มองเรื่องเพศและความพิการ ผ่านมุมมอง 'เควียร์' ในเรื่องสั้น
บทความพิเศษ | ชาคริต แก้วทันคำ
มองเรื่องเพศและความพิการ
ผ่านมุมมอง ‘เควียร์’ ในเรื่องสั้น
คําว่า ‘เควียร์’ (Queer) หมายถึง แปลก ประหลาด ผิดเพี้ยน เบี่ยงเบน ชอบเพศเดียวกัน หรือกลุ่มคนที่พึงพอใจต่อเพศใดเพศหนึ่งโดยไม่จำกัดในเรื่องเพศสภาพหรือความรัก รวมทั้งการไม่เป็นไปตามบรรทัดฐาน นอกเหนือกฎเกณฑ์ของสังคม การแปลกแยกทางเชื้อชาติ ศาสนา เป็นอื่น ทุพพลภาพหรือพิการ
บทความนี้จะศึกษาเรื่องสั้น ‘ชาลีน’ ของปองวุฒิ รุจิระชาคร ซึ่งเข้ารอบการประกวดรางวัลมติชนอวอร์ด 2024 ลำดับที่ 9 ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 2289 28 มิถุนายน-4 กรกฎาคม 2567
ชาลีนไม่คิดว่าจะเจอหญิงอดีตคนรักสมัยเรียนม.3 อีกครั้งตอนอายุ 45 ปี ซึ่งหญิงคนนี้เป็นน้าสาวของแฟนหลานสาวที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและประสบอุบัติเหตุจนพิการทางสายตา โดยชาลีนต้องรับหน้าที่ดูแลและเป็นเพื่อน จากวันแรกที่ติดขัดประดักประเดิด ต่อมาทำให้ทั้งสองสนิทสนมและเปิดใจ เมื่อหญิงยอมให้ชาลีนช่วยเหลือเรื่องเล่นโซเชียลเพื่อกลับสู่สังคมอีกครั้ง โดยการสืบค้นถามไถ่เพื่อนๆ และสรุปเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนให้เธอฟัง
สุดท้ายหญิงก็บอกให้ชาลีนติดต่อชนินทร์ คนรักเก่าสมัยเรียน ม.3 ซึ่งตอนนี้กลายเป็นชาลีนคนข้ามเพศผู้ไม่ทุกข์ไม่สุข แต่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น
คนข้ามเพศกับคนพิการ
และการอ่านผ่านมุมมองเควียร์
ในเรื่องสั้นนี้ ผู้เขียนให้ชนินทร์กับหญิงเคยเป็นคนรักกันสมัยเรียน ม.3 ซึ่งเป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคมปกติคือการคบหากันระหว่างหญิงและชาย
ต่อมาเมื่อชนินทร์ตัดสินใจเป็นคนข้ามเพศและเปลี่ยนชื่อเป็นชาลีน ผู้ต้องดูแลหลานสาวที่พ่อแม่เสียชีวิต กลายเป็นคุณป้าผู้เข้าใจวัยรุ่น ซึ่งสูญเสียการงานไปจากภาวะโควิดระบาด นินิวหลานสาวจึงช่วยหางานให้ โดยชาลีนต้องไปดูแลน้าสาวของแฟนหนุ่มผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและพิการทางสายตา
เรื่องสั้นนี้พล็อตอาจดูเรียบง่าย ไม่ค่อยน่าสนใจนัก หากว่านำเสนอเนื้อหาเพียงเท่านี้
แต่รายละเอียดจากการรับงานของชาลีนทำให้เรื่องราวในอดีตหวนมาและน่าติดตาม เมื่อน้าสาวของแฟนหนุ่มเคยเป็นคนรักของชนินทร์ ที่กลับมาพบชาลีนในวัย 45 ปี
การสร้างตัวละครชาลีนให้เป็นคนข้ามเพศที่ต้องไปดูแลหญิงผู้พิการทางสายตา เท่ากับตัวละครทั้งสองต่างมีปม โดยผู้เขียนให้ชาลีนหรือผู้เล่าเรื่องไม่ได้เป็นชายแท้ ตัวละครนี้มีความเบี่ยงเบนทางเพศ คือมีเพศสภาพไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม เมื่อพบกับหญิงผู้พิการทางสายตา
ทั้งสองตัวละครจึงเป็นเควียร์
