โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไม 'สีจิ้นผิง' ถึงไม่มาไทย หรือว่า "เขาไม่เห็นเราอยู่ในสายตา"?

The Better

อัพเดต 20 เม.ย. 2568 เวลา 23.52 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2568 เวลา 11.57 น. • THE BETTER

ที่จริงเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นคำถามได้ เพราะคนสงสัยต้องเอะใจก่อนอื่นเลยว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี 11 ประเทศ แต่ทำไมผู้นำจีนถึงมาแค่ 3 ประเทศ

แม้แต่พี่ใหญ่อย่างอินโดนีเซียก็ไม่ไป แม้แต่สิงคโปร์ก็ไม่ไป ไทยก็ไม่มา สามประเทศนี้ก็ใหญ่มากแล้วในภูมิภาค

มันต้องเอะใจสิครับก่อนจะสงสัยอะไรแบบนั้น ใช่ไหม?

ก่อนอื่น นายกรัฐมนตรีไทยเพิ่งจะไปเยือนปักกิ่งและพบ ฯพณฯ สีจิ้นผิง ด้วยตนเองแล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน แถมการเยือนครั้งนั้นยังมีการลงนามข้อตกลงอีกหลายฉบับ และมีการหารือและให้ "คำแนะนำ" อีกหลายอย่างที่แสดงถึงความใกล้ชิดพอสมควร

ผมว่าไปเยือนครั้งนั้นก็ได้ประโยชน์โภชน์ผลมากแล้ว

นี่ยังไม่ถึง 2 เดือนจะให้ สีจิ้นผิง มาพบกับนายกฯ แพทองธารอีกแล้วหรือครับ?

เพราะมีเสียงวิจารณ์ว่า "สีจิ้นผิงไม่มาไทยเพราะเมินไทยว่าไม่สำคัญ"

บ้างก็ว่า "จีนมองไทยเป็นลูกไก่ในกำมือ" หรือ "ไทยเป็นของตายสำหรับจีน" สีจิ้นผิง จึงไม่สนใจที่จะมาเยือน

ผู้ที่กล่าวแบบนี้ขาดความความเข้าใจเรื่องความเกี่ยวข้องกับไทยและจีนในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่าน และแนวทาง "มุ่งสู่ทางใต้" ของจีนในช่วงไม่กี่ปีมานี้

และโปรดทราบว่า สีจิ้นผิง เคยมาเยือนไทยแล้ว ซึ่งเป็นจำนวนครั้งเท่ากับผู้นำสหรัฐฯ ประเทศที่ไทยเป็น "มหามิตร" โดยที่ผู้นำสหรัฐฯ คนสุดท้ายที่มาไทยคือ บารัก โอบามา ซึ่งแม้จะมาไทยเป็นแห่งแรกในอาเซียน แต่ก็มาวันเดียวแล้วก็ไป โดยคงจะคิดว่ามาแค่นี้คงจะ "ซื้อใจ" ไทยได้ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

นั่นเพราะสหรัฐฯ เมินเฉยต่อไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานับสิบๆ ปีแล้ว หลายกรณีนอกจากไม่ช่วยยังซ้ำเติมด้วยซ้ำ ทำให้ระยะหลังหลายประเทศในอาเซียนเริ่มเอนเอียงไปทางจีน

การเยือนของ โอบามา เป็นความพยายามสุดท้ายที่จะ "กอบกู้อาเซียนกลับมาเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯอีกครั้ง" แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะผู้นำคนต่อๆ มาก็เมินอีก

เรื่องนี้นำไปสู่การ "มุ่งสู่ทิศเหนือ" ของอาเซียนไปยังปักกิ่ง สอดคล้องกับการ "มุ่งสู่ทิศใต้" ของจีนเพื่อดึงเอาอาเซียนมาเป็นพันธมิตร

