ผนึก ‘ผีเขื่อน’ ด้วย ‘ผีบ้านผีเมือง’ : เมื่อเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกชุบชีวิต สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นที่พึ่งสุดท้าย
แก่งเสือเต้น อุทยานแห่งชาติแม่ยม
1
“คุณไม่เชื่อไม่เป็นไร คุณอย่าโดนกับตัวก็แล้วกัน” หนานกั่นเอ่ยใต้เงาสลัว แสงจันทร์เล็ดลอดผ่านหลังคาโบสถ์วัดดอนชัยเผยให้เห็นรอยยิ้มกริ่มหลังคำพูดนั้น
ไม่บ่อยนักที่ฉันจะมีบทสนทนาในวัดกลางดึกดื่น แต่วันนั้นวัดเนืองแน่นไปด้วยผู้คน อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหาร และก้องกังวานไปด้วยเสียงแคนที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ หนานกั่นและชาวบ้านจำนวนมากรวมตัวกันที่วัดดอนชัย ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ เนื่องในโอกาส 35 ปีแห่งการต่อต้านเขื่อนแก่งเสือเต้น[1] เขื่อนที่อาจเปลี่ยนชีวิตพี่น้องสะเอียบไปตลอดกาล
นี่ไม่ใช่การคืนสู่เหย้าธรรมดา
ฤดูฝนปี 2567 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่น้ำท่วมสุโขทัยเมื่อเดือนสิงหาคมว่าอาจถึงเวลารื้อฟื้นเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้นมาคุยกันใหม่ – ขณะนั้นเองที่ ‘ผี’ โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้ง
ผลลัพธ์คือพริกเกลือและกองไฟ ไม่กี่วันหลังจากภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ ชาวสะเอียบตั้งโลงศพที่ใส่หุ่นฟางและภาพของนักการเมืองสามรายที่เพิ่งปลุกผีโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น[2]ไว้ที่วัดสามวันสามคืน จากนั้นแห่โลงศพจากวัดไปประกอบพิธีฌาปนกิจศพจำลองที่ ‘ศาลเจ้าพ่อหอแดง’ เผาพริกเผาเกลือเพื่อสาปแช่งผู้ที่หวังก่อสร้างเขื่อน
ที่มาภาพ: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่
“พริกแห้งเป็นของร้อนของเผ็ด พอเผากับเกลือก็ทำให้คนที่โดนสาปแช่งกระวนกระวาย นอนไม่หลับ และกระสับกระส่าย เหมือนมีเทวดารอมารับออกจากร่าง” หนานกั่นว่า เขาคือผู้ลงมือจุดไฟเผาพริกเกลือโลงศพ ที่จริงแล้วเขาเป็นสัปเหร่อประจำหมู่บ้านสะเอียบด้วย
หนานกั่นเผชิญกับโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นมาครึ่งชีวิต คำว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นแล่นเข้าสู่โสตประสาทครั้งแรกเมื่อเขาอายุเพียงหลักสิบ หนานกั่นจึงมีโอกาสร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนกับคนรุ่นปู่ย่าตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น
หนานกั่น
“การเผาสาปแช่งคือความเชื่อของที่นี่ พวกเราสืบทอดความเชื่อเรื่องผีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่ว่าจะการบนบานศาลกล่าว การฝากฝังผี ผีในที่นี้คือผีเจ้าที่ ผีเจ้านาย และผีบ้านผีเมืองที่คอยปกปักรักษา พูดเป็นภาษากลางคือเป็นบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว”
