โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค้าปลีกโตต่ำจี้รัฐปลุก ‘ท่องเที่ยว’ ดันชอปปิงยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 21 เม.ย. 2568 เวลา 20.12 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2568 เวลา 22.50 น.

แนะรัฐเร่งฟื้นท่องเที่ยว เสนอโปรเจกต์ “Instant tax refund” ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้นักท่องเที่ยวช้อป 3,000 บาทขึ้นไป หนุนภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เขตปลอดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์ หวังเม็ดเงินสะพัดระดับแสนล้าน ดันไทยชอปปิงพาราไดซ์

ภาคค้าปลีกไทย หนึ่งในเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทยที่มีมูลค่า 4 ล้านล้านบาท มีขนาดใหญ่สัดส่วน 16% ของจีดีพีประเทศ และมีผลเกี่ยวเนื่องกับภาคการผลิต ภาคการบริโภค และภาคแรงงาน

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาพรวมค้าปลีกไทยในครึ่งปีหลัง 2568 มีปัจจัยที่ต้องติดตามทั้ง สงครามการค้า โดยสหรัฐเตรียมปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 36% มีผลต่อภาคการส่งออก ซึ่งประเมินว่าอาจได้รับผลกระทบสูงถึง 7-8 แสนล้านบาท ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนมีผลทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศจีนเกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย ต้องส่งออกในภูมิภาคอาเซียนและไทย กระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย 3.3 ล้านราย ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ทำให้กำลังซื้อในประเทศหดตัวลง

“หากปัจจัยลบทุกอย่างไม่สามารถคลี่คลายได้ ประสบปัญหาต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น จากค่าแรง โลจิสติกส์ ค่าพลังงาน สาธารณูปโภค ตลอดจนนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มหลักลดลง ส่งผลค้าปลีกไทยมูลค่า 4 ล้านล้านบาทได้รับแรงสั่นสะเทือนจากพายุหมุนเศรษฐกิจ”

ทำให้ปี 2568 อาจขยายตัวเพียง 3.4% เท่านั้น หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 1.36 แสนล้านบาท จากที่ผ่านมาขยายตัวเฉลี่ย 5% ส่วนปี 2567 ขยายตัว 5.9%

ชูชอปปิงพาราไดซ์ดันเม็ดเงินสะพัดแสนล้าน

สำหรับมาตรการที่อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการในภาวะที่มีความไม่แน่นอนหลายด้าน คือ กระตุ้นค้าปลีกโดยอัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาคท่องเที่ยวของไทย ด้วยการทำมาตรการทางภาษีให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น Instant tax refund คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้นักท่องเที่ยวทันที ที่มียอดซื้อสินค้าตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ต่อ 1 วันในร้านค้าเดียว เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งควรดำเนินการผ่านร้านค้าทั่วประเทศ

“มาตรการนี้คล้ายกับประเทศญี่ปุ่น เมื่อนักท่องเที่ยวซื้อสินค้าในร้านเดียวกันและวันเดียวกัน มูลค่าเกิน 5,000 เยนขึ้นไป จะสามารถขอคืนภาษีได้ทันทีที่ร้าน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีเม็ดเงินนำใช้ชอปปิ้งได้ต่อไป สำหรับไทยเมื่อนักท่องเที่ยวมาไทย ต้องไปซื้อสินค้าในร้านค้าที่มีสัญลักษณ์สามารถขอคืนภาษีได้ และต้องซื้อสินค้าจากร้านค้าแห่งเดียวกันในแต่ละวันมากกว่า 2,000 บาท และเก็บใบเสร็จไว้ หลังจากนั้นจึงนำใบเสร็จมายื่นที่ เคาน์เตอร์ศุลกากร ที่สนามบินเท่านั้นเพื่อได้รับเงินคืน”

ต่อมา มาตรการทำเขตปลอดภาษีสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ ในกลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง น้ำหอม ด้วยการเริ่มทำแซนด์บ็อกซ์ เป็นเขตปลอดภาษี ในพื้นที่ภูเก็ต ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย พร้อมกันนี้ควรนำร่องลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากสหรัฐในภูเก็ต เพื่อร่วมกระตุ้นความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ พร้อมเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค ทั้งหมดจะร่วมผลักดันให้ประเทศเข้าสู่การเป็นเมืองสวรรค์แห่งการชอปปิ้ง (ชอปปิ้ง พาราไดซ์) และก้าวสู่ศูนย์กลางชอปปิ้งในภูมิภาค

จากการประเมินเบื้องต้น หากภาครัฐขับเคลื่อน มาตรการ Instant tax refund ลดภาษีทันที ณ จุดขาย ได้สำเร็จ จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่าหมื่นล้านบาท ส่วนมาตรการภูเก็ต เขตปลอดภาษี จะร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหลายหมื่นล้านบาทจนถึงแสนล้านบาท

เตรียมหารือมาตรการภาษี

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มีแผนเข้าไปหารือมาตรการทางภาษีกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวทั้ง กระทรวงการคลัง ในเรื่องภาษี คาดเข้าไปหารือได้ในช่วงไตรมาส 2-3 ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ได้หารือกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรมมาแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

สำหรับแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการค้าปลีกไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการควรติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด การมุ่งใช้เทคโนโลยีมาร่วมยกระดับประสบการณ์การชอปปิงแบบไร้รอยต่อ (Convergence Commerce as the New Standard) ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ ร่วมมือร้านค้ารายใหญ่และรายย่อยสร้างระบบนิเวศส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีให้แก่ลูกค้า พร้อมนำระบบเทคโนโลยี เอไอ (AI Personalization Engine) วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าแบบรายบุคคล และการใช้เอไอ ร่วมวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้บริหารจัดการสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการมุ่งค้าปลีกสีเขียว (Sustainable retail) ตามแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว หาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มนำมาจำหน่าย เป็นสินค้าคุณภาพ ผสมด้วยการบริการที่ดี ปรับรูปแบบการทำธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีมาเสริม เพราะหากขายเพียงสินค้าราคาถูก จะมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่สามารถแข่งขายสินค้าได้เหมือนกันหมด”

หวังรัฐคุมสินค้านำเข้าเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรก

แนวทางป้องกันสินค้าราคาถูกและไม่มีคุณภาพเข้ามาในประเทศ ควรมุ่งตรวจสอบสินค้านำเข้าแบบ 100% แทนการสุ่มตรวจ และใช้เทคโนโลยีที่แม่นยำ มีมาตรการเชิงรุกปราบปรามนอมินีที่สวมสิทธิ์คนไทย ตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ เช่น ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และโรงแรมศูนย์เหรียญ เพื่อป้องกันเม็ดเงินรั่วไหลไปต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและค้าปลีกของไทยมากขึ้น รวมถึงการป้องกันการสวมสิทธิ์ผลิตสินค้าที่ใช้ไทย เป็นฐานส่งออกไปสหรัฐ (Re-Export) เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้ไทยเกินดุลการค้าจากสหรัฐ

ขณะเดียวกัน ควรมีมาตรการรุกกลับทั้งปรับปรุงกฎหมายที่มีข้อจำกัดและไม่ครอบคลุมกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการขายสินค้าออนไลน์ที่ไม่มีมาตรฐาน และมีราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาขายในแพลตฟอร์มต่างๆ ด้วยการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% กับสินค้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก จากเดิมหากไม่เกิน 1,500 บาทได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งควรออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ถาวร พร้อมกันนี้ ภาครัฐ ควรทำระบบเชื่อมต่อข้อมูลอัตโนมัติของ สำนักงานมาตรฐานผลิตอุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการดูแลและตรวจสอบสินค้า

“สินค้าจากจีนที่เข้ามาในไทยจำนวนมาก คาดเป็นกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แอคเซสซอรี่ เครื่องหนัง รวมถึงธุรกิจร้านอาหารที่เริ่มมีมากขึ้นแล้ว”

อีกแนวทางที่อยากให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดคือ การส่งเสริมสินค้าจากไทยในกลุ่มแบรนด์ไทย หรือ สินค้าเมดอินไทยแลนด์ จากผู้ผลิตไทยโดยตรง เพื่อร่วมกระตุ้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...