โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คณะองคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์การประชุม บกปภ.ช.

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 08 เม.ย. 2568 เวลา 17.27 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2568 เวลา 10.27 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กทม 8 เม.ย.-องคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พร้อมให้กำลังใจและคำแนะนำในการเตรียมความพร้อมบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนจากสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2568

คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา นายจรัลธาดา กรรณสูต พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำและข้อห่วงใย ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม และมีผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี กล่าวว่า นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อปี 2559 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้คณะองคมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานพระราชกระแส อันมีใจความสำคัญว่า 1. ขอให้ทุกฝ่ายได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อเตรียมรับสถานการณ์อันเกิดจากภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ 2. ขอให้มีการปรับแผนเผชิญเหตุอยู่ตลอดเวลาและสอดรับกับสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศซึ่งเปลี่ยนแปลงไปและไม่เหมือนกันทุกระยะ ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือบำบัดดูแลแก้ไข สถานการณ์จนถึงการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปโดยฉับไว ทันท่วงที ให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด จากทุกภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำท่วม วาตภัย ภัยแล้ง และภัยหนาว ทั้งที่ทั้งนั้น คณะองคมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมทุกปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยการสนับสนุนของกองบัญชาการฯ

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความรุนแรง และความถี่มากขึ้น โดยเฉพาะในห้วงฤดูร้อน หลายพื้นที่ของประเทศมีพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง

ปี 2568 จึงได้มีการกำหนดแนวทางป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งเป็นการล่วงหน้า 3 ด้าน ได้แก่ 1.ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านการพยากรณ์ หน่วยงานทางวิชาการ และหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์นำ ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูร้อนมาอย่างต่อเนื่อง

2.ในระดับพื้นที่ กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเตรียมความพร้อม จัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้งทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และ อปท. และทุกภาคส่วน พร้อมช่วยเหลือประชาชน สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำรวมถึงการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ และ

3.พื้นที่ที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ภัยแล้ง ได้กำชับให้ดำเนินการป้องกันไว้ล่วงหน้า หากเกิดสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ บูรณาการทุกหน่วยงานเข้าแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งการแจกจ่ายส่วนกรณีเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายทั้งด้านการเกษตร ประมงและปศุสัตว์และอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือในรูปแบบการเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว

นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า จากการติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 เม.ย. 2568) พบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และมีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ไปแล้ว 3 จังหวัด 11 อำเภอ 16 ตำบล 96 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา และกาญจนบุรี ซึ่งจากการคาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำต้นทุนในปี 2568 พบว่า มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าในช่วงเดือนเม.ย. 2568 สถานการณ์ภัยแล้งและอากาศร้อนจะรุนแรงน้อยกว่าในปี 2567

ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กอปภ.ช. จะได้นำแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 เป็นหลักการบริหารจัดการ จำแนกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพยากรณ์ กลุ่มบริหารจัดการน้ำ และ กลุ่มปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ

นายภาสกร กล่าวว่า ปภ. ได้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่และระดมทรัพยากรเครื่องจักรกลสาธารณภัย อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องสูบส่งน้ำระยะไกล รถผลิตน้ำดื่ม เครื่องเจาะบ่อบาดาล/บ่อน้ำตื้น รวม 48 รายการ 2,188 หน่วย สนับสนุนการปฏิบัติของจังหวัด และได้ขอรับการสนับสนุนงบกลาง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ด้านการฟื้นฟูและบูรณะแหล่งน้ำเดิม การกักเก็บน้ำ การจัดหาแหล่งน้ำต้นทุน แหล่งน้ำสำรอง การปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำและกำจัดวัชพืช การเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับประปาหมู่บ้าน และการเป่าล้างบ่อบาดาล รวม 427 โครงการ ในพื้นที่ 23 จังหวัด 79 อำเภอ 128 ตำบล

อีกทั้งยังได้ดำเนินโครงการมหาดไทยเติมน้ำ เติมสุข บำบัดทุกข์ คลายแล้ง ปี 2568 โดยดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 – ปัจจุบัน (ข้อมูล 26 มี.ค. 68) สามารถดำเนินการสูบน้ำกักเก็บไว้ในแหล่งน้ำในพื้นที่ 18 จังหวัด ปริมาณน้ำที่สูบได้ 7,383.792 ล้านลูกบาศก์เมตร ประชาชนได้ประโยชน์ 8,720 ครัวเรือน.-319.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...