ทะลุมิติเข้ามาในนิยายยุค70 ทั้งทีดันเป็นแค่ตัวประกอบ!
ข้อมูลเบื้องต้น
ภาพปก + อิมเมจตัวละคร By AI
ลู่ฟางเซียนหญิงสาวจากยุคปัจจุบัน เผลอทะลุมิติเข้าไปในนิยายโรแมนติกดราม่าย้อนยุค และได้กลายเป็นตัวละครหญิงอัตตราหนึ่ง ที่แทบไม่มีบทบาทใดๆ กับตัวหลัก หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘ตัวประกอบใช้แล้วทิ้ง!’
แถมยังเป็นตัวประกอบที่โชคร้ายหมายเลขหนึ่ง ที่ถูกนักเขียนเขียนข้ามอย่างไม่ใยดี
ลู่ฟางเซียนแค่ยิ้มเยาะ เธอมีนิ้วทองคำ!!
มีพื้นที่มิติอยู่ในมือ ทั้งอาหารและน้ำไม่ขาด เธอจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความอยู่รอดอีกต่อไป!!
เอ่อ….นายคนนั้นน่ะ? ทำไมมามองฉันแปลกๆ ฉันเป็นแค่ตัวประกอบนะ มองไปทางอื่นเถอะค่ะ!! ฉันไม่ใช่นางเอกโว้ยยย!
ประกาศติดเหรียญตั้งแต่บทที่ 25 เป็นต้นไปค่ะ
บทละ 3 เหรียญ
!!มีตอนอ่านล่วงหน้าที่เว็บ Dek-D สำหรับสายอ่านโหดค่ะ!!
โปรดคอมเม้นอย่างสุภาพ
หากไม่พอใจหรือคิดว่าไม่สนุก เพียงแค่กดออกจากชั้น
ไม่จำเป็นต้องมาระบายบั่นทอนจิตใจผู้แต่ง
ขอบคุณค่ะ
บทที่ 1 ตัวประกอบก็มีหัวใจ (1/2)
ยามเที่ยงวัน แสงแดดร้อนแรงสาดส่องลงมาบนทุ่งนาไร่เขียวขจีของหมู่บ้านชนบท กลิ่นหญ้าสดและดินที่ถูกไถพรวนลอยปะปนในอากาศ เสียงจิ้งหรีดเงียบลงปล่อยให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงใบไม้ที่พัดไหวและเสียงล้อเกวียนบดถนนดิน
กลางทุ่งนา ยุวปัญญาชนที่สวมหมวกฟางปีกกว้าง เสื้อผ้าสีซีดจางแต่สะอาดสะอ้าน กำลังใช้จอบขุดดินอย่างตั้งอกตั้งใจ ข้างๆ มีหญิงชาวบ้านอายุกลางคนที่คอยแนะนำวิธีการพรวนดินและปลูกข้าวอย่างชำนาญ
“จับจอบแน่นๆ หน่อยนะ ขุดให้ลึกกว่านี้อีกนิด!” หญิงชาวบ้านกล่าวพร้อมส่งยิ้มใจดี ยุวปัญญาชนพยักหน้ารับ แม้เหงื่อจะไหลซึมตามกรอบหน้าแต่ในแววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ใต้ร่มไม้ใหญ่ริมคันนา ชายชาวบ้านสองสามคนหยุดพักดื่มน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ เสียงพูดคุยดังแว่วมาเป็นระยะ ในขณะที่อีกฟาก เด็กเล็กกำลังช่วยพ่อแม่ถือกะละมังใส่ต้นกล้าข้าวเตรียมนำไปปลูก
ในท้องทุ่งที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว รั้วไม้ไผ่เล็กๆ บางส่วนมีฟักทองหรือแตงกวาเลื้อยเกี่ยว ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังช่วยกันมัดฟ่อนฟางอย่างขันแข็ง เสียงนกที่โผบินจากยอดไม้กับเสียงน้ำในคันนาที่ไหลเอื่อยสร้างความสดชื่นในยามเที่ยงวันร้อนระอุนี้
ณ บ้านดินหลังเล็ก ผนังปูนขาว หลังคาที่เปื้อนฝุ่นและมีหนังสือพิมพ์เก่าปิดไว้จนแทบมองไม่เห็นตัวอักษรเดิม
หน้าต่างไม้บานหนึ่งกระจกหายไปครึ่งแผ่น ก็ถูกปะไว้ด้วยแผ่นพลาสติกบางๆ พอลมพัดก็ส่งเสียงกระพือดังแกรกๆ
ฟางเซียนกระพริบตา หยุดนิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะพยายามลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
“โอ้ย….”
