โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เข้าใจโรคพาร์กินสัน และแนวทางการรักษา | โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Bumrungrad International

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 05.24 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 06.39 น.

เข้าใจโรคพาร์กินสัน จากอาการสู่แนวทางการรักษา

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมองส่วน substantia nigraที่อยู่บริเวณสมองส่วนกลาง(midbrain) โดยเซลล์ประสาทเหล่านี้มีหน้าที่ผลิตสารเคมีสำคัญชื่อว่า "โดพามีน (dopamine)" ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย อารมณ์ และความคิดวิเคราะห์ เมื่อเซลล์ประสาทเหล่านี้เสื่อมลง จะทำให้การผลิตโดพามีนได้ลดลงส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่ออาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหว เช่น อารมณ์และความจำได้อีกด้วย

  • โรคพาร์กินสันเกิดจากสาเหตุใด
  • การรักษาโรคพาร์กินสัน

เนื่องจากโรคพาร์กินสันเกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาท อาการจึงมักแย่ลงเมื่อตัวโรคดำเนินไปเรื่อยๆ โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่ในปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย ซึ่งแพทย์สามารถปรับให้เหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคลเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

โรคพาร์กินสันเกิดจากสาเหตุใด

โรคพาร์กินสันไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เชื่อว่ามีหลายปัจจัยประกอบกันที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน เช่น

  • พันธุกรรม มักเกิดกับผู้ที่มีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย (early onset)
  • สิ่งแวดล้อม อาจเกิดจากการสัมผัสกับสารพิษบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยาฆ่าแมลง สารเคมีบางชนิด

สังเกตอาการของโรคพาร์กินสันได้อย่างไร

อาการของโรคพาร์กินสันแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

  • อาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหว (motor symptoms) เป็นอาการที่สังเกตเห็นได้ และมักเป็นอาการนำที่ทำให้ผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษา เช่น อาการสั่นในขณะพัก (rest tremor) การเคลื่อนไหวช้าลง (bradykinesia) อาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ(rigidity) อาการเดินผิดปกติ(gait disturbance) อาการทรงตัวไม่ดี (postural instability)
  • อาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหว (non-motor symptoms) เป็นอาการที่มองไม่เห็น เช่น การได้กลิ่นลดลง (anosmia) ละเมอรุนแรง( REM sleep behavioral disorders) ท้องผุ อาการกังวล ซึมเศร้า เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือ ปัญหาด้านความคิดความจำ

วินิจฉัยได้อย่างไร

แพทย์จะวินิจฉัยด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย การตรวจเอ็มอาร์ไอสมองเพื่อแยกสาเหตุอื่นๆที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายโรคพาร์กินสันออกไปก่อน ในบางกรณีที่การวินิจฉัยยังไม่ชัดเจนอาจจำเป็นต้องตรวจการทำงานของเซลล์ประสาทที่ใช้สารโดพามีน เช่น dopamine transporter scan (DaTscan) หรือ F-DOPA PET Scan เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม

รักษาได้ด้วยวิธีใดบ้าง

การรักษาโรคพาร์กินสันแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

  • การรักษาด้วยยา เนื่องจากอาการของโรคพาร์กินสันเกิดจากการขาดโดพามีนในสมอง ดังนั้นการรักษาด้วยยาส่วนใหญ่จึงมุ่นเน้นไปที่การทดแทนโดพามีนที่ลดลง ได้แก่ ยาในกลุ่ม Levodopa และยาในกลุ่ม Dopamine agonists เป็นต้น

  • การรักษาด้วยอุปกรณ์ (Device-aided therapies)โดยในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีการตอบสนองต่อยาได้ดี แต่เมื่อรักษามาระยะหนึ่งผู้ป่วยส่วนมากมักมีการตอบสนองต่อยาไม่ดีเหมือนเดิม มีการตอบสนองต่อยาไม่สม่ำเสมอ (motor fluctuation), ยาหมดฤทธิ์ก่อนกำหนด (wearing off) หรือ มีอาการยุกยิก (dyskinesia)จากการทานยา รวมถึงระบบย่อยอาหารที่ทำงานช้าลงทำให้การดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกายได้ช้าลง ส่งผลให้ต้องรอนานกว่าเดิมหลังจากกินยาเพื่อให้อาการดีขึ้น ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นต้องพิจารณาการรักษาด้วยอุปกรณ์ ได้แก่

  • การให้ยาอะโปมอร์ฟีนแบบฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังแบบต่อเนื่อง (continuous apomorphine subcutaneous infusion) เป็นการให้ยาอย่างต่อเนื่องทางชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อให้ระดับโดพามีนสม่ำเสมอ เพื่อลดอาการ ยาหมดฤทธิ์ก่อนกำหนด (wearing off) ข้อดีคือยาสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างต่อเนื่อง ในระยะเริ่มต้นผู้ป่วยต้องมารับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 7-10วันเพื่อปรับขนาดอะโปมอร์ฟีนให้เหมาะสมกับปริมาณยาที่ทานอยู่เดิม

  • การรักษาโดยการฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation - DBS) เป็นการผ่าตัด เพื่อฝังขั้วไฟฟ้าขนาดเล็ก (electrode) เข้าไปในสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว จากนั้นเชื่อมต่อขั้วไฟฟ้าด้วยสายใต้ผิวหนังไปยังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (Impulse Generator Battery – IPG) ที่มีลักษณะคล้ายเครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) โดยแพทย์จะฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าไว้ใต้ผิวหนังใกล้กระดูกไหปลาร้าหรือบริเวณหน้าท้อง การรักษานี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่รักษาด้วยยามาระยะหนึ่งและการตอบสนองต่อยาไม่ดีเหมือนระยะแรก การผังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึกเพื่อลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า แข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ และอาการยุกยิกจากการทานยา ผู้ป่วยจำเป็นต้องไม่มีปัญหาด้านการทรงตัว สมองเสื่อมขั้นรุนแรง หรือภาวะผิดปกติทางอารมณ์ขั้นรุนแรง ซึ่งจำเป็นได้รับวินิจฉัยการตรวจเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ก่อนพิจารณาการรักษาวิธีนี้ศูนย์โรคระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้การดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสันและการเคลื่อนไหวผิดปกติ ด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ที่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและรักษาโรคพาร์กินสัน รวมถึงกลุ่มอาการเคลื่อนไหวผิดปกติอย่างครอบคลุม โดยให้การรักษาแบบเฉพาะบุคคลอย่างเหมาะสมกับอาการในทุกระยะของโรค เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นอย่างยืนยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...