โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองเรื่องเพศและความพิการ ผ่านมุมมอง 'เควียร์' ในเรื่องสั้น

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ก.พ. 2568 เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2568 เวลา 02.56 น.

บทความพิเศษ | ชาคริต แก้วทันคำ

มองเรื่องเพศและความพิการ

ผ่านมุมมอง ‘เควียร์’ ในเรื่องสั้น

คําว่า ‘เควียร์’ (Queer) หมายถึง แปลก ประหลาด ผิดเพี้ยน เบี่ยงเบน ชอบเพศเดียวกัน หรือกลุ่มคนที่พึงพอใจต่อเพศใดเพศหนึ่งโดยไม่จำกัดในเรื่องเพศสภาพหรือความรัก รวมทั้งการไม่เป็นไปตามบรรทัดฐาน นอกเหนือกฎเกณฑ์ของสังคม การแปลกแยกทางเชื้อชาติ ศาสนา เป็นอื่น ทุพพลภาพหรือพิการ

บทความนี้จะศึกษาเรื่องสั้น ‘ชาลีน’ ของปองวุฒิ รุจิระชาคร ซึ่งเข้ารอบการประกวดรางวัลมติชนอวอร์ด 2024 ลำดับที่ 9 ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 2289 28 มิถุนายน-4 กรกฎาคม 2567

ชาลีนไม่คิดว่าจะเจอหญิงอดีตคนรักสมัยเรียนม.3 อีกครั้งตอนอายุ 45 ปี ซึ่งหญิงคนนี้เป็นน้าสาวของแฟนหลานสาวที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและประสบอุบัติเหตุจนพิการทางสายตา โดยชาลีนต้องรับหน้าที่ดูแลและเป็นเพื่อน จากวันแรกที่ติดขัดประดักประเดิด ต่อมาทำให้ทั้งสองสนิทสนมและเปิดใจ เมื่อหญิงยอมให้ชาลีนช่วยเหลือเรื่องเล่นโซเชียลเพื่อกลับสู่สังคมอีกครั้ง โดยการสืบค้นถามไถ่เพื่อนๆ และสรุปเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนให้เธอฟัง

สุดท้ายหญิงก็บอกให้ชาลีนติดต่อชนินทร์ คนรักเก่าสมัยเรียน ม.3 ซึ่งตอนนี้กลายเป็นชาลีนคนข้ามเพศผู้ไม่ทุกข์ไม่สุข แต่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น

คนข้ามเพศกับคนพิการ

และการอ่านผ่านมุมมองเควียร์

ในเรื่องสั้นนี้ ผู้เขียนให้ชนินทร์กับหญิงเคยเป็นคนรักกันสมัยเรียน ม.3 ซึ่งเป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคมปกติคือการคบหากันระหว่างหญิงและชาย

ต่อมาเมื่อชนินทร์ตัดสินใจเป็นคนข้ามเพศและเปลี่ยนชื่อเป็นชาลีน ผู้ต้องดูแลหลานสาวที่พ่อแม่เสียชีวิต กลายเป็นคุณป้าผู้เข้าใจวัยรุ่น ซึ่งสูญเสียการงานไปจากภาวะโควิดระบาด นินิวหลานสาวจึงช่วยหางานให้ โดยชาลีนต้องไปดูแลน้าสาวของแฟนหนุ่มผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและพิการทางสายตา

เรื่องสั้นนี้พล็อตอาจดูเรียบง่าย ไม่ค่อยน่าสนใจนัก หากว่านำเสนอเนื้อหาเพียงเท่านี้

แต่รายละเอียดจากการรับงานของชาลีนทำให้เรื่องราวในอดีตหวนมาและน่าติดตาม เมื่อน้าสาวของแฟนหนุ่มเคยเป็นคนรักของชนินทร์ ที่กลับมาพบชาลีนในวัย 45 ปี

การสร้างตัวละครชาลีนให้เป็นคนข้ามเพศที่ต้องไปดูแลหญิงผู้พิการทางสายตา เท่ากับตัวละครทั้งสองต่างมีปม โดยผู้เขียนให้ชาลีนหรือผู้เล่าเรื่องไม่ได้เป็นชายแท้ ตัวละครนี้มีความเบี่ยงเบนทางเพศ คือมีเพศสภาพไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม เมื่อพบกับหญิงผู้พิการทางสายตา