ร่างนี้ในตอนที่เธอเข้ามาอยู่นั้นกำลังมีไข้อยู่พอดี และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้ ว่าอาการไข้หวัดสามารถทำให้ปวดไปทั้งตัวถึงขนาดเหมือนตายทั้งเป็นขนาดนี้!
ร่างกายเธอถูกห่มด้วยผ้าห่มที่เต็มไปด้วยรอยปะซ่อม ด้านในของผ้าห่มมีสำลีจับตัวเป็นก้อนแข็ง แถมมันไม่ได้ช่วยให้อุ่นเลย…
ถึงแม้เธอจะไม่ได้เกิดในครอบครัวร่ำรวยก็ตาม แต่เธอก็โตมาอย่างคนถูกประคบประหงม ไม่เคยต้องเจอกับสภาพที่ทั้งสกปรกและทรุดโทรมแบบนี้มาก่อนเลย เธอเคยเห็นแค่ในละครโทรทัศน์เท่านั้น
เธอดึงผ้าห่มห่อตัว พลางมองสำรวจรอบๆ ห้องอย่างสิ้นหวัง
ที่แบบนี้… แค่คิดว่าเธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จากนี้ไป ก็รู้สึกปวดหัวจนอยากร้องไห้ ฮืออออ
ทำไมนะหรอ??
.
.
เพราะเธอดันทะลุมิติเข้ามาในนิยายยุค 70 ที่เธอเพิ่งอ่านจบไปเมื่อวานนี้นะซี่!
“… นี่มันอะไรกัน?” ฟางเซียนกระซิบกับตัวเองเบาๆ เธอยังไม่สามารถเชื่อได้ว่าเธอจริงจังอยู่ในโลกที่เคยอ่านแค่ในนิยาย
“นี่ฉันทะลุมิติมาได้ยังไงกัน? เมื่อกี้ยังนั่งอ่านนิยายอยู่เลยนะ!” เธอพูดกับตัวเองเสียงสั่นเล็กน้อย ขณะพยายามเรียบเรียงความคิดให้ดีขึ้น
การทะลุมิติเข้ามาในนิยายอาจไม่ใช่เรื่องแย่ที่สุด แต่มันแย่ตรงที่เธอดันกลายเป็นตัวประกอบที่ตายตั้งแต่สองบทแรก!
สิ่งที่ทำให้เธอจดจำเนื้อหาในนิยายได้อย่างแม่นยำก็เพราะตัวประกอบคนนั้นดันชื่อ "ลู่ฟางเซียน" เหมือนกับเธอเป๊ะๆเลยไงล่ะ
ตอนอ่านเธอแค่คิดว่าน่าเศร้านิดหน่อย ที่ตัวละครตัวนี้ต้องพบกับชีวิตที่ลำบาก แต่ตอนนี้เธอต้องมารับรู้ด้วยตัวเองถึงความลำบากที่ว่า!