จากเรื่องสั้นที่ผู้วิจารณ์กล่าวว่าไม่น่าสนใจในตอนแรก กลายเป็นเรื่องน่าสนใจเมื่อผู้เขียนไม่ได้อธิบายหรือให้เหตุผลในความเป็นเควียร์ของตัวละคร คือการแสดงออกถึงอคติ หรือมุ่งอธิบายว่าเพศและเพศสภาพของตัวละครนั้นคืออะไร แต่ผู้เขียนสร้างสถานการณ์การกลับมาพบกันที่ต่างคนต่างมีข้อจำกัดในชีวิตเพื่อเรียนรู้กันและกัน เท่ากับเป็นการเผย ‘มุมมองใหม่’ ซึ่งปัจจุบันตัวละครทั้งสองมีสถานภาพต่างไปจากคนปกติ
การปกปิดของชาลีนหรือการมองไม่เห็นของหญิงอาจเป็นข้อจำกัด แต่ความจริงนั้นโกหกไม่ได้ เมื่อชาลีนรับหน้าที่ดูแลและเป็นเพื่อน ในช่วงแรกอาจติดขัด ต่อมาเมื่อสนิทสนมกันจนทำให้หญิงเปิดใจ
นักอ่านจะเห็นว่าการดูแลกันหรือเปิดใจกล้าที่จะ “สนทนากันเกี่ยวกับความทุกข์ที่ทิ้งรอยแผลเป็น หรือด้านมืดไม่สวยงามที่ซุกซ่อนไว้ในใจ เริ่มจากรุ่นน้องขอให้เธอช่วยทำหน้าที่เป็นทั้งดวงตาและสมอง ช่วยสืบค้นตามโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยม ว่าเหล่าคนรู้จักสมัยเรียนในตอนนี้มีชีวิตเป็นอย่างไร”
ผู้วิจารณ์มองการกระทำนี้เป็นการเยียวยากันและกันของตัวละครที่เป็นเควียร์
จากการอยากสืบค้นตามโซเชียลว่าแต่ละคนมีชีวิตเป็นอย่างไร เท่ากับว่าหญิงต้องการตามหาความหมายในชีวิต โดยอาจจะยึดติดกับความสุข ความราบรื่น หรือความสมบูรณ์พร้อม ยิ่งเมื่อรู้ว่าแต่ละคนล้วนทุกข์ยากลำบากกันคนละแบบก็รู้สึกสบายใจ เพราะบางครั้งความเป็นเควียร์ของตัวละครยังต้องการเป็นคนปกติ ถูกปลอบประโลม หรือกลับคืนสู่สังคม
จุดนี้เองที่ผู้วิจารณ์เห็นว่าชาลีนเป็นตัวละครผู้มีความเข้าใจโลกและชีวิตมากคนหนึ่ง ที่สำคัญคือการเป็นตัวของตัวเอง พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่นำชีวิตตนไปสืบค้นหรือเปรียบเทียบกับใครอื่น
“พออายุเท่านี้แล้ว พี่พบว่าหลายอย่างมันก็รกรุงรังนะ ไม่มีก็ไม่เห็นเป็นอะไร”
รู้และยอมรับ
กับตอนจบที่ได้ ‘พบ-เจอ’ กันอีกครั้ง
ชีวิตในโลกเสมือนกับโลกความเป็นจริงนั้นอาจต่างกันหรือสามารถแต่งสร้างโปรไฟล์ได้ แต่จะเป็นการโกหกตัวเองและคนอื่นหรือไม่ จุดนี้ผู้วิจารณ์เห็นว่าเป็นความกังวลของหญิงซึ่งพิการทางสายตา มองไม่เห็นเองมากกว่า แต่ชาลีนกลับบอกว่า “พี่คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนะ แค่เราเลือกใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ” ชาลีนดูจะมั่นใจเพราะคุ้นชินกับการทำเช่นนี้มาตลอดหลายปี จึงเป็นความเข้าใจของตัวละครที่ผู้เขียนอาจแสดงให้เห็นถึงนัยของการยอมรับ ในความเป็นคนแปลกหรือตัวประหลาดของเควียร์ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามหรือท้าทายการตีกรอบของสังคมปกติ
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญหลังจากอ่านตัวบทเรื่องสั้นนี้คือ นักอ่านสงสัยว่าหญิงรู้หรือไม่ว่าชาลีนคือชนินทร์ อดีตคนรักสมัยเรียน ม.3
แน่นอนว่าหญิงให้ชาลีนติดต่อสืบค้น แต่งประวัติใหม่ในโลกโซเชียลเพื่อหวนสู่สังคมอีกครั้ง หรือก็คือความต้องการ ‘เป็นคนปกติ’ เมื่อหญิงอยากรู้ความเป็นไปในชีวิตของชนินทร์ผู้เคยเป็นคนรักเก่า ทำให้ “ชาลีนตอบสนองอย่างเป็นปกติไม่ต่างจากที่เคยเป็นมา เริ่มจากจัดการล็อกอินเข้าบัญชีของนายชนินทร์ที่ถูกปล่อยร้าง ไม่ได้ใช้งานมานานกว่าสิบปี ใช้เวลาครู่หนึ่ง รู้สึกเหมือนกำลังดูบันทึกชีวิตออนไลน์ของมนุษย์อีกคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน”