อาเซียนได้กลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญมหาศาลต่อจีนไปแล้ว และจีนก็ควรเรียนรู้จากความเย่อหยิ่งของสหรัฐฯ ที่ผ่านมาที่ "เมินอาเซียน" และ "ละทิ้งไทย" การทำแบบนี้เท่ากับทำลายรากฐานความสัมพันธ์ที่สร้างมานานหลายสิบปี

ดังนั้น ผู้ที่มองว่า สีจิ้นผิง ไม่มาเยือนไทยเพราะ "ไทยเป็นของตาย" จึงเป็นการมองที่ผิวเผินเกินไปและมีอคติไปหน่อย

ควรจะใช้คำว่า "ประเทศไทยมีสัมพันธ์ที่นิ่งแล้วกับจีน" จึงไม่ต้องมาย้ำซ้ำๆ ซากๆ เหมือนประเทศอื่น

สงครามภาษี/สงครามการค้า 2.0 จีนคงมองภาพไกลเอาไว้แล้วว่าต้องเร่งสร้างพันธมิตรให้แข็งแกร่งกว่าเดิมในอาเซียน ดังนั้นจึงต้องยิ่งถนอมน้ำใจกัน

การเยือนเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชานั้น มีกำหนดการณ์ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศ Liberation Day วาระการพบกับผู้นำประเทศเหล่านี้จึงเป็นเรื่องการสานไมตรีกันมากว่าฟอร์มทีมรับมือสหรัฐฯ

แต่โลกตะวันตกมักวิเคราะห์ท่าที่จีนผิด สาเหตุหนึ่งเพราะไม่ค่อยตามข่าวจีนและอาเซียน จึงคิดไปเองว่า "สีจิ้นผิงรีบไปกล่อมอาเซียนเพื่อสู้สหรัฐฯ" ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่ไม่ค่อยตรง เพราะยังไม่ต้องถึงขั้นไปสู้สหรัฐฯ หรอก สิ่งที่จีนต้องการคือ "ความนิ่ง" ของอาเซียนต่างหาก ความนิ่งที่ว่านั้นคือ อย่างน้อยประเทศเหล่านี้ต้องไม่หันดาบเข้าหาจีน

แม้แต่ทรัมป์ก็มองว่าการพบกันของผู้นำจีนและเวียดนาม “เหมือนกับการพยายามคิดหาคำตอบว่าเราจะทำลายสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร”

นี่แสดงว่าทรัมป์อาจจะหมายหัวประเทศที่ต้อนรับสีจิ้นผิง ทั้งๆ ที่เขาไปคุยเรื่องผูกไมตรีกัน ไม่ใช่ตั้งทีมทำสงครามกับสหรัฐฯ

ดังนั้นน บางประเทศจึงต้องรีบ "กราบทูล" จักรพรรดิทรัมป์ในทันทีที่ สีจิ้นผิง เดินทางออกจากประเทศ

ลองดูตัวอย่างเวียดนามก็ได้ เมื่อสีจิ้นผิงเดินทางไปถึงนั้นผู้นำเวียดนามแสดงความรักใครใกล้ชิด แต่พอสีจิ้นผิงกลับไปเท่านั้นนายกรัฐมนตรี ฝั่ม มิญ จิ๊ญของเวียดนามกล่าวว่าประเทศของเขามี “ความผูกพันอันเป็นเอกลักษณ์” กับสหรัฐฯ

เวียดนามมีเหตุที่จะต้องรีบแจ้งท่าทีของตน เพราะเศรษฐกิจของตนแขวนอยู่บนเส้นด้าย หาไม่แล้วคงไม่วอนขอชีวิตจากทรัมป์เป็นประเทศแรก

การที่เวียดนามเป็น "หลังบ้านของจีน" และเคยเป็น "ปฏิปักษ์กับจีนในทางประวัติศาสตร์" แถมยังทีท่าทีทางการเมืองที่ไม่นิ่งและเดาท่าทียากกระมัง จึงทำให้สีจิ้นผิงต้องไปเยือนเวียดนามบ่อยๆ ซึ่งนี่เป็นครั้งที่ 4 แล้ว