ลู่ฟางเซียนรู้สึกขมขื่นในใจอย่างยิ่งยวด ทั้งที่เมื่อวานเธอยังนัดกับเพื่อนไว้อยู่เลย ว่าอีกวันจะไปถ่ายรูปที่ต่างจังหวัด กระเป๋าเดินทางก็จัดเสร็จแล้วด้วย
แต่ก่อนนอนเธอกลับสะดุดล้ม พอตื่นขึ้นมาอีกที เธอก็กลายเป็นลู่ฟางเซียนในนิยาย กลายเป็นตัวละครที่มาสนับสนุนการสร้างชนบทอย่างพวกกลุ่มยุวปัญญาชน!
ตัวละครนี้แทบไม่มีบทอะไรเลย เป็นเพียงตัวประกอบออกมาตอนต้นๆ นอกจากนี้ยังจะเป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยให้นางเอกอย่าง "อันฟางหรู" ได้โอกาสกลับเข้าไปในเมือง ทำให้การบรรยายถึงตัวละครนี้มีแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น
เนื้อหาคร่าวๆ มีอยู่ว่า ลูกชายผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านที่พวกเธอลงมานั้นสนใจเธอ และอยากจะแต่งงานด้วย แต่ลู่ฟางเซียน ตัวประกอบที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามและเหย่อหยิ่งนั้นก็ไม่แม้แต่จะชายตามอง คิดแต่จะรอโอกาสกลับเมืองเท่านั้น
เมื่อลูกชายผู้ใหญ่บ้านไม่สามารถเกี้ยวพาราสีเธอด้วยความนุ่มนวลได้ ก็หันไปหาอันฟางหรูที่สนิทกับเธอที่สุดในตอนนั้น เพื่อขอความร่วมมือจัดการเธอ และนางรองเองนั้น เพื่อให้ได้โอกาสกลับเข้าไปในเมือง อันฟางหรูก็ร่วมมือกันกับลูกชายผู้ใหญ่บ้านอย่างเต็มใจ กลายเป็นคู่หูที่ร่วมมือกันทำให้ลู่ฟางเซียนกลายเป็นเหยื่อคนแรกของเหล่าตัวเอกของเรื่อง!
เมื่อคิดว่าชะตากรรมของเธอคงใกล้ถึงบทจบแล้ว ลู่ฟางเซียนก็ยิ่งวิตกกังวล
“ทะ ทำยังไงดี” เสียงติดสั่นทั้งจากอาการป่วยและความหวาดกลัว
เธอเพิ่งทะลุมิติมานะ จะมาตายเลยไม่ได้หรอก!
เธอจำได้ชัดเจนว่าในนิยายมีเขียนไว้ว่า ลู่ฟางเซียนที่เพิ่งหายจากไข้หวัด ไม่มีแรงแม้แต่จะต่อต้าน จนถูกกระทำ…
และตอนนี้เธอก็กำลังมีไข้สูงอยู่พอดี!
ช่วงเที่ยงหลังจากเลิกงานในไร่ ประตูของบ้านพักเหล่าหนุ่มสาวยุวปัญญาชนก็ถูกผลักเปิดออก คนกลุ่มหนึ่งถือจอบเดินเข้ามา
อันฟางหรู นางรองของเรื่องเปิดประตูเข้ามาในห้องพักของยุวปัญญาชนหญิงที่ลู่ฟางเซียนนั่งบนเตียงเตา เดินตรงไปหยิบกะละมังใส่น้ำ ก่อนจะจุ่มผ้าขนหนูเช็ดตัวทั้งในและนอก
ลู่ฟางเซียนจ้องมองอันฟางหรูอย่างพิจารณา ใบหน้าธรรมดา รูปร่างธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องนิสัย…ก็ยากจะพูดถึง ตัวเอกแน่นะวิ?
