองค์ประกอบที่พบในกลุ่มเจดีย์สายวัดฉปัฏ เจดีย์เสียนเยทนยิมา เจดีย์กาธาปาถูปปาจี นั่นเอง เพียงแต่ในตอนที่ 1 ยังไม่มีภาพประกอบของกลุ่มเจดีย์วัดฉปัฏให้ดูเปรียบเทียบ จึงขอนำภาพเจดีย์ทั้งสามองค์มาให้ดูกันในตอนนี้

เป็นดั่งนี้แล้ว ผู้อ่านย่อมมีคำถามตามมาว่า เพราะเหตุไรอิทธิพลศิลปะพุกามตอนปลายจึงมาปรากฏที่วัดอุโมงค์ด้วยเล่า ใครเป็นผู้นำมา ทำไม เมื่อไหร่ อย่างไร

ฉบับก่อนดิฉันชวนผู้อ่านวิเคราะห์ถึงบทบาทของ “พระมหากัสสปะ” ภิกษุชาวลังกาที่ขึ้นมาจากนครศรีธรรมราช ผ่านสุโขทัย มาจำพรรษาที่เวียงกุมกาม และในท้ายที่สุดมาสร้างวัดไผ่ 11 กอ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอุโมงค์) นั้นแล้วอย่างละเอียด

หากเป็นเช่นนี้ รูปแบบศิลปะย่อมต้องเป็นเจดีย์ทรงลังกาแท้ๆ ไม่ควรสร้างด้วยศิลปะพุกาม อย่างไรก็ดี มีหลักฐานยืนยันว่า มีการบูรณะพระเจดีย์องค์เดิมของพระมหากัสสปะในชั้นหลัง อย่างน้อยที่สุด น่าจะเป็นสมัยพระญากือนา โดยพระภิกษุที่ชื่อ “พระเถรจันทร์”

พระเถรจันทร์ผู้นี้ล่ะหรือ คือผู้สร้างเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ให้เป็นรูปแบบศิลปะพุกาม หากใช่ แสดงว่าท่านต้องมีสายสัมพันธ์อันดีกับทางพุกามอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น เราต้องมาดูกันว่า พระเถรจันทร์คือใคร

เรื่องราวของท่านผู้นี้ ปรากฏอยู่ในเอกสารคัมภีร์ใบลานชื่อ “โอวาทโวหารเถรจันทร์” เขียนด้วยอักษรธัมม์ล้านนา ใช้ภาษาบาลีและไทยวน (คำเมือง) พบที่วัดป่าเหมือด ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ระบุปีที่จารคัมภีร์ ปริวรรตถอดความโดย ดร.ชัปนะ ปิ่นเงิน สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พระภิกษุรูปนี้ตอนเป็นฆราวาสมีชื่อว่า “จันทสรม” (บางสำนวนเขียนภาษาสันสกฤตเป็น “จันทศรมณ์”) อ่านแบบล้านนาว่า “จัน-ต๊ะ-สะ-ลม”

เมื่อมาบวชจึงเรียกชื่อย่อว่า “เถรจันทร์” บ้างเขียน “เถรจันท์” หรือ “เถรจันทเจ้า”

นายจันต๊ะสะลม เป็นลูกชายของ “นายบ้าน” (หัวหน้าหมู่บ้าน) เดิมอยู่แถวป่าไผ่ เมืองบัว (ฉบับวัดพันอ้นระบุว่า ลูกนายบ้านไผ่เมืองงัว (วัว) ฉบับวัดจอมคีรีระบุว่า ลูกนายบ้านใหญ่เมืองวัง) เมืองบัว/เมืองงัว นี้ อาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ สันนิษฐานว่าปัจจุบันน่าจะเป็นแถวตีนพระธาตุดอยคำ บ้านแม่เหียะ

จันต๊ะสะลมมาบวชที่วัดป่าไผ่ได้ 17 ปี ก็มาอยู่ที่วัดโพธิน้อย แกวกาดเชียงใหม่ได้ 3 ปี รองศาสตราจารย์สมโชติ อ๋องสกุล อดีตอาจารย์สาขาประวัติศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า “วัดโพธิน้อย” (อ่าน โพด-น้อย) คือวัดอุโมงค์เถรจันทร์ กลางเวียงเชียงใหม่ ที่อยู่เยื้องกับวัดดวงดี