โลงศพที่ใช้สำหรับสาปแช่งเป็นโลงศพจริงที่ได้จากการเปิดรับบริจาค ส่วนเมรุก็เป็นเมรุเฉพาะกิจชั่วคราวที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้นโดยเฉพาะ ที่พิเศษยิ่งกว่าคือการสาปแช่งไม่ได้ใช้แค่พริกกับเกลือ แต่ใช้ปัสสาวะของแม่หม้ายร่วมด้วย เนื่องจากมีความเชื่อว่าเวลาแม่หม้ายสาปแช่งอะไรก็จะเป็นไปเช่นนั้น ทั้งยังเชื่อว่ามีความขลังและศักดิ์สิทธิ์กว่าปัสสาวะของคนธรรมดา
“เอาปัสสาวะมาจากไหน” ฉันถาม หนานกั่นตอบกลับพลางหัวเราะว่าก็ขอจากแม่อุ้ย (ยาย) ที่เป็นแม่หม้ายในหมู่บ้านสะเอียบนี่แหละ
“เราเผาหุ่นฟางพร้อมโลง เผาเสร็จก็เก็บเศษฟางที่กลายเป็นขี้เถ้าเพื่อเอามาใส่ในหม้อดิน โดยเอาผ้าแดงที่เขียนยันต์และคาถาด้วยตัวหนังสือล้านนาใส่หม้อไปด้วย การเอาขี้เถ้าใส่หม้อหมายถึงการจับวิญญาณไม่ให้ไปผุดไปเกิด เราทำเพื่อไม่ให้มีนักการเมืองอย่างนี้อีก” หนานกั่นบอก
การเผาพริกเกลือสาปแช่งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2567 แต่ชาวสะเอียบประกอบพิธีเผาพริกเกลือนักการเมืองที่สนับสนุนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นมานักต่อนัก เช่น เมื่อปี 2551 ชาวบ้านเผาพริกเกลือหุ่นฟางจำลองของสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี หรือในปี 2556 ชาวบ้านเผาพริกเกลือหุ่นฟางจำลองของบรรหาร ศิลปอาชา อดีตประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี
ชาวสะเอียบรู้ดีว่าไสยศาสตร์และความเชื่อไม่ใช่ทางรอดเดียวของหมู่บ้าน แต่หนานกั่นยืนยันว่านี่คือการต่อสู้เชิงจิตวิญญาณ แม้สิ่งเหล่านี้จะมองด้วยตาไม่เห็น แต่ก็เป็น “ความอุ่นใจ” และ “เป็นส่วนหนึ่งที่บำรุงจิตใจให้ชาวบ้านมั่นใจในการคัดค้านเขื่อน”
หนานกั่นยืนยันว่าชาวสะเอียบกราบไหว้ผีบ้านผีเมืองเพื่อขอให้ปกป้องหมู่บ้านจากเขื่อนมาตลอด 35 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าชาวบ้านจะกราบไหว้ขอพรเช่นนี้ไปตลอด อย่างน้อยๆ ก็จนกว่าจะมีประกาศยุติโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นอย่างเป็นทางการ
“ชาวบ้านก็อยู่ของเขาดีๆ ทำมาหากินกันอยู่ดีๆ เศรษฐกิจสะเอียบก็ดี ป่าไม้ก็พัฒนา” หนานกั่นโพล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบ ก่อนจะเสริมต่อว่า
“พวกผมไม่ได้งมงาย คุณไม่เชื่อไม่เป็นไร คุณอย่าโดนกับตัวก็แล้วกัน คุณลองไปพูดไปท้าทายคนอื่นที่มีของดูสิ ต่อให้ไม่ใช่คนสะเอียบ เขาอาจจะจัดให้คุณ”
สายลมผัดโชยแผ่ว เสียงของแคนยังอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ โมงยามที่ดึกขึ้นทำให้เสียงของผู้คนรอบข้างบางลงบ้าง หนานกั่นเปรยผ่านสายลมถึงผีบ้านผีเมืองให้คอยปกปักรักษาลูกหลานสะเอียบต่อไป
“ขอให้ผีบ้านผีเมืองป้องกันไม่ให้มีคำว่า ‘เขื่อน’ เกิดขึ้นอีก”
2
เมื่อถามคนสะเอียบถึงความเชื่อและการบูชาผีทีไร คำตอบที่ได้มักเกี่ยวข้องกับ ‘ศาลเจ้าพ่อหอแดง’ เสมอ ฉันและเพื่อนช่างภาพตัดสินใจว่าต้องไปเห็นกับตาสักครั้ง