ไม่แปลกที่ถึงได้มาไล่ตามผู้ชายในชนบทที่แสนกันดารแบบนี้ เพราะถ้าหน้าตาดี…คงไม่ต้องไล่ตามหรอกมั้ง แต่ถึงอย่างนั้นพระเอกก็ยังไม่แม้แต่จะชายตามอง
พอประเมินอันฟางหรูเสร็จ ลู่ฟางเซียนก็ได้สติกลับมานึกถึงสถานการณ์ของตัวเองอีกครั้ง และอดไม่ได้ที่จะปวดหัวหนักกว่าเดิม
หากปล่อยให้ไข้สูงต่อไปแบบนี้ คงไม่พ้นถูกหลอกใช้ประโยชน์ง่ายๆ แน่
เธอไอเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยเสียงแหบพร่า
“สหายอันช่วยไปตามคนจากสถานีอนามัยมาให้หน่อยได้ไหม ตอนนี้ฉันปวดไปทั้งตัวเลย ไม่มีแรงเดินไปเองจริงๆ”
อันฟางหรูที่ทำความสะอาดร่างกายอยู่ ได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงักและมีท่าทีไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะเวลาพักกลางวันก็มีอยู่น้อยนิด ทำไมเธอยังจะต้องมาเสียเวลาพักเพื่อคนที่เธอรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าด้วย!
บทที่ 1 ตัวประกอบก็มีหัวใจ (2/2)
แต่ก็เพราะลู่ฟางเซียนป่วยอยู่นั่นแหละ งานทำอาหารที่เป็นเวรต้องทำคู่กันเลยตกมาอยู่ที่เธอคนเดียว ถ้าจะต้องไปที่สถานีอนามัยอีก เธอคงไม่มีเวลางีบกลางวันแน่ๆ
แต่ถ้าไม่ไป…อาการลู่ฟางเซียนก็จะยังไม่ดีขึ้นเร็วๆนี้ งานต่าง ๆ ก็ต้องมากองอยู่ที่เธอต่อไป
คิดไปคิดมา อันฟางหรูก็ยิ่งหงุดหงิดจนอยากจะอาละวาด แต่ความเป็นจริงสีหน้ากลับไม่แสดงความไม่พอใจออกมาแม้แต่น้อย…ช่างน่าทึ่ง!
"ได้สิ เดี๋ยวฉันไปถามสหายเฉิงกับคนอื่นๆ ก่อนนะว่าจะช่วยไปให้ไหม"
ลู่ฟางเซียนทนไม่ไหวจึงเอนตัวลงนอนอีกครั้ง ร่างกายที่ยังมีไข้สูงทำให้เธอรู้สึกมึนๆ เบลอ ๆ พอรู้ตัวอีกที เธอก็รู้สึกได้ถึงเข็มที่แทงเข้ามาในเนื้อ ก็รู้สึกเจ็บขึ้นมานิดหน่อย สงสัยคนจากสถานีอนามัยจะมาฉีดยาให้เธอ
“…อื้อ” เธอส่งเสียงครางเบา ๆ ก่อนจะหมดสติไป
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นวันถัดไปแล้ว แถมแดดข้างนอกก็ยังร้อนเปรี้ยงเหมือนเดิม ภายในห้องพักก็ไม่มีใครอยู่ คงออกไปทำงานในไร่กันหมดแล้ว
ลู่ฟางเซียนพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง พิงกำแพงอย่างคล่องตัวมากขึ้น พร้อมกับใช้เวลาทบทวนรายละเอียดในหนังสือนิยายที่เธอเคยอ่าน
นิยายเรื่องสู่ฝันวันวานในใจเธอ นี้แตกต่างจากนิยายเรื่องอื่นที่เธอเคยอ่าน เพราะเริ่มต้นเรื่องด้วยการเล่าเกี่ยวกับตัวเอกอย่างพาร์ทของพระเอกก่อน พอเริ่มเรื่องก็กล่าวถึงพระเอกกับนางรองที่ถูกส่งมาลงพื้นที่ชนบทในหมู่บ้านฝูกวาง
ส่วนร่างที่เธอเข้ามาอยู่นี้ ก็เป็นเพียงตัวประกอบที่มีบทน้อยมากๆ นิยายบรรยายถึงแค่ว่าลู่ฟางเซียนโดนอันฟางหรูหลอกไปอยู่บนเตียงของลูกชายผู้ใหญ่บ้าน เพื่อแลกกับโควต้ากลับเข้าเมือง
หลังจากนั้น เรื่องราวชีวิตและชะตากรรมอันแสนรันทดของลู่ฟางเซียนในหมู่บ้านฝูกวาง ก็ไม่ได้รับการบรรยายเพิ่มเติมอีก
เธอคิดว่าเมื่อหลุดเข้ามาในโลกนิยายนี้แล้วก็คงกลับไปโลกเดิมไม่ได้แน่ๆ ชีวิตของเธอเองก็ถือว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดีพอตัว จึงพยายามบอกตัวเองว่ามาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้ อยู่ต้องอยู่แบบสุขสบาย!