ข้อความในคัมภีร์ใบลานฉบับนี้มีความน่าสนใจมาก เพราะได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยพระญากือนา กษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย ซึ่งไม่ปรากฏเรื่องราวเหล่านี้ในเอกสารชิ้นอื่นๆ

ว่าในปี พ.ศ.1931 (จ.ศ.750) พระญากือนามีศรัทธาปสาทะต่อพระเถรจันท์อย่างแรงกล้า จึงอาราธนาท่านจากวัดโพธิน้อย ให้มาพำนักอยู่ที่ “วัดอุมงค์”

และจากข้อความในคัมภีร์ใบลานตอนนี้เอง ที่ทำให้เราทราบว่า เดิมวัดอุโมงค์หรืออุมงค์ เคยมีชื่อว่า “วัดไผ่ 11 กอ” ภาษาบาลีเขียนว่า “เวฬุกฏฐาราม” (เวฬุกัณฐาราม) เป็นวัดที่มีมาก่อนสมัยพระญามังรายจะสร้างเมืองเชียงใหม่

แต่คัมภีร์ใบลานฉบับนี้มิได้กล่าวถึงพระภิกษุลังกานาม “พระมหากัสสปะ” แต่อย่างใด ชื่อของพระมหากัสสปะที่มีการระบุว่าเป็นผู้มาสร้างวัดไผ่ 11 กอนั้น ปรากฏในเอกสารงานค้นคว้าของอาจารย์ชุ่ม ณ บางช้าง

เมื่อพระเถรจันท์มาจำพรรษาที่วัดอุมงค์ตามคำอาราธนาของพระญากือนาแล้ว คัมภีร์อธิบายต่อไปว่า พระเถรจันท์ไม่สามารถอยู่ในกุฏิสงฆ์ได้แบบพระภิกษุทั่วไป เนื่องจากมีจิตฟุ้งซ่านผิดมนุษย์ (ตำนานบางเล่มระบุว่าท่านเป็น “ผีบ้า” หมายถึงคุ้มดีคุ้มร้าย เหตุที่โดนคาถาอาคมของพวกเดียรัจฉานวิชชา) จึงเก็บตัวลับๆ ล่อๆ ต้องก่ออุโมงค์เป็นกุฏิ คล้ายจำลองถ้ำให้ท่านอยู่

พรรณนามาถึงบรรทัดนี้ สิ่งที่เราต้องตีความถอดรหัสมีหลายประเด็น

ประเด็นแรก พระเถรจันท์มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างเจดีย์องค์ใหม่ที่เป็นศิลปะแบบพุกามครอบทับเจดีย์องค์ในขนาดเล็กที่สร้างโดยพระมหากัสสปะสมัยพระญามังรายด้วยหรือไม่ หากไม่ใช่ พระภิกษุสายพุกามรูปใดเป็นผู้สร้าง และเมื่อไหร่

ประเด็นที่สอง พระเถรจันท์เป็นที่โปรดปรานของพระญากือนาอย่างมาก ทั้งๆ ที่สมัยนั้น พระญากือนาได้อาราธนา “พระมหาสุมนเถระ” จากศรีสัชนาไลย สุโขทัย มาจำพรรษา ณ วัดพระยืน ลำพูนนานถึง 3 ปี ต่อมาย้ายมาอยู่วัดสวนดอกไม้พะยอม ตั้งศาสนาพุทธนิกายเชียงใหม่ (หรือนิกายรามัญวงศ์) ขึ้น

คำถามคือ พระเถรจันท์ซึ่งอยู่ในสภาวะ “กึ่งดีกึ่งร้าย” (ผีบ้า) สังกัดคณะสงฆ์นิกายสวนดอกที่พระญากือนาทรงอุปถัมภ์ด้วยหรือไม่ หรือว่าแยกไว้เป็นเอกเทศ ให้สิทธิ์เป็นปัจเจกภิกขุไม่ต้องขึ้นตรงกับใคร ไม่ต้องร่วมสังฆกรรมกับภิกษุสายพระมหาสุมนเถระ เนื่องจากเราไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับนิกายสวนดอก เขียนถึงเรื่องราวของพระเถรจันท์เลย ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลซึ่งพระญากือนาโปรดปราน?