ศาลเจ้าพ่อหอแดงคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน เคียงคู่กับ ‘ขื่อเมือง’ หรือประตูเมืองที่เชื่อกันว่ามีผีคอยอารักขาเพื่อรักษาความสงบของชุมชน สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจและความเชื่อ ทั้งยังเป็นที่เคารพนับถือของชาวสะเอียบ
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด ศาลที่นี่เคลือบสีแดงสมชื่อ ตัวโครงสร้างมีลักษณะคล้ายบ้านไม้ใต้ถุนสูงที่มีบันไดเพียงไม่กี่ขั้น ด้านบนมุงหลังคาด้วยสังกะสีเก่า ด้านนอกสีลอกล่อนตามกาลเวลา ส่วนด้านในเป็นพื้นที่โล่งที่ประดับด้วยผ้าสามสี พวงมาลัย และโต๊ะขนาดเล็กตั้งไว้สำหรับรองรับสิ่งของสักการะ
มีป้ายติดอยู่ข้างศาล ปรากฏตัวอักษรสีจางและข้อความที่ระบุว่า “หอแดงหรือศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็กกับเจ้าแม่นางอ้อมประทับอยู่ ชาวบ้านร่วมกันสร้างหอใหม่ ทาสีแดง จึงเรียกกันว่าหอแดง เชื่อว่าสีแดงหมายถึงอิทธิฤทธิ์มาก”
ชาวบ้านใจดีขับมอเตอร์ไซค์พาฉันมาส่งที่นี่ เขาเล่าให้ฟังว่าการบนบานศาลกล่าวประจำปีตลอดจนกิจกรรมสำคัญต่างๆ ของหมู่บ้านมักจะจัดขึ้นที่ศาลแห่งนี้ ซึ่งสาเหตุที่ต้องเป็นตรงนี้ก็เพื่อความเป็นอยู่และความสงบปลอดภัยของพี่น้องในหมู่บ้าน
ความไม่สงบของหมู่บ้านเล็กคือเขื่อนขนาดใหญ่ ชาวสะเอียบจึงร้องขอและบนบานศาลเจ้าพ่อหอแดงขอให้ปัดเป่าเขื่อนแก่งเสือเต้นออกไป จนกระทั่งการบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการเลี้ยงผีเพื่อคัดค้านเขื่อนกลายเป็นวาระประจำปี
“เราบนบานและขอไม่ให้มีคนมาสร้างเขื่อน ไม่ให้เขามาทำงานบริเวณจุดที่จะก่อสร้าง” ชาวบ้านเล่า โดยสรุปคือการฝากฝังผีบ้านผีเมืองปัดเป่าไม่ให้เกิดการสร้างเขื่อน ส่วนจะสื่อสารและสนทนากับเจ้าพ่ออย่างไร คำตอบเป็นดังนี้
“ขอเจ้าป้อข้อมือเหล็ก ตอนนี้จาวบ้านจะได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขี่ยน ขอบนไว้บ่ฮื้อมีอะหยังเข้ามากล้ำกราย บ่ฮื้อมีคนที่คิดบ่ดีเข้ามา บ่ฮื้อมีเหตุการณ์บ่ดีขึ้น ขอบนบานศาลกล่าวไว้แล้วปีหน้าจะมาเลี้ยง”
3
ฉันเหนื่อยหอบเดินขึ้นผาอิงหมอก ตาจ้องแผ่นหลังของเพื่อนช่างภาพนักวิ่งที่นำลิ่วอยู่ข้างหน้า กลิ่นหอมอ่อนของดิน หมอกจางๆ และต้นไม้น้อยใหญ่รอบข้างพอทำให้ใจชื้นว่าจุดหมายปลายทางคงจะงดงามและคุ้มค่าเหนื่อยทุกวินาที
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
แมกไม้เขียวและทิวเขาตัดขอบฟ้า ยอดต้นไม้เอนไหวตอนสายลมพัดผ่าน ภาพตรงหน้าคือผืนป่าเขียวขจีขนาดยักษ์ในอุทยานแห่งชาติแม่ยม ที่แห่งนี้มีป่าหลากหลาย กล่าวคือป่าสักทอง ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ซึ่งหากมองดีๆ จะเห็นยอดต้นสักทองธรรมชาติสีคล้ำที่โดดเด่นออกมาจากต้นอื่น
ชาวสะเอียบเชื่อว่าจุดนี้คือป่าสักทองผืนใหญ่สุดท้ายของประเทศ ส่วนที่ราบจางๆ ไกลสุดสายตาคือพื้นที่หมู่บ้าน
ภาพความงดงามเหล่านี้อาจหายไปและถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำ
หากโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นสร้างสำเร็จ ผืนป่าหลักหมื่นไร่จะกลายเป็นแผ่นน้ำ บ้านแทบทุกหลังคาเรือนในสะเอียบจะจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ชาวบ้านกว่า 1,000 ครัวเรือนต้องโยกย้ายที่อยู่อาศัยแล้ว พวกเขายังต้องสูญเสียที่ดินทำกิน สูญเสียโรงงานสุราพื้นบ้าน ตลอดจนสูญเสียวิถีชีวิตวัฒนธรรมของบรรพบุรุษที่ตั้งรกรากมายาวนาน
เดิมทีโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกก-อิง-ยม-น่าน ที่หวังจะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ จนกระทั่งในปี 2532 รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มอบหมายให้กรมชลประทานไปศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) จากการสร้างเขื่อน ต่อมาปี 2539 รัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชาลงมติอนุมัติให้ออกแบบและก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น นำมาสู่การชุมนุมคัดค้านเขื่อนจน ครม. มีมติชะลอโครงการ
แต่ ‘ผี’ เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่เคยหายไป โครงการเขื่อนถูกพูดถึงอีกครั้งในปี 2551 โดยสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีที่ประกาศสนับสนุนสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นในวันสิ่งแวดล้อมโลก (ย้อนแย้งชะมัด?)
เขื่อนแก่งเสือเต้นถูกพูดถึงอีกครั้งในปี 2555 โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่อนุมัติให้หยิบโครงการแก่งเสือเต้นมาศึกษาวิเคราะห์ใหม่ แต่ก็หยุดชะงักเพราะถูกรัฐประหาร จนล่าสุดปี 2567 ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ประกาศฟื้นโครงการอย่างที่เล่าไปก่อนหน้า
อาคารหัวงานเขื่อนยังไม่ถูกสร้างในปัจจุบัน แต่อนาคต ‘ผี’ ตนนี้จะถูกปลุกขึ้นอีกหรือไม่ แล้วจะถูกปลุกขึ้นอีกเมื่อไหร่ นั่นคือคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้
แผ่นที่สองคือแผนที่แสดงขอบเขตโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น บริเวณสีส้มคือ ‘จุดน้ำท่วม’ หากเขื่อนแก่งเสือเต้นสร้างสำเร็จ
4
“ต้นไม้ทุกต้นมีเทพหรอคะ” ฉันถาม
“มีครับ” ชาวสะเอียบหลายคนในพิธีบวชป่าประสานเสียงตอบ ก่อนอธิบายเสริมว่า “ทุกต้นมีเทพเทวดาหรือนางไม้อยู่ในนั้น”
จุดหมายถัดมาคือการร่วมพิธี ‘บวชป่า’ พิธีศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนสะเอียบที่ทำกันมาตลอดตั้งแต่โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกประกาศ การบวชป่าคือการนำจีวรไปพันรอบต้นไม้ อีกนัยหนึ่งคือแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และกุศโลบายเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้ถูกตัดทำลายจากการสร้างเขื่อน