ในนิยายบรรยายว่าลู่ฟางเซียนตัวจริงทะเลาะกับครอบครัวเดิม เพราะพ่อให้โควต้าอยู่ในเมืองกับน้องชายแทนที่จะให้เธอ หลังจากมาถึงหมู่บ้านฝูกวาง เธอจึงมองใครก็ไม่ถูกใจไปหมดเพราะยังมีอารมณ์โกรธตกค้าง
แถมด้วยความที่หน้าตาและรูปร่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นหนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านหรือเพื่อนร่วมบ้านที่เป็นหนุ่มในกลุ่มก็พากันมาหยอดคำหวานใส่เธอ แต่ลู่ฟางเซียนกลับพูดจาเชือดเฉือนใส่พวกเขา หาว่าคางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า เป็นหมาไม่เจียมตัว
เมื่อเธอทำตัวแบบนี้ ก็ไม่มีใครอยากช่วยเหลืออีก เหลือเพียงอันฟางหรูที่นอนร่วมห้องกับเธอเท่านั้นที่ยังคงพูดคุยด้วย
ลู่ฟางเซียนจึงมองอันฟางหรูเป็นสหายที่สนิทและไว้ใจได้ บอกทุกเรื่องในใจให้ฟัง แต่สุดท้ายอันฟางหรูกลับทรยศเธอ และส่งเธอไปให้ลูกชายผู้ใหญ่บ้าน เพราะครั้งหนึ่งลู่ฟางเซียนเคยบอกว่าแอบปลื้มพระเอก "มู่เฉิน"
อันฟางหรูที่ติดตามมู่เฉินมาถึงหมู่บ้านฝูกวางอย่างกับเงาแค้น จะยอมให้คนอื่นมาแย่งเขาไปได้อย่างไร จึงได้คิดวางแผนทำลายลู่ฟางเซียนในที่สุด
เมื่อตระหนักได้ถึงอันตราย ลู่ฟางเซียนก็เตือนตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ถ้าอยากอยู่รอดในยุคนี้ ต้องอยู่ให้ห่างจากพระเอกและนางรองเท่านั้น!