ทั้งสองตัวละครจึงเป็นเควียร์

จากเรื่องสั้นที่ผู้วิจารณ์กล่าวว่าไม่น่าสนใจในตอนแรก กลายเป็นเรื่องน่าสนใจเมื่อผู้เขียนไม่ได้อธิบายหรือให้เหตุผลในความเป็นเควียร์ของตัวละคร คือการแสดงออกถึงอคติ หรือมุ่งอธิบายว่าเพศและเพศสภาพของตัวละครนั้นคืออะไร แต่ผู้เขียนสร้างสถานการณ์การกลับมาพบกันที่ต่างคนต่างมีข้อจำกัดในชีวิตเพื่อเรียนรู้กันและกัน เท่ากับเป็นการเผย ‘มุมมองใหม่’ ซึ่งปัจจุบันตัวละครทั้งสองมีสถานภาพต่างไปจากคนปกติ

การปกปิดของชาลีนหรือการมองไม่เห็นของหญิงอาจเป็นข้อจำกัด แต่ความจริงนั้นโกหกไม่ได้ เมื่อชาลีนรับหน้าที่ดูแลและเป็นเพื่อน ในช่วงแรกอาจติดขัด ต่อมาเมื่อสนิทสนมกันจนทำให้หญิงเปิดใจ

นักอ่านจะเห็นว่าการดูแลกันหรือเปิดใจกล้าที่จะ “สนทนากันเกี่ยวกับความทุกข์ที่ทิ้งรอยแผลเป็น หรือด้านมืดไม่สวยงามที่ซุกซ่อนไว้ในใจ เริ่มจากรุ่นน้องขอให้เธอช่วยทำหน้าที่เป็นทั้งดวงตาและสมอง ช่วยสืบค้นตามโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยม ว่าเหล่าคนรู้จักสมัยเรียนในตอนนี้มีชีวิตเป็นอย่างไร”

ผู้วิจารณ์มองการกระทำนี้เป็นการเยียวยากันและกันของตัวละครที่เป็นเควียร์

จากการอยากสืบค้นตามโซเชียลว่าแต่ละคนมีชีวิตเป็นอย่างไร เท่ากับว่าหญิงต้องการตามหาความหมายในชีวิต โดยอาจจะยึดติดกับความสุข ความราบรื่น หรือความสมบูรณ์พร้อม ยิ่งเมื่อรู้ว่าแต่ละคนล้วนทุกข์ยากลำบากกันคนละแบบก็รู้สึกสบายใจ เพราะบางครั้งความเป็นเควียร์ของตัวละครยังต้องการเป็นคนปกติ ถูกปลอบประโลม หรือกลับคืนสู่สังคม

จุดนี้เองที่ผู้วิจารณ์เห็นว่าชาลีนเป็นตัวละครผู้มีความเข้าใจโลกและชีวิตมากคนหนึ่ง ที่สำคัญคือการเป็นตัวของตัวเอง พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่นำชีวิตตนไปสืบค้นหรือเปรียบเทียบกับใครอื่น

“พออายุเท่านี้แล้ว พี่พบว่าหลายอย่างมันก็รกรุงรังนะ ไม่มีก็ไม่เห็นเป็นอะไร”

รู้และยอมรับ

กับตอนจบที่ได้ ‘พบ-เจอ’ กันอีกครั้ง

ชีวิตในโลกเสมือนกับโลกความเป็นจริงนั้นอาจต่างกันหรือสามารถแต่งสร้างโปรไฟล์ได้ แต่จะเป็นการโกหกตัวเองและคนอื่นหรือไม่ จุดนี้ผู้วิจารณ์เห็นว่าเป็นความกังวลของหญิงซึ่งพิการทางสายตา มองไม่เห็นเองมากกว่า แต่ชาลีนกลับบอกว่า “พี่คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนะ แค่เราเลือกใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ” ชาลีนดูจะมั่นใจเพราะคุ้นชินกับการทำเช่นนี้มาตลอดหลายปี จึงเป็นความเข้าใจของตัวละครที่ผู้เขียนอาจแสดงให้เห็นถึงนัยของการยอมรับ ในความเป็นคนแปลกหรือตัวประหลาดของเควียร์ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามหรือท้าทายการตีกรอบของสังคมปกติ

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญหลังจากอ่านตัวบทเรื่องสั้นนี้คือ นักอ่านสงสัยว่าหญิงรู้หรือไม่ว่าชาลีนคือชนินทร์ อดีตคนรักสมัยเรียน ม.3

แน่นอนว่าหญิงให้ชาลีนติดต่อสืบค้น แต่งประวัติใหม่ในโลกโซเชียลเพื่อหวนสู่สังคมอีกครั้ง หรือก็คือความต้องการ ‘เป็นคนปกติ’ เมื่อหญิงอยากรู้ความเป็นไปในชีวิตของชนินทร์ผู้เคยเป็นคนรักเก่า ทำให้ “ชาลีนตอบสนองอย่างเป็นปกติไม่ต่างจากที่เคยเป็นมา เริ่มจากจัดการล็อกอินเข้าบัญชีของนายชนินทร์ที่ถูกปล่อยร้าง ไม่ได้ใช้งานมานานกว่าสิบปี ใช้เวลาครู่หนึ่ง รู้สึกเหมือนกำลังดูบันทึกชีวิตออนไลน์ของมนุษย์อีกคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน”