เช่นเดียวกับไทย แม้จะสนิทกับจีนมากขึ้น แต่สามารถสวิงไปมาและสามารถถ่วงดุลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ดีเช่นเดิม นั่นความว่าไทยไม่ใช่ "ของตาย" แต่หากปฏิบัติต่อไทยโดยไม่ระวัง ดุลยภาพทางการทูตก็อาจเปลี่ยนไปได้เช่นกัน

โชคดีที่ไทยไม่เคยมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ในทางประวัติศาสตร์กับจีน ยกเว้นช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างสงครามเย็น แม้ไทยจะยังเป็น "มหามิตร" ของสหรัฐฯ ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจทำร้ายจีน และจีนก็ไม่อาจทำให้ไทยหันหลังให้กับสหรัฐฯ ได้เช่นกัน

ที่สำคัญคือประเทศไทยไม่ได้ "คิดว่าตัวเองแน่" และ "หาเหาใส่หัว" เหมือนบางประเทศ

ภาวะนี้จึงค่อนข้างเป็น "ความนิ่ง" ที่จีนน่าจะพอใจแล้ว

การไม่ได้มาไทยไม่ได้หมายความว่าไทยไม่สำคัญ เพราะนอกจากเราจะไปพบกันมาแล้วที่ปักกิ่ง ความนิ่งในความสัมพันธ์ยังไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากว่านี้อัก ส่วนผู้นำประเทศอื่นนั้นไม่มีเหตุที่จะเดินทางไปปักกิ่งโดยพลการ เพราะอาจจะทำให้ "ดุลยภาพ" ทางการทูตต้องเสียไป

หากประเทศไทนมีโอกาสพบกับที่ปักกิ่ง ก็พบกันไปแล้ว โดยไม่ต้องรอกระบวนการการทูตเพื่อให้ผู้นำจีนไปเยือน เพราะมันยืดยาดและเสียเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้

แต่โปรดสังเกตว่า ไทยและอินโดนีเซีย มี "สัมพันธ์พิเศษ" กับจีนในปีนี้ เพราะไทยคบกับจีนมาครบรอบ 50 ปี ส่วนอินโดนีเซียคบกับจีนมาแล้ว 75 ปี โดยที่ผู้นำของทั้งสองประเทศไปฉลองโอกาสนี้ที่ปักกิ่งเอง

ถามว่าทำไมนายกฯ ไทยต้องไปปักกิ่ง ไม่ใช่ผู้นำจีนมาเยือนกรุงเทพฯ

ก็เพราะว่า ไทยเป็นฝ่ายไปปักกิ่งเพื่อเสนอกับจีนเองเมื่อ 50 กว่าปีก่อนเพื่อคบหากันอย่างเป็นทางการ

ความจริงแล้วการ "พบที่ปักกิ่ง" แบบไทย ก็เกิดขึ้นกับประธานาธิบดีอินโดนีเซียเช่นกัน ซึ่งไปพบกับสีจิ้นผิงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

และยังมีกรณีของ ทองลุน สีสุลิด ประธานาธิบดีลาวไปปักกิ่งและพบกับ สีจิ้นผิง เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ดังนั้น ทั้งไทย อินโดนีเซีย และลาว จึงไม่ได้อยู่ในรายชื่อต้องเยือน เพราะพบเจอกันแล้วไม่นานมานี้ ส่วนเมียนมานั้นอยู่ในสถานการณ์ลูกผีลูกคน ทำให้การพบกันระหว่างผู้นำสองประเทศตกอยู่ในเงื่อนไขที่อิหลักอิเหลื่อ

แต่อินโดนีเซียนั้น แม้จะไม่มีการพบกันในครั้งนี้ แต่ก็มีสถานะสำคัญต่อจีนมากกว่าในทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้สีจิ้นผิง เดินทางไปเยือนแล้วถึง 3 ครั้ง

เราสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมต้องไปถี่ๆ เพราะอินโดนีเซียเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินเรือจากทะเลจีนใต้ออกไปยังทะเลต่างๆ และมหาสมุทรอื่นๆ และอินโดนีเซียยังเป็นประเทศที่ "ไม่ค่อยนิ่ง" ทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับออสเตรเลีย

ดังนั้น แม้ครั้งนี้ สีจิ้นผิง ไม่ได้ไปจาการ์ตา แต่ก็ยกโทรศัพท์โทรหาประธานาธิบดีอินโดนีเซียเพื่อแสดงไมตรีที่ทั้งสองประเทศคบหากันมา 75 ปีแล้ว โดยย้ำว่า "ทั้งจีนและอินโดนีเซียถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่สำคัญและเป็นกำลังสำคัญในกลุ่มประเทศขั้วอำนาจตอนใต้ (Global South)" ซึ่งนี่เป็นเรื่องจริง เพราะอินโดนีเซียเป็นสมาชิกของ G20

กับฟิลิปปินส์นั้นอยู่ในสภาพ "มีเรื่อง" กับจีน และผู้นำประเทศนั้นเอียงเข้ากับฝ่ายสหรัฐอเมริกาอย่างโจ่งแจ้ง ดังนั้น ไม่มีอยู่ในสภานะที่จะต้องไปเยือนอย่างยิ่ง

กระนั้นก็ตาม เมื่อสถานการณ์อำนวย เช่น สมัยของผู้นำคนก่อน สีจิ้นผิง ก็ไปเยือนฟิลิปปินส์ถึง 2 ครั้ง และคงจะด้วยเหตุผลเดียวกับที่ไปเวียดนามบ่อยๆ นั่นคือ "ฟิลิปปินส์ยังไม่นิ่ง" และเป็นประเทศที่พร้อมจะถูกใช้เป็นฐานทัพของสหรัฐฯ ได้ทุกเมื่อหากผู้นำประเทศนั้นไม่ชอบจีน

มาเลเซียนั้น สีจิ้นผิง เดินทางไปเยือนแล้ว 2 ครั้ง แต่ต่างรัฐบาลกัน และท่าทีของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ที่มีต่อจีนก็ต่างกัน โดยที่รัฐบาลอันวาร์ อิบราฮิม นั้นเชียร์จีนอย่างออกนอกหน้า (ส่วน 'นายกฯ ยัสซิน' นั้นแอนตี้จีนอย่างออกนอกหน้าเช่นกัน) จึงเป็นเหตุอันควรที่จะต้องกระชับมิตรให้แนบแน่น

โปรดทราบว่า เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีกรณีพิพาทกับจีนเรื่องน่านน้ำทะเลจีนใต้ โดยที่เวียดนามก็อาจจะเอียงไปทางสหรัฐฯ ได้ทุกเมื่อ ส่วนฟิลิปปินส์พร้อมที่จะช่วยสหรัฐฯ ตั้งฐานทัพแล้ว มาเลเซียนั้นไมน่าห่วงนัก แต่อินโดนีเซียก็มีข้อตกลงด้านความมั่นคงกับออสเตรเลีย

ส่วนไทยไม่มีอะไรพิพาทแบบนี้ จีนจึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสานความสัมพันธ์เหมือนกับประเทศข้างต้น เพราะจีนจำเป็นต้องมั่นใจว่าประเทศพวกนี้ "จะไม่แทงข้างหลัง" ในระหว่างที่ความสัมพันธ์ยังไม่นิ่ง หรือ "มั่นคง" เหมือนกับไทย

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo by Farhan ABDULLAH / MALAYSIA'S DEPARTMENT OF INFORMATION / AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...