ที่ตั้งคำถามเช่นนี้ เผื่อว่าเราจะช่วยกันถอดรหัสของคำว่า “รามัญนิกาย” ที่พระมหาสุมนเถระมีเส้นสายความผูกพันกับพระอาจารย์ของท่าน พระอุทุมพรมหาสวามี แห่งเมืองพัน (เมาะตะมะ) ได้บ้าง ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่บางทีพระสายรามัญนิกายนี้เอง (ซึ่งก็ยังไม่เกี่ยวข้องกับเมืองพุกามสายตรงอยู่ดี) อาจมีส่วนในการกำหนดรูปแบบศิลปะให้เจดีย์วัดอุโมงค์มีความละม้ายกับเจดีย์ในกลุ่มวัดฉปัฏได้บ้าง?

ประเด็นสุดท้าย คำว่า “อุโมงค์” ที่พระญากือนามองว่าพระเถรจันท์มีความผิดปกติ ไม่สามารถจำพรรษาร่วมกับหมู่คณะรูปอื่นใดได้ ต้องมาขุดเจาะถ้ำอุโมงค์ให้อยู่แถวชายป่าชายเขาแบบลับๆ ล่อๆ นั้น เรามิอาจรู้ได้เลยว่า อุโมงค์ในสมัยพระญากือนาจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร มีทั้งหมดกี่ห้อง ขนาดใหญ่หรือเล็ก?

อุโมงค์ที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ มีทั้งหมด 6 ห้องใหญ่ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอย่างอลังการ จะสร้างขึ้นพร้อมกันกับยุคพระเถรจันท์ด้วยล่ะหรือ?

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลป์สันนิษฐานว่า สมมุติว่ามีการเจาะช่องอุโมงค์เพื่อสร้างเป็นกุฏิให้พระเถรจันท์พำนักอยู่จริงแล้วไซร้ อุโมงค์กุฏิยุคแรกสร้างอาจมีขนาดเล็กเป็นแค่ช่องหรือห้องง่ายๆ สัก 1 ห้อง พออยู่ได้กระมัง คงยังไม่มีภาพจิตรกรรมเขียนสี เหตุที่นวัตกรรมการเจาะช่องอุโมงค์ขนาดใหญ่โตจำนวน 6 ช่องเช่นนี้ ควรจะเป็นผลงานการสร้างเสริมเติมต่อในสมัยพระเจ้าติโลกราช มหาราชผู้สามารถระดมนายช่างด้วยเทคโนโลยีสูงมารองรับ ได้หรือไม่

ในโคลงมังทรารบเชียงใหม่ พรรณนาเหตุการณ์ช่วงที่ชาวเชียงใหม่ถูกกวาดต้อนไปอยู่เมืองหงสาวดี เมื่อ พ.ศ.2157 โคลงบทที่ 87 พรรณนาถึงกระบวนคนเดินทางผ่านวัดอุโมงค์ว่า

ลาศรีสุเทพเจ้า จอมคีรี

ทังพระมหาเจดีย์ คล่นคล้าน

พระสิหิงค์รูปมุนี ทองเทพ ทิพย์เฮย

อุโมงค์ราชเราสร้าง เนื่องเจ้ามโหสถฯ

ข้อความในโคลงมังทรารบเชียงใหม่ กล่าวว่าวัดอุโมงค์สร้างโดยกษัตริย์เชียงใหม่ แม้ไม่ได้ระบุว่าพระองค์ไหน แต่มีสิ่งที่น่าสนใจคือ การสร้างช่องอุโมงค์นั้นเป็นการจำลองชาดกเรื่องพระมโหสถ

พระมโหสถเป็นเรื่องพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเพื่อมาสั่งสม “ปัญญาบารมี” เป็นเรื่องที่ห้าในทศชาติชาดก โดยพระมโหสถเป็นราชบัณฑิตแห่งเมืองมิถิลานคร

เนื้อหาตอนที่พระมโหสถสั่งให้ขุดอุโมงค์นั้น เกิดขึ้นในฉากการทำกลศึกเพื่อจะลักพาตัวนางปัญจาละจันที ราชธิดาของท้าวจุลนีแห่งนครปัญจาละ นำตัวมาถวายแด่พระเจ้าวิเทหราช

น่าสนใจทีเดียว ประเด็นเกี่ยวกับการเจาะช่องอุโมงค์ที่วัดแห่งนี้ ไฉนกวีจึงรจนาโดยเชื่อมโยงไปถึงการเจาะช่องอุโมงค์ของพระมโหสถ ไยจึงไม่พรรณนาในบทกวีตามประวัติความเป็นจริงว่า อุโมงค์นี้เคยเป็นที่สถิตพำนักของพระเถรจันท์?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...