โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศุภลักษณ์ อัมพุช พลิกโฉมรีเทล ผนึก บิทคับ จุดพลุเศรษฐกิจดิจิทัล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ธ.ค. 2564 เวลา 06.02 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 03.43 น.

กว่า 40 ปีของแม่ทัพหญิงสุดแกร่งผู้พลิกโฉมวงการค้าปลีกเมืองไทยมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน “ศุภลักษณ์ อัมพุช” มาวันนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เจอโจทย์หินสุดท้าทายอีกครั้ง ทั้งจากเทคโนโลยีดิสรัปชั่น และการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง และส่งผลกระทบอย่างมากกับทุกภาคส่วน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าจะจบเมื่อใด

แต่เธอเชื่อว่า “ในทุก ๆ วิกฤตยังมีโอกาสใหม่ ๆ เสมอ” เพียงแต่การจะก้าวข้ามวิกฤต พลิกฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้อีกครั้ง ไม่สามารถทำได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง

นำไปสู่การประกาศความร่วมมือระหว่าง “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” และ “บิทคับ” สตาร์ตอัพยูนิคอร์นตัวล่าสุดของไทย ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรจากหลากหลายวงการ

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ศุภลักษณ์ อัมพุช” แม่ทัพหญิง เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ “ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” กรุ๊ป ซีอีโอ บิทคับ แคปติตอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด กับความต้องการในการพลิกโฉมวงการค้าปลีกและสร้างปรากฏการณ์เศรษฐกิจดิจิทัลใหม่เพื่อฟื้นประเทศหลังโควิด

“ศุภลักษณ์” กล่าวว่า กว่า 30-40 ปีที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงค้าปลีกไทย ปั้น physical สโตร์สุดหรูมามากมาย ตั้งแต่เดอะมอลล์, สยามพารากอน, ดิ เอ็มดิสทริค ฯลฯ ดึงคนเข้ามาใช้บริการได้ถึง 1-2 ล้านคนต่อวัน ซึ่งวิกฤตโควิดส่งผลต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศอย่างมาก

ทั้งสายการบิน การท่องเที่ยว และอื่น ๆ แต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาสสำหรับบางธุรกิจ เช่น อีคอมเมิร์ซ, โลจิสติกส์ รวมไปถึงด้านสินทรัพย์ดิจิทัล (digital assets) ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งโดยส่วนตัวถือเป็นสิ่งใหม่มากที่ต้องเรียนรู้และปรับตัว

สิ่งที่เผชิญช่วงที่ผ่านมารุนแรงมาก รายได้จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้าน เหลือ 3 แสนล้าน น่ากลัวกว่าสงครามโลก และไม่รู้ว่าจะยาวนานขนาดไหน แต่อย่างที่บอกในทุกวิกฤตมีโอกาส ธุรกิจที่เราทำอยู่ในโลก physical ถ้านำมาผนึกกำลังกับดิจิทัลได้ก็จะเกิดเป็นพลังมหาศาล

“ช่วงที่ผ่านมา สินค้าลักชัวรีโตมาก เป็น 3 เท่า ถามว่ามาจากไหน มาจากคนกลุ่มนี้นั่นเอง กลุ่มที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล”

ชูเศรษฐกิจดิจิทัลฟื้นประเทศ

นั่นทำให้เกิดเป็นการร่วมมือกับบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล (digital assets) และเทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain technology) รวมถึงเป็นผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือตลาดซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ผ่านบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด

โดยจะร่วมกันวางกลยุทธ์การขับเคลื่อนการสร้างระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset ecosystem) เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล และด้านการท่องเที่ยวสู่ “heaven for digital asset investment & tourism”

นอกจากบิทคับ ยังจะจับมือกับพันธมิตรจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อทำให้ไทยเป็นช็อปปิ้งพาราไดส์ มีทั้งสายการบิน, โรงแรม, ศูนย์สุขภาพ, สปา, บริษัทรถยนต์ เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด

“การปรับตัวเพื่ออยู่รอดคือสิ่งสำคัญ เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอีก 10 ปีข้างหน้า พัฒนาการจะเร็วกว่านี้อีกหลายเท่า ทำให้เราต้องเร่งปรับตัว เรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลโดยส่วนตัวก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด

แต่ต้องยอมรับว่าเทรนด์ที่กำลังมา และยากที่จะปฏิเสธ มีการเติบโตก้าวกระโดดทั่วโลกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การร่วมมือกับบิทคับ จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการพลิกโฉมรีเทลสู่การเป็น omniexperience ด้านสินทรัพย์ดิจิทัล”

เชื่อม 2 โลกออนไลน์-ออฟไลน์

ฟากของ “ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” หนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร “บิทคับ” กล่าวว่า วิกฤตโควิดส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน และการทำธุรกิจแบบเดิม ๆ อย่างมาก ขณะที่มีอาชีพใหม่ธุรกิจใหม่บนแพลตฟอร์มออนไลน์เกิดขึ้นจำนวนมากด้วยเช่นกัน

ดังนั้นการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจึงเป็นการปรับตัวของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ยุคใหม่ ที่เรียกว่า “นิวอีโคโนมี” สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้สำหรับสตาร์ตอัพ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (nano-entrepreneur)

“อีก 10 ปีข้างหน้า สิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ตัวเดียว แต่มาเป็นแพ็กเกจ ทั้ง AR VR หรือ digital device นำไปสู่โลกเสมือนที่เติบโตแบบคู่ขนานไปกับโลกจริง โดย 5 ปีในอนาคตจะเท่ากับ 50 ปีในอดีต ดังนั้นเราต้องคิดเร็วทำเร็ว และต้องปรับตัว คนที่ปรับตัวไม่ได้จะเสียประโยชน์ แต่คนที่ปรับตัวได้ ก็จะได้ประโยชน์มหาศาล อย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล ที่มีรายได้มหาศาล

ขณะที่ในช่วงการระบาดของโควิดที่ประเทศไทยเคยเป็น world top tourism destination ภาคการท่องเที่ยว มีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท เทียบเป็น 20% ของจีดีพี พอโควิดมาเหลือ 3 แสนล้านบาท หายไป 1,000% หรือเหลือเพียง 2%”

ดังนั้นคีย์คือ จะทำอย่างไรให้ตัวเลขที่เหลือ 2% กลับไป 20% เหมือนเดิมโดยเร็วที่สุด

“การเปิดประเทศอีกรอบกว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามาเท่าเดิม ต้องใช้เวลา 2-3 ปีเป็นอย่างน้อย ถ้าจะทำให้รายได้การท่องเที่ยวกลับมา 20% เร็วที่สุด ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่เป็น world top tourism destination แล้ว แต่ควรเป็น world top tourism quality destination ไม่จำเป็นต้องพานักท่องเที่ยวมาเป็นสิบล้าน แต่ดึงกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง มีคุณภาพ อาจทาร์เก็ตแค่ 1 ล้านคนก็พอ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้กลับมาแตะ 20% ได้เร็วที่สุด”

หนึ่งในนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อ คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

เฉพาะลูกค้าที่มาเปิดบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกับบิทคับ มีกว่า 3 ล้านบัญชี เติบโตต่อเนื่องกว่า 1,000% และมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 25,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

เจาะ New Rich ดึงเงินเข้าประเทศ

แต่การจะดึงมาได้ต้องเปลี่ยนแปลง อย่างแรกที่ต้องทำคือ infrastructure ที่พร้อมเพื่อดึงคนกลุ่มใหม่ แต่การที่จะแทร็กคนที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการจับจ่ายสูง จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างอินฟราสตรักเจอร์ใหม่เข้ามา จะต้องมีการพัฒนาเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล digital asset