ลู่ฟางเซียนกำหมัดแน่น เตือนตัวเองให้ระวังอันฟางหรู อย่าให้ตัวเองต้องเป็นตัวประกอบที่ถูกกำจัดทิ้งเด็ดขาด
ไม่ว่าจะในนิยายหรือในความทรงจำของเธอ ตอนนี้ปี 1975 เหลือเวลาอีกแค่สองปีเท่านั้น เหล่ายุวปัญญาชนชนบทก็จะได้กลับเมือง เธอแค่ต้องอดทนไปอีกสองปี จนกว่าจะถึงปี 1977 ถ้ากลับถึงบ้านได้ ชีวิตต้องดีกว่านี้แน่นอน
ทางตอนใต้ของประเทศเอง เริ่มมีเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว นโยบายต่างๆ กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง ข้าวของเริ่มมีมากขึ้น และประเทศก็เริ่มมีแนวโน้มที่จะพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น เธอคิดว่าเมื่อกลับเข้ามาในเมืองเมื่อไหร่ ถ้าเธอหาทางทำการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่น่าจะยากเกินไปที่จะอยู่รอดได้ เธออาจจะเริ่มต้นจากการขายของที่มีราคาถูกๆ หรือหาสินค้าจากทางใต้มาแจกจ่ายที่เมืองใหญ่ มันต้องได้ผลบ้างแหละ
เมื่อคิดวิเคราะห์ดูแล้ว เธอก็รู้สึกว่าชีวิตเริ่มมีความหวังในชีวิตขึ้นมาบ้าง…
หลังจากพักพิงกำแพงได้สักพัก เธอก็เตรียมจะลุกขึ้น แต่กลับได้ยินเสียงคนดังมาจากลานบ้าน เหล่ายุวปัญญาชนที่อยู่ด้วยกันเริ่มทยอยกลับจากไร่แล้ว
ตามเนื้อเรื่องในนิยาย เรื่องราวนั้นเริ่มต้นในฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าว แม้ว่าไข้ของเธอยังไม่หายดีจนทำให้ประสาทสัมผัสไวต่ออุณหภูมิ แต่เมื่อเห็นใบหน้าแดงก่ำจากแดดของอันฟางหรูก็รู้ได้ทันทีว่าอากาศภายนอกคงร้อนมากทีเดียว
อันฟางหรูเดินเข้ามาในห้องก็เห็นลู่ฟางเซียนลืมตาโตจ้องเธอด้วยแววตาใคร่รู้ดูอ่อนแอน่าปกป้องเสียจนเธออิจฉา จึงรู้สึกไม่พอใจทันที หลังจากเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน ความไม่เท่าเทียมในใจของอันฟางหรูก็ปะทุขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่!
เธอทำหน้าบึ้ง พร้อมกับความคิดบางอย่างที่ลอยขึ้นมาในหัว
"สหายลู่ เธอนอนมาทั้งบ่าย ตอนนี้ไข้คงจะดีขึ้นเยอะแล้วใช่ไหม? ดูสิ ตื่นแล้วยังไม่คิดจะช่วยทำอาหารเย็นอีก ทุกคนกลับมาจากทำงานก็เหนื่อยกันทั้งนั้น อยากกลับมากินข้าวอุ่น ๆ ใจจะขาดอยู่แล้วนะ"
บทที่ 2 ความสวยของตัวประกอบ (1/2)
ลู่ฟางเซียนเพิ่งตื่นนอนและยังไม่ได้ลุกจากเตียง เธอเลยยังไม่มีโอกาสได้สำรวจดูโครงสร้างของบ้านพักแห่งนี้และลานบ้านอย่างละเอียด แต่จากการที่เธอนั่งอยู่บนเตียงนั้น ทำให้พอจะมองเห็นภาพรวมของบ้านเล็กๆ ที่เธอกำลังอาศัยอยู่ในตอนนี้
ตามที่อธิบายในนิยาย บ้านดินที่พวกเธออาศัยอยู่เป็นบ้านเก่าที่สร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่าย ด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ผนังบ้านทำจากดินและปูน ขณะที่หลังคามีเศษหญ้าแห้งและไม้เก่ารองรับไว้ ด้านในบ้านมีบรรยากาศทึมๆ และอบอุ่นจากความร้อนที่สะสมในช่วงกลางวัน บ้านนี้ไม่ได้มีการตกแต่งอะไรยุ่งยาก แค่การใช้งานได้จริงๆ ต่างหาก ที่สำคัญ