เป็นเหตุให้มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ที่ห่มด้วยจีวรสีเหลือง บางต้นห่มจีวรสีหม่นอันมีร่องรอยของกาลเวลา บางต้นห่มจีวรสีสดใสอันบ่งบอกว่าพึ่งผ่านการบวชมาหมาดๆ สีเขียวขจีของต้นไม้ขับให้สีส้มของจีวรโดดเด่นและสวยงามกว่าเดิม
พระสงฆ์เป็นผู้ประกอบพิธีบวชป่า ทันทีที่เสียงบทสวดของพระสิ้นสุด ชาวสะเอียบและประชาชนที่มาร่วมพิธีต่างลุกหยิบจีวรและนำไปห่มรอบต้นไม้ นั่นหมายความว่าต้นไม้บวชแล้ว ไม่มีใครควรทำลายนักบวชของศาสนา
“ที่ ‘บวช’ นี่ไม่ใช่การอุปโลกน์ให้ต้นไม้เป็นพระ แต่มันคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าต้นไม้ต้นนี้ทำวัตรแล้ว ไม่สามารถทำลายได้ เราบวชเพื่อให้ต้นไม้ถูกมองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่โดนตัดทิ้ง” พระปิยวัฒน์ ปิยภาณี พระลูกวัดวัดดอนชัยบอกกับฉัน
“นี่คือความเชื่อรูปแบบหนึ่งนะ ถ้าเห็นว่าต้นไม้ต้นไหนผูกด้วยผ้าเหลืองแล้วก็จะเกิดสัญญากันว่าจะไม่ทำลายต้นไม้ต้นนี้ เราต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อปกป้องป่าในเชิงศาสนาด้วย” พระว่า
พระปิยวัฒน์เป็นชาวสะเอียบโดยกำเนิด บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 13 ขวบ ผ่านการประกอบพิธีบวชป่ามาชนิดที่อธิบายว่า “นับไม่ถ้วน” แน่นอนว่าพระปิยวัฒน์คือหนึ่งในห้าพระสงฆ์ที่ร่วมประกอบพิธีบวชป่าในวันนี้
ปัจจุบันพระปิยวัฒน์อายุ 24 ปี ฝันร้ายเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้นจึงเริ่มต้นตั้งแต่เขายังไม่เกิดด้วยซ้ำ พระจึงไม่เพียงคัดค้านเขื่อนผ่านการประกอบพิธีบวชป่า แต่ร่วมคัดค้านเขื่อนผ่านกิจกรรมอื่นของชุมชนด้วย รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมเผาพริกเกลือหุ่นฟางของนักการเมือง
“อาตมาไม่ได้ร่วมสวดสาปแช่งในพิธีเผาหุ่นฟางนักการเมืองเพราะเป็นการอาฆาตพยาบาท แต่อาตมาไปร่วมกิจกรรมและเดินขบวนเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านเขื่อน ส่วนชาวบ้านจะคิดเห็นอย่างไรอาตมาไม่ล่วงเกิน มันไม่ใช่กิจของสงฆ์”
พระปิยวัฒน์เห็นว่าวัดและศาสนาไม่สามารถแยกออกจากชาวบ้านและชุมชนได้ ขณะเดียวกันศาสนาเป็นฝ่ายที่ต้องเข้าหาชาวบ้านเพื่อยึดโยงความเชื่อและความคิดของชาวบ้านเข้าด้วยกัน หรือก็คือเป็นฝ่ายสร้างความสามัคคีในการต่อสู้คัดค้านเขื่อนด้วยหลักการทางศาสนา
“ความเชื่อนี่แหละที่ขับเคลื่อนมนุษย์” พระปิยวัฒน์พูดเสียงเรียบ ฉันเห็นด้วย
พระปิยวัฒน์ ปิยภาณี
ชาวบ้านสะเอียบหลายคนเติบโตมาพร้อมกับป่าผืนนี้ ลุงน้อยหมานคือหนึ่งในนั้น แกคือคุณลุงวัย 70 ที่สวมหลายหมวก หมวกใบแรกคือนักการภารโรงประจำโรงเรียนวัดดอนชัย หมวกถัดมาคือมัคนายกของวัด ส่วนหมวกสุดท้ายคือผู้ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญ
“ถ้าเขื่อนมา เทพในต้นไม้คงไปอยู่ในกองทุนของพวกเศรษฐี หนูดูสิ นี่แหน่ะต้นไม้สวยๆ” ลุงน้อยหมานชี้มือชี้ไม้ให้ฉันดูต้นไม้สูงใหญ่ยืนตระหง่าน
