“Gen Z ติดจอ” ใช้โซเชียลเกินวันละ 12 ชม. แม้กระทบสุขภาพจิต แต่เลิกไม่ได้
Gen Z ติดโซเชียลมากสุดในทุก Gen โดยใช้เวลากับโซเชียลเฉลี่ยต่อวันกว่า 12 ชั่วโมง โดย Youtube เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้มากสุด ส่วนใหญ่ระบุโซเชียลช่วยให้ไม่ตกเทรนด์ ทำให้เป็นที่ยอมรับ เกิน 50% ระบุใช้โซเชียลเยอะทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่ส่วนใหญ่เลิกใช้ไม่ได้ สภาพัฒน์ ห่วงกระทบสุขภาพจิต โดนกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ เปิดแนวทางแก้ปัญหาของต่างประเทศ
Gen Z เล่นโซเชียล เฉลี่ยวันละ 12 ชั่วโมง
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2567 โดยระบุว่า Generation Z หรือ Gen Z ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดระหว่างผู้ปี 2540 – 2555 (กลุ่มที่มีอายุ 13 - 28 ปี ในปี 2568) เป็นเจเนอเรชันแรกที่เกิดและเติบโตท่ามกลางยุคดิจิทัลที่ได้มีการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ต รวมถึงมีการเกิดขึ้นอย่างหลากหลายของสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้การมีสมาร์ตโฟน กลายเป็นเรื่องปกติ
โดยจากข้อมูลการสำรวจ“การมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน” ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในไตรมาส 3 ของปี 2567 พบว่า
กลุ่ม Gen Z 99.1% มีและใช้มือถือสมาร์ตโฟน และ 99.0% มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงกว่าทุกกลุ่มอายุ อีกทั้งกลุ่ม Gen Z 34% ยังมีการใช้แท็บเล็ตร่วมด้วย โดยอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารประจำวัน การหาความบันเทิงสนุกสนาน รวมทั้งการค้นคว้าข้อมูลและองค์ความรู้ต่าง ๆ
ขณะที่จากการรวบรวมของ Agenda ในปี 2567 พบว่า เนื้อหา (Content) ที่กลุ่ม Gen Z บริโภคผ่านสื่อโซเชียลมีเดียมักเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง การท่องเที่ยว ที่สามารถสร้างรายได้ควบคู่กัน และการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศ
ทั้งนี้ Gen Z ยังใช้โซเชียลมีเดีย ในการติดตามสถานการณ์ทางสังคมต่าง ๆ รวมถึงการสื่อสารที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิต (Lifestyle) แบบคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มที่กลุ่ม Gen Z ใช้งานสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ Youtube (89%) Facebook (88%) Tiktok (78%) Instagram (73%) และ X (48%) ตามลำดับ
สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่พบว่า กลุ่ม Gen Z ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดีย โดยการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวันของคนกลุ่มนี้มากถึง 12 ชั่วโมง 8 นาที ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาพรวมทุกกลุ่มวัยที่อยู่ที่ 11 ชั่วโมง 25 นาที
โซเชียลกระทบสุขภาพจิต แต่ส่วนใหญ่เลิกใช้ไม่ได้
การใช้โซเชียลมีเดียของกลุ่มGen Z สามารถส่งผลกระทบหลายด้าน โดยรายงาน Digital Insights Thailand ปี 2567 พบว่า กลุ่ม Gen Z 75% ระบุว่า โซเชียลมีเดียช่วยให้ไม่ตกเทรนด์ใหม่ๆ และ 45% ยอมรับว่า โซเชียลมีเดียช่วยให้มีตัวตนและได้รับการยอมรับมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การอยู่กับสังคมออนไลน์ตลอดเวลา มีแนวโน้มที่จะทำให้กลุ่มGen Z ได้รับผลกระทบทางลบจากโซเชียลมีเดียมากกว่ากลุ่มวัยอื่น โดยกว่า 53% ของกลุ่มนี้ ระบุว่า การใช้โซเชียลมีเดียส่งผลกระทบต่อสุขภาพด้านจิตใจ และ 58% ยังระบุว่า โซเชียลมีเดียสร้างแรงกดดันและเกิดการเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่เมื่อพิจารณาความสามารถในการเลิกใช้โซเชียลมีเดียของตนเอง กลับพบว่า 44% ระบุว่าค่อนข้างยาก และอีก 18% ระบุว่ายากมาก
สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังพบในหลายประเทศ อาทิ ประเทศอังกฤษ พบว่า วัยรุ่นมีแนวโน้มใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่พึ่งพาโซเชียลมีเดียยากมากขึ้น และโซเชียลมีเดียยังส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจิต รวมถึงยังทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและการถูกกลั่นแกล้งทางไซเบอร์
ขณะเดียวกัน การใช้โทรศัพท์มือถือและสื่อประเภทอื่นๆ เป็นระยะเวลานาน ยังทำให้นอนหลับ ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถทางปัญญา ผลการเรียน และความสามารถทางอารมณ์และสังคม นอกจากนี้ การใช้โซเชียลมีเดียยังทำให้วัยรุ่นมีอาการซึมเศร้าและขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่มักเกิด การเปรียบเทียบรูปลักษณ์และเกิดความกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนเอง
ขณะที่ประเทศจีน กลุ่มGen Z เกิดความกดดันทางสังคมจากเปรียบเทียบตนเองกับความสำเร็จของผู้อื่นบนโซเชียลมีเดีย โดยข้อมูลจากรายงาน ของ BMC Psychology ในปี 2567 ระบุว่า การรับชมเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จของคนบนโซเชียลมีเดีย อาทิ การได้รับรางวัลการแข่งขันทางวิชาการ การมีผลการเรียนดี เทคนิคการเรียนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้กลุ่มGen Z วัยเรียนชาวจีนเกิดทัศนคติ“สามารถพัฒนาทักษะหรือประสบความสำเร็จได้จากความพยายาม” แบบไม่รู้ตัว และส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมที่ไม่ยั่งยืนอย่างการเรียนหนักเกินไปจนเกิดภาวะหมดไฟ (Academic Burnout) รวมทั้งเกิดความเครียด ความวิตกกังวล ความผิดหวัง หรือมีความมั่นใจในตนเองต่ำเมื่อไม่สามารถพัฒนาได้เท่ากับคนอื่น
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาของ Jonathan Haidt จากมหาวิทยาลัย New York ในปี 2024 ที่ได้ทำการศึกษาปัญหาการใช้สมาร์ตโฟนและการเข้าถึงโซเชียลมีเดียต่อโรคทางจิตเวชของเด็กGen Z ในสหรัฐอเมริกา พบว่า การใช้สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตส่งผลต่อเด็กGen Z ใน 4 ด้าน คือ
1) การกีดกันการสร้างสังคมในชีวิตจริง
2) การกีดกันช่วงเวลานอนทั้งปริมาณและคุณภาพ
3) การทำให้เสียสมาธิ และ
4) การทำให้เสพติดโซเชียลมีเดีย
ซึ่งผลกระทบทั้ง 4 ด้านเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กมีปัญหาสุขภาพจิต
ต่างประเทศแก้ปัญหา Gen Z ติดจออย่างไร
สถานการณ์ข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาพจิตจากการใช้โซเชียลมีเดียของGen Z เป็นปัญหาที่อาจมีความรุนแรงขึ้นได้ อีกทั้งยังอาจเป็นปัญหาต่อเนื่องไปยังเจเนอเรชันถัดไปเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเช่นกัน ซึ่งภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ และออกมาตรการในการจัดการ อาทิ
1. การจำกัดอายุ โดย ประเทศออสเตรเลีย มีมติผ่านร่างกฎหมาย The Online Safety Amendment (Social Media Minimum Age) Bill 2024 (the Bill) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพจิตและร่างกายของเยาวชนออสเตรเลีย
โดยกำหนดอายุขั้นต่ำในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ไว้ที่ 16 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนอายุ ต่ำกว่า 16 ปี สามารถสร้างบัญชีหรือใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ได้ ทั้ง Facebook Instagram TikTok Snapchat และ X โดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดังกล่าวมีเวลา 12 เดือน ในการพัฒนาระบบจำกัดด้านอายุ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ภายในสิ้นปี 2025
2. การควบคุมเนื้อหา โดย ประเทศอังกฤษ มีกฎหมาย The Online Safety Act 2023 (the Act) ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องดำเนินการป้องกันและจัดการกับเนื้อหา ที่เป็นอันตราย
เช่นเดียวกับ ประเทศสิงคโปร์ ที่มีกฎหมาย Protection from Harassment Act (POHA) ที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหา Doxing และ Cyberbully ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองบุคคลจากการถูกคุกคามและข่มขู่ หรือ ทำให้หวาดกลัวโดยเจตนาด้วยวิธีเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุ ตัวตนได้ ซึ่งได้มีการกำหนดโทษปรับเป็นเงิน 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 100,000 บาท) และ/หรือจำคุก 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้การสะกดรอยตามทั้งในชีวิตจริงและบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นความผิดทางอาญา ขณะที่ผู้เสียหายที่ถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) สามารถขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองเพื่อให้ผู้กระทำละเว้นการกระทำได้