เมื่อเข้าไปในบ้านจะเจอห้องครัวเป็นอันดับแรก หน้าต่างไม่กี่บานที่มีแสงแดดส่องลอดผ่านเข้ามาทำให้บรรยากาศของครัวดูอบอุ่นและคับแคบไปพร้อมๆ กัน ในครัวมีหม้อขนาดใหญ่สองใบตั้งอยู่ด้านข้าง ซึ่งถูกใช้สำหรับการก่อไฟและทำอาหาร ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของครอบครัวในหมู่บ้านนี้ ที่ต้องทำอาหารกันอย่างหนักหน่วงด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด
ข้างๆ ห้องครัวนั้นมีห้องนอนสองห้องที่ถูกแยกออกจากกัน โดยหนึ่งห้องจะเป็นที่นอนของผู้หญิง ส่วนอีกห้องจะเป็นที่นอนของผู้ชายที่ต้องนอนรวมกันในบ้านหลังเดียวกัน เพราะบ้านที่นี่มีขนาดเล็กและคับแคบ รวมทั้งขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐานจึงต้องใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า แม้แต่การแบ่งพื้นที่ในบ้านก็ยังต้องดูแลเรื่องการใช้งานให้เหมาะสมกับความจำเป็น
ตอนที่เธอประสบเรื่องเลวร้าย ก็เป็นเพราะในบ้านพักของกลุ่มหนุ่มสาวยุวปัญญาชน มีเพียงเธอและอันฟางหรูเป็นผู้หญิง เมื่ออันฟางหรูเรียกฝูเจียวหั่วมาที่นี่แล้ว ก็ขังเขากับลู่ฟางเซียนไว้ในห้องสองคน ส่วนตัวเธอเองก็ไปแอบอยู่ในห้องของยุวปัญญาชนฝั่งชาย
หลังจากที่ระลึกถึงรายละเอียดเนื้อเรื่องในนิยายแล้ว ลู่ฟางเซียนกระพริบตาปริบๆ เธอไม่ได้โง่เหมือนเจ้าของร่างเดิมที่มองข้ามช่องโหว่ที่เห็นได้ชัดเจนขนาดนี้หรอกนะ!
เสียงของอันฟางหรูที่พูดเมื่อกี้ดังพอสมควร แถมประตูห้องก็ยังไม่ได้ปิด และมีเพียงผ้าม่านบาง ๆ กั้นไว้กับด้านนอก กลุ่มผู้ชายกำลังล้างหน้าล้างมืออยู่ในห้องครัวกลางบ้าน จนทำให้เธอสามารถได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงน้ำได้ชัดเจน
เจ้าของร่างเดิมนั้นมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับกลุ่มยุวปัญญาชนคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อมีเธอเข้ามาแทนที่ เธอจะไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับยุวปัญญาชนคนอื่นเลวร้ายลงไปอีกเด็ดขาด!
ไม่ใช่แค่อันฟางหรูที่แสร้งทำตัวเป็นคนดีได้คนเดียว ลู่ฟางเซียนเองก็สามารถทำได้เช่นกัน เธอแอบอับอายกับตัวเองเล็กน้อยกับสิ่งที่กำลังจะทำต่อไปนี้ ก่อนจะปรับตัวนั่งพิงขอบเตียงใหม่แล้วยิ้มแบบอ่อนแรง
“สหายอัน ฉันเพิ่งตื่นขึ้นมาไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง และกำลังจะลงไปทำอาหารอยู่พอดีจ๊ะ แต่ดันหน้ามืดขึ้นมาก่อน โชคดีที่พวกเธอกลับมาเร็ว ไม่งั้นฉันคงได้ล้มลงพื้นไปแล้วแน่ ๆ”
คำพูดสร้างภาพใครก็พูดได้ ตื่นมาก็จะทำอาหารให้ทุกคน ความคิดเสียสละระดับสูงแบบนี้ใครจะไม่ประทับใจกันเล่า!