กลับมาสู่คำถามที่ถามทิ้งไว้ก่อนหน้าว่า แล้วหญิงรู้หรือไม่ว่าชาลีนคือชนินทร์

ผู้วิจารณ์ตอบว่า ‘รู้’

เพราะในตอนจบ หากนักอ่านพิจารณาข้อความที่ทั้งสองสนทนากันจะพบว่า

“สวัสดีค่ะพี่ช้าง นี่หญิงเอง ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะ”

“สวัสดี พี่ก็ดีใจที่ได้เจอหญิงนะ” ชาลีนพิมพ์ข้อความนี้กลับไปอย่างจริงใจ โอบรับฉากแห่งวันวานที่เธอละทิ้งมานานแสนนาน

จากบทสนทนาข้างต้น ที่ผู้วิจารณ์ตอบว่า ‘รู้’ ในที่นี้หมายถึงหญิงรู้ว่าชาลีนคือชนินทร์อดีตคนรักสมัยเรียน ม.3 แต่วันนี้ชาลีนในวัย 45 กับหญิงในวัย 42 ต่างคนต่างมีชีวิตเป็นของตน และต่างก็เป็นคนที่อยู่ในนิยามความเป็นเควียร์ ผู้วิจารณ์มองว่าหญิงอาจคาดหวังหรือรับไม่ได้ว่าพี่ช้างในวันนั้นจะกลายมาเป็นชาลีนอย่างในวันนี้ จึงเลือกที่จะไม่สนทนากันตรงๆ แต่ใช้เครื่องมือหรือโลกโซเชียลช่วยขับเคลื่อนแทน

สุดท้ายเมื่อทั้งสองได้กลับมา ‘พบเจอ’ กันอีก ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใดก็ตาม ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการได้ดูแลกันครั้งนี้ มันคือการเติมเต็ม เยียวยา แก้ไข และโอบรับกันไว้ของคนที่เป็นเควียร์นั่นเอง

นอกจากนี้ ผู้วิจารณ์มองว่าการสนทนาในตอนจบซึ่งนักอ่านต้องตีความหมายนั้น มันยังเป็นการปลดล็อกความ ‘ตาบอด’ จาก ‘ภาพลวงตา’ ของหญิงและสังคมด้วย เมื่อคำว่า ‘ยินดี’ และ ‘ดีใจ’ ที่ต่างฝ่ายต่างพบเจอกันในวันนี้ มันคือความจริงใจที่สื่อออกมาจนสามารถลบรอยบาดแผลในอดีตได้ เพราะประสบการณ์ความเจ็บปวดของแต่ละคนอาจดูเป็นเรื่องอัตวิสัย เพียงแต่คนคนนั้นจะกล้าเผชิญหน้า ยอมรับ เปิดใจ ไร้อคติ และก้าวข้ามมันได้หรือไม่ต่างหาก

เรื่องสั้น ‘ชาลีน’ ของปองวุฒิ รุจิระชาคร ผู้วิจารณ์เห็นว่าเป็นการเขียนที่มีนัยความหมาย ซึ่งนักอ่านต้องพิจารณาหาคำตอบกับการรื้อสร้างความเป็นเควียร์ เพราะนอกจากผู้เขียนจะนำเสนอประเด็นเรื่องเพศร่วมสมัยแล้ว

นักอ่านยังต้องใช้ ‘จินตนาการ’ อย่างกว้างและไกลในการ ‘มองมุมใหม่’ ถึงความสัมพันธ์เรื่องเพศของมนุษย์กับ ‘ความเป็นปกติ’ ที่เกิดขึ้นและลื่นไหลในสังคมปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง

คณิน ฉัตรวัฒนา และชุติมา ประกาศวุฒิสาร. (2564). เควียร์กับการวิพากษ์บรรทัดฐานรักต่างเพศในตุ๊ดทะลุมิติ (พิภพจอมนาง). เข้าถึงได้จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/download/250761/169506/

ปองวุฒิ รุจิระชาคร. (2567). ชาลีน. เข้าถึงได้จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_778535

ขอขอบคุณคุณปวรุตม์ จงศิริรักษ์ สำหรับข้อคิดเห็นที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อเขียนบทความชิ้นนี้ครับ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มองเรื่องเพศและความพิการ ผ่านมุมมอง ‘เควียร