อีกทั้งยังมีมาตรการในการจัดการการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและการใส่ร้าย โดยผู้เสียหายสามารถขอคำสั่งศาลให้ลบเนื้อหาหรือชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องได้ นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีแคมเปญ ที่มุ่งเน้นการให้ความรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ รวมถึงมีคู่มือเกี่ยวกับการรับมือกับ Cyberbullying อย่าง Spot and stop cyberbullying in its tracks ควบคู่ไปด้วย
3. การจำกัดระยะเวลาใช้งาน โดย ประเทศจีน ได้ออกแนวปฏิบัติในการใช้อุปกรณ์พกพาสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งได้กำหนดให้เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
ขณะที่เด็กอายุ 16 - 18 ปี สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันตั้งแต่เวลา 22.00 น. จนถึง 06.00 น. ของอีกวัน ยกเว้นแอปพลิเคชันที่จำเป็น เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ เมื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตไประยะเวลาหนึ่งจะมีการแจ้งเตือนให้พักผ่อนอีกด้วย
4. การเพิ่มความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีร่างกฎหมาย California Age - Appropriate Design Code Act (CAADCA) ที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนที่ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์
โดยกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีต้องออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการของตนให้เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งต้องมีการบังคับปรับปรุงหรือติดตั้งระบบ ความปลอดภัยสำหรับเด็กเป็นค่าเริ่มต้น อาทิ การจำกัดการแชร์ข้อมูลส่วนตัว การห้ามติดตามตำแหน่งของเด็ก โดยไม่ได้รับรับอนุญาต รวมถึงระบบแจ้งเตือนการเลื่อนหน้าจอแบบไม่มีที่สิ้นสุด (Infinite scrolling) ที่เป็นการโหลดเนื้อหาเพิ่มโดยอัตโนมัติ เพื่อลดการติดจอและเสพติดโซเชียลมีเดีย
ไทยควรแก้ปัญหา Gen Z ติดจออย่างไร
ตัวอย่างข้างต้นเป็นแนวทางที่รัฐบาลในต่างประเทศใช้ในการจำกัดการเข้าถึงและป้องกันปัญหา ซึ่งไทยอาจนำมาปรับใช้ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม มาตรการของรัฐเพียงอย่างเดียว อาจดำเนินการได้อย่างจำกัด ซึ่งครอบครัวและสถานศึกษาต้องเข้ามามีบทบาทในการป้องกันและควบคุมเพื่อลดผลเสียของการใช้สมาร์ตโฟน และอินเทอร์เน็ตของกลุ่มเด็กและเยาวชนร่วมกันด้วย
โดยสถาบันครอบครัว ควรเป็นต้นแบบที่ดีในการใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสมเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากพฤติกรรมที่ถูกต้องแก่เด็ก อาทิ การหลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ตโฟนขณะรับประทานอาหารหรือสนทนาภายในครอบครัว การไม่โพสต์ข้อมูลส่วนตัว ของสมาชิกบนโซเชียลมีเดียมากเกินไป
รวมถึงต้องสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกัน โดยเปิดโอกาสให้ลูกพูดคุยแบบเป็นมิตรเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้โซเชียลมีเดีย แทนการตั้งข้อสงสัยหรือตาหนิอย่างรุนแรง ที่อาจทำให้เด็กปิดกั้นและไม่กล้าปรึกษาเมื่อมีปัญหารวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์พร้อมอธิบายเหตุผลที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจถึงผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดีย อาทิ การกำหนดเวลา การไม่พูดกับคนที่ไม่รู้จักบนออนไลน์
นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมกิจกรรมทางกายเพื่อลดการติดโซเชียลมีเดีย สำหรับสถาบันการศึกษา ควรมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับนักเรียนGen Z เพื่อให้สามารถใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัยและ มีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะด้านจริยธรรมในการใช้โซเชียลมีเดีย (Digital Ethics) ในการเคารพสิทธิของผู้อื่น รวมไปถึงการใช้โซเชียลมีเดียที่สร้างสรรค์
ขณะที่ ยังต้องบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการเรียนการสอนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดีย อาทิ การวิเคราะห์ข่าวปลอม หรือการจัดกิจกรรม “วันปลอดโซเชียล” (Social Media Detox Day) เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เวลาอย่างสมดุล