ไม่เพียงแต่พูด เธอยังแกล้งขยับตัวเล็กน้อยอย่างยากลำบาก ทำเหมือนกำลังจะลุกลงจากเตียง
อันฟางหรูนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าสหายลู่ที่เคยหยิ่งผยองแสนดื้อรั้นและไม่เคยเต็มใจทำอาหารให้ผู้ชายในกลุ่มจะมีจิตสำนึกสูงขึ้นมาวันนี้
เสียงของลู่ฟางเซียนไม่ได้เบานัก แม้จะมีความอ่อนแรงแต่หนุ่ม ๆ ที่อยู่ในห้องครัวกลางบ้านต่างได้ยินชัดเจน พวกเขารู้สึกแปลกใจและเริ่มพูดคุยกันเอง
แม้ก่อนหน้านี้จะถูกลู่ฟางเซียนด่าทอว่าเป็น “คางคกอยากกินเนื้อห่าน” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอสวยมากจริงๆ ในกลุ่มชายหนุ่มที่อายุยังน้อย ระหว่างหน้าตากับศักดิ์ศรี พวกเขาย่อมเลือกหน้าตาก่อนอยู่แล้ว!
ยุวปัญญาชนชายคนหนึ่งจึงเดินมาเปิดม่าน “สหายลู่ ถ้าป่วยอยู่ก็พักผ่อนดี ๆ เถอะ อาหารเย็นพวกฉันจะไปทำเอง สหายอันเองก็ไม่ต้องไปยุ่ง ดูแลสหายลู่ที่นี่เถอะ”
เมื่อเขาพูดจบ คนอื่น ๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย ลู่ฟางเซียนที่ยังนั่งพิงเตียงก็ไม่ลืมขอบคุณพวกเขาอย่างจริงใจ
เธอที่เดิมทีหน้าตาดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งดูน่ารักอ่อนโยนในตอนป่วย ดวงตาโตเป็นประกายมองพวกเขาอย่างอ่อนแรง ทำเอาชายที่อยู่หน้าประตูหน้าแดงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
พวกเขามองเธออย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกสติกลับมา แล้วรีบชวนคนอื่น ๆ ไปเตรียมจุดไฟ ขัดหม้อ ทำอาหารอย่างเร่งรีบ
อันฟางหรูมองลู่ฟางเซียนด้วยคิ้วขมวดเล็กน้อย เธอดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเปลี่ยนไปข้ามคืน
คนที่เคยหัวแข็งและไม่ชอบให้ชายหนุ่มในกลุ่มช่วยเหลือ เพราะคิดว่าพวกเขาเป็นคางคกอยากกินเนื้อห่าน กลับขอบคุณสหายเต๋อได้อย่างง่ายดาย!
ลู่ฟางเซียนไม่สนใจสายตาของอันฟางหรู เธอขยับตัวเล็กน้อยเตรียมลงจากเตียง เพราะ “เรื่องจำเป็นของคน” นั้นรอไม่ได้
“สหายลู่ สหายเต๋อก็บอกให้พักผ่อน ทำไมไม่ฟังล่ะ”
เสียงของอันฟางหรูดังในระดับที่ไม่เบาไม่ดัง แต่ทำให้หนุ่ม ๆ ในห้องครัวได้ยินทุกคำ ลู่ฟางเซียนคิ้วกระตุก รู้ว่าเธอพยายามยุแยงให้ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับกลุ่มยุวปัญญาชนชายให้แย่ลง แต่ด้วยนิสัยของเจ้าของร่างเดิม เธอก็ไม่ควรเปลี่ยนแปลงมากเกินไปในทันที
เธอจึงแค่ถลึงตาใส่อันฟางหรู ก่อนจะพยายามขยับขาลงจากเตียง
“สหายอัน ฉันนอนมาทั้งวันจนปวดเมื่อยไปหมด ไม่ลุกเดินหน่อยคงแย่แน่ ๆ อีกอย่างฉันเองก็อยากหายเร็ว ๆ จะได้ไม่ต้องรบกวนให้เธอมาช่วยทำงานแทนอย่างไรล่ะ!”
คำพูดนี้ทำให้อันฟางหรูถึงกับสะอึก เธอไม่เคยบอกว่าจะช่วยงานแทนเสียหน่อย!