กลับมาสู่คำถามที่ถามทิ้งไว้ก่อนหน้าว่า แล้วหญิงรู้หรือไม่ว่าชาลีนคือชนินทร์
ผู้วิจารณ์ตอบว่า ‘รู้’
เพราะในตอนจบ หากนักอ่านพิจารณาข้อความที่ทั้งสองสนทนากันจะพบว่า
“สวัสดีค่ะพี่ช้าง นี่หญิงเอง ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะ”
“สวัสดี พี่ก็ดีใจที่ได้เจอหญิงนะ” ชาลีนพิมพ์ข้อความนี้กลับไปอย่างจริงใจ โอบรับฉากแห่งวันวานที่เธอละทิ้งมานานแสนนาน
จากบทสนทนาข้างต้น ที่ผู้วิจารณ์ตอบว่า ‘รู้’ ในที่นี้หมายถึงหญิงรู้ว่าชาลีนคือชนินทร์อดีตคนรักสมัยเรียน ม.3 แต่วันนี้ชาลีนในวัย 45 กับหญิงในวัย 42 ต่างคนต่างมีชีวิตเป็นของตน และต่างก็เป็นคนที่อยู่ในนิยามความเป็นเควียร์ ผู้วิจารณ์มองว่าหญิงอาจคาดหวังหรือรับไม่ได้ว่าพี่ช้างในวันนั้นจะกลายมาเป็นชาลีนอย่างในวันนี้ จึงเลือกที่จะไม่สนทนากันตรงๆ แต่ใช้เครื่องมือหรือโลกโซเชียลช่วยขับเคลื่อนแทน
สุดท้ายเมื่อทั้งสองได้กลับมา ‘พบเจอ’ กันอีก ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใดก็ตาม ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการได้ดูแลกันครั้งนี้ มันคือการเติมเต็ม เยียวยา แก้ไข และโอบรับกันไว้ของคนที่เป็นเควียร์นั่นเอง
นอกจากนี้ ผู้วิจารณ์มองว่าการสนทนาในตอนจบซึ่งนักอ่านต้องตีความหมายนั้น มันยังเป็นการปลดล็อกความ ‘ตาบอด’ จาก ‘ภาพลวงตา’ ของหญิงและสังคมด้วย เมื่อคำว่า ‘ยินดี’ และ ‘ดีใจ’ ที่ต่างฝ่ายต่างพบเจอกันในวันนี้ มันคือความจริงใจที่สื่อออกมาจนสามารถลบรอยบาดแผลในอดีตได้ เพราะประสบการณ์ความเจ็บปวดของแต่ละคนอาจดูเป็นเรื่องอัตวิสัย เพียงแต่คนคนนั้นจะกล้าเผชิญหน้า ยอมรับ เปิดใจ ไร้อคติ และก้าวข้ามมันได้หรือไม่ต่างหาก
เรื่องสั้น ‘ชาลีน’ ของปองวุฒิ รุจิระชาคร ผู้วิจารณ์เห็นว่าเป็นการเขียนที่มีนัยความหมาย ซึ่งนักอ่านต้องพิจารณาหาคำตอบกับการรื้อสร้างความเป็นเควียร์ เพราะนอกจากผู้เขียนจะนำเสนอประเด็นเรื่องเพศร่วมสมัยแล้ว
นักอ่านยังต้องใช้ ‘จินตนาการ’ อย่างกว้างและไกลในการ ‘มองมุมใหม่’ ถึงความสัมพันธ์เรื่องเพศของมนุษย์กับ ‘ความเป็นปกติ’ ที่เกิดขึ้นและลื่นไหลในสังคมปัจจุบัน
เอกสารอ้างอิง
คณิน ฉัตรวัฒนา และชุติมา ประกาศวุฒิสาร. (2564). เควียร์กับการวิพากษ์บรรทัดฐานรักต่างเพศในตุ๊ดทะลุมิติ (พิภพจอมนาง). เข้าถึงได้จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/download/250761/169506/
ปองวุฒิ รุจิระชาคร. (2567). ชาลีน. เข้าถึงได้จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_778535
ขอขอบคุณคุณปวรุตม์ จงศิริรักษ์ สำหรับข้อคิดเห็นที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อเขียนบทความชิ้นนี้ครับ
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มองเรื่องเพศและความพิการ ผ่านมุมมอง ‘เควียร์’ ในเรื่องสั้น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com