เพราะสังเกตช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนที่เป็น new rich, new weath คือกลุ่มคนที่เป็นนักลงทุนในดิจิทัลแอสเสท ที่มีการเติบโตเร็วมาก และคนกลุ่มนี้ถือเป็นคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีกำลังซื้อสูง

“ที่ผ่านมาสิงคโปร์วางตัวเองเป็น financial hub อาเซียน ทั้งที่ไม่มีทรัพยากร แต่วางโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับนโยบายที่โตตามเป้าได้ เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา วงการการเงินโตมหาศาล และนั่นคือทางที่เราต้องทำ เพื่อปูไปยังการเป็น world top tourism quality destination ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศด้านดิจิทัล”

“จิรายุส” ย้ำว่า ในอนาคตบริษัทที่ใหญ่ที่สุดจะไม่ใช่บริษัทที่มีออฟฟิศใหญ่ที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มีสถานที่ทำงานหลายโลเกชั่นให้เลือก ทำงานบนระบบ “คลาวด์” และมีแอปพลิเคชั่นหลากหลายที่รองรับคนทำงานได้ เพราะคนทำงานรุ่นใหม่โดยเฉพาะด้านดิจิทัล (digital nomad) นอกจากต้องการทำงานที่ไหนก็ได้แล้ว ยังมีมากกว่าอาชีพเดียว

ดังนั้นการจะดึงคนกลุ่มนี้ ซึ่งมีรายได้ดีเข้ามาใช้จ่ายหรืออยู่ในประเทศไทยจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในประเทศให้เป็นมิตร ซึ่งความร่วมมือระหว่างบิทคับกับเดอะมอลล์ กรุ๊ปในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทรานส์ฟอร์มให้ประเทศไทยปรับตัวรับการเปิดประเทศครั้งใหม่ หรือยุค post COVID

ผนึก Bitkub ปั้นธุรกิจรุ่นใหม่

“แม่ทัพเดอะมอลล์” เสริมถึงที่มาของการร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท บิทคับ เอ็ม จำกัด สัดส่วน 50 : 50 ราว 200 ล้านบาท เพื่อลงทุน และบริหาร BITKUB M SOCIAL ให้เป็นดิจิทัลคอมมิวนิตี้แห่งแรกของไทย เป็นแหล่งพบปะนักลงทุน รวมถึงเป็นศูนย์การเทรด และการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset trading & exchange) มีทั้ง NFT gallery & gaming และโลกของ Metaverse ในอนาคต เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่บนเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของสินทรัพย์ดิจิทัลระดับภูมิภาคเอเชีย

แฟลกชิปสโตร์ BITKUB M SOCIAL มีพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร (ชั้น 8-9 โซนฮีลิกซ์ ควอเทียร์ อาคาร A ดิ เอ็มควอเทียร์) ประกอบด้วยศูนย์การเรียนรู้ อบรม สัมมนา มีห้องประชุมและเอ็นเอฟทีแกลเลอรี่ (NFT Gallery) ร้านค้า คาเฟ่ และบาร์ สำหรับ BITKUB M SOCIAL MEMBERSHIP

พร้อมเปิดตัวเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, โรงแรมในเครือดุสิต, โรงพยาบาลเกษมราษฏร์, แอร์เอเซีย, บางกอกแอร์เวย์, อนันดาฯ รวมถึงธุรกิจยานยนต์ ซูเปอร์คาร์ และเรือยอชต์เพื่อการท่องเที่ยว และอื่น ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ ร้านค้า และคู่ค้ากว่า 1,000 ราย จัดกิจกรรม Happy Treasure Hunt Game ครั้งแรกของโลกกับ NFT (nonfungible token) พร้อมรางวัล 222,222 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 120 ล้านบาท

“เมื่อ physical บวกกับ digital ไม่ใช่ 1+1 เท่ากับ 2 แต่จะเป็น exponential rate ในอดีตค้าปลีกเติบโต 5% เป็นเรื่องยาก แต่ digital economy ทำให้เติบโตได้มากกว่านี้แน่นอน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...