“เทวดาคงจะเดือดร้อนและไม่มีที่อยู่ ไม่มีใครกราบไหว้ให้อาหาร” ลุงน้อยหมานกล่าวพลางหัวเราะร่วน ก่อนจะพูดต่อว่า “สาธุ๊ อย่าทำเขื่อนเลย ไม่อย่างนั้นต้นไม้คงโดดตัดหมด”
ลุงน้อยหมาน
สำหรับลุงน้อยหมาน ผืนป่าแห่งนี้มีจิตวิญญาณและเจ้าป่าเจ้าเขา ซึ่งเขามองว่าการที่ชาวสะเอียบใช้ความเชื่อต่อสู้กับเขื่อนไม่ใช่เรื่องเสียหายและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เป็นเพียงการต่อสู้เชิงจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับการต่อสู้ในทางโลกเท่านั้น – อะไรก็ได้ขอแค่เป็นสิ่งที่ดีกับชุมชน ลุงแกว่าอย่างนั้น
ลุงน้อยหมานเป็นคนสุนทรี คุยกันอยู่ดีๆ แกก็ถามว่าฉันรู้จัก ‘เพลงซอ’ หรือก็คือการร้องเพลงพื้นบ้านของภาคเหนือหรือไม่ ยังไม่ทันต่อบทสนทนา จู่ๆ ลุงน้อยหมานก็ร้องเพลงขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เฮามีป่าไม้ต้นไม้สีเขียว มีน้ำไหลให้ไถนาปลูกข้าว ผลผลิตจะเข้ากันเป็นสุรา♪” น่าเสียดายที่ตัวอักษรไม่สามารถส่งต่อลูกเอื้อนของลุงน้อยหมานได้ ลุงน้อยหมานยืนยันว่าหากเขื่อนมา นอกจากชาวบ้านจะต้องแยกย้ายกระจัดกระจายไร้ที่อยู่ เพลงพวกนี้ก็คงจะหมดความหมายลงเหมือนกัน
เฉกเช่นเดียวกันกับจิตวิญญาณของคนสะเอียบ
5
ในวันที่ฉันพบกับณัฐปคัลภ์ ศรีคำภาประธานคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นและนายก อบต.สะเอียบ เขาบอกกับฉันว่า “ผมไม่ใช่นายกฯ” เพราะขณะนั้นเขากำลังเคลื่อนไหวในฐานะประธานฯ
เส้นทางการต่อสู้คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นผ่านมาแล้วกว่า 35 ปี ศึกครั้งนี้ถือเป็นศึกที่ “ไม่ชนะและไม่แพ้” สำหรับเขา
“หากเขื่อนแก่งเสือเต้นสร้างสำเร็จ เราจะต้องโยกย้ายและพลัดถิ่น พี่น้องจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของเราจะดีเลวขึ้นอย่างไร พื้นที่หมู่บ้านอาจถูกบังคับเวียนคืน ถ้าไม่ย้ายออกน้ำก็จะท่วม ซึ่งการย้ายออกไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นแน่นอน”
“พวกเราศึกษาผลกระทบจากหลายเขื่อนที่ถูกสร้างขึ้น เช่น เขื่อนราษีไศลที่รัฐสร้างแล้วอพยพคนออกโดยบอกว่าจะให้เงินชดเชยเท่านั้นเท่านี้ แต่จนตอนนี้การแก้ปัญหาก็ยังไม่จบไม่สิ้น” ประธานฯ เล่า เขาไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถหาพื้นที่ใหม่ที่ดีและเหมาะสมเทียบเท่ากับตำบลสะเอียบได้
อีกผลกระทบหนึ่งคือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ณัฐปคัลภ์เล่าว่าสะเอียบเป็นหมู่บ้านที่โดดเด่นเรื่องสุราพื้นบ้านมาก สร้างรายได้ให้ชาวบ้านและขายดีจนเสียภาษีให้กับรัฐปีหนึ่งประมาณ 400-500 ล้านบาท ซึ่งหากเขื่อนแก่งเสือเต้นสร้างสำเร็จ ทั้งโรงงานผลิตและวัตถุดิบสำหรับหมักเหล้าก็จะหายไป สร้างผลกระทบต่อทั้งปากท้องคนในพื้นที่และรายได้ของรัฐ
“อยากให้รัฐบาลฟังเราบ้าง อย่าเอาแต่นั่งในห้องแอร์และพูดถึงโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นจนทำให้เราเสียสุขภาพจิต” ณัฐปคัลภ์ว่า
โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกขุดกลับมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ฉันอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าเบื้องหลังโครงการเมกะโปรเจ็กต์นี้มีนัยสำคัญใดซ่อนอยู่หรือไม่ ประธานฯ ตอบทันทีว่าการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นอาจเกี่ยวข้องกับ ‘ผลประโยชน์’ ของผู้มีอำนาจ
“ป่าสักทองมีมูลค่าหลายหมื่นล้าน รัฐบาลอาจได้ประโยชน์จากค่าสัมปทานไม้สักและการประมูล พูดง่ายๆ คือรัฐจะได้เงินจากป่าสักทอง นี่คือความคิดที่ไม่เห็นหัวของพวกเราเลย”
สิ่งที่ณัฐปคัลภ์และชาวสะเอียบต้องการคือการยกเลิกมติ ครม. ว่าด้วยการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นอย่างเป็นทางการ กล่าวคือให้ ครม. ชุดปัจจุบันลงมติให้ยกเลิกโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นจากสารบบการบริหารจัดการน้ำ
“โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีซึ่งอันตรายมาก ในทุกหนังสือที่เราร้องเรียนหรือขอความเห็นชอบผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลจะมีข้อเรียกร้องนี้เป็นอันดับแรกเสมอ”
นอกจากนี้ ชาวสะเอียบยังเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟัง ‘สะเอียบโมเดล’ ซึ่งเป็นข้อเสนอเพื่อบริหารจัดการน้ำในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง โมเดลนี้คือการเก็บน้ำแบบหลุมขนมครก กล่าวคือสร้างอ่างขนาดเล็กหลายจุดสำหรับกักเก็บน้ำเพื่อแก้ไขทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำขาดแคลน
“สะเอียบโมเดลไม่ใช่แค่โมเดลบริหารจัดการน้ำอย่างเดียว แต่รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ ศาสนา วัฒนธรรม และอนุรักษ์ทรัพยากรด้วย นี่คือหัวใจหลักของสะเอียบโมเดล อย่างเศรษฐกิจคือการทำสุราชุมชนที่สร้างรายได้ให้รัฐ ศาสนาคือเรานับถือและพึ่งพาพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง วัฒนธรรมประเพณีเราก็สืบสาน ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเราก็พาทุกท่านไปดูว่าป่าสักทองมีจริงหรือไม่ พาไปพิสูจน์ว่าป่าของเราหัวโล้นจริงหรือเปล่า”
“ส่วนการจัดการน้ำคือการกักเก็บน้ำแบบหลุมขนมครก เราก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กหลายแห่งเพื่อกักเก็บน้ำในชุมชน ให้คนในชุมชนใช้เพื่ออุปโภคบริโภค รวมถึงใช้เพื่อการเกษตร” ณัฐปคัลภ์อธิบาย
‘ใจแคบ’ และ ‘ไม่เสียสละ’ กลายเป็นวาทกรรมที่ชาวสะเอียบต้องเผชิญในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับประธานแล้ว ชาวสะเอียบไม่ได้ใจแคบ ผู้มีอำนาจบางคนต่างหากที่ใจแคบและไม่เปิดใจให้กว้างเพื่อเข้ามาศึกษา ‘สะเอียบโมเดล’ ซึ่งเป็นทางออกการจัดการน้ำที่ประชาชนสะเอียบมีส่วนร่วมและนำเสนอ
“ถ้าเราเสียสละชุมชนแล้วไปได้ดี ประชาชนมีที่อยู่ที่กินสุขสบาย นั่นคือเราเสียสละได้ แต่ถ้าเสียสละแล้วให้ไปดักดานหมักหมมกับที่แห่งใหม่ซึ่งสภาพไม่เหมือนเดิม คำถามคือพี่น้องประชาชนจะอยู่รอดหรือไม่”
ณัฐปคัลภ์ ศรีคำภา
“แล้วทำไมต้องใช้ความเชื่อต่อสู้ด้วย” ฉันถามประธานฯ ในเมื่อมีการเรียกร้องโดยตรงต่อรัฐบาลหลายสมัย ไหนจะสื่อสารถึงสาธารณชนถึงข้อกังวลมิติต่างๆ
เขาตอบเพียงว่า “เราไม่มีทางออกอื่น พูดไปเขาก็ดื้อดึง เราไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”
ณัฐปคัลภ์คือทายาทของนักต่อสู้ และยืนยันจะสู้ต่อไปแม้ปัจจุบันจะอายุเกินเลขหกแล้วก็ตาม เขาบอกว่า “ประธานจะสู้ต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แม้แต่ปู่ของประธานก็สู้ ปู่เคยบอกว่าถ้าอยากได้เขื่อนแก่งเสือเต้นก็เอาระเบิดมาทิ้งที่สะเอียบแล้วข้ามศพกูไป”
‘ข้ามศพกูไปก่อน’ ชาวสะเอียบหลายคนลั่นวาจา
ฉันเข้าใจดี ไม่มีใครอยากโดนบังคับให้โยกย้ายออกจากบ้านเกิดหรอก ว่าไหม?
6
ปลายปีที่สะเอียบอากาศค่อนข้างเย็น หมอกคลุ้งลงเคล้าตั้งแต่ช่วงดึก ก่อนจะหนาทึบปกคลุมแทบทุกสรรพสิ่งในช่วงเช้าตรู่ มันมองอะไรแทบไม่เห็น ฉันตื่นมาเพื่อพบว่าหมู่บ้านที่เคยมองเห็นเด่นชัดกลับกลายเป็นเงาขมุกขมัวไปแล้ว
ฉันต้องเดินทางออกจากสะเอียบตั้งแต่อาทิตย์ยังไม่ขึ้น รถตู้จึงต้องขับอย่างระมัดระวังเพราะความมืดและความขุ่นมัวของอากาศบดบังทัศนวิสัย ท่ามกลางถนนหนทางที่แทบจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับไอหมอก
อันตราย – นี่คือความรู้สึกของฉัน
อันตราย – คงเป็นความรู้สึกของชาวสะเอียบไม่ต่างกัน
การต่อสู้คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นจากอดีตสู่อนาคตอาจคล้ายกับการเดินทางบนถนนที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งความไม่แน่นอน เราจะเจออะไรในเบื้องหน้า อนาคตของการต่อสู้จะเป็นอย่างไร การเดินทางจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ไม่มีความชัดเจน แม้ปัจจุบันจะยังไม่เกิดการดำเนินการใดหลังการให้สัมภาษณ์ของภูมิธรรม แต่คนที่นี่ใช้ชีวิตด้วยความกังวลตลอดว่า ‘ผี’ เขื่อนแก่งเสือเต้นจะถูกผู้มีอำนาจปลุกขึ้นอีกเมื่อไหร่
ก่อนออกจากเขตหมู่บ้านสะเอียบ สายตาฉันเหลือบมองเห็นศาลไม้ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ริมทาง ทันใดนั้นฉันยกมือไหว้ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ฉันเดินทางถึงบ้านปลอดภัยและแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง
คงจะเป็นอย่างที่พระปิยวัฒน์ว่า ท้ายที่สุดมนุษย์ก็ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อจริงๆ
หมายเหตุ: ผลงานชิ้นนี้สัมภาษณ์และลงพื้นเมื่อวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2567
[+]
References ↑1 กิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2567 ↑2 ได้แก่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมตรี, สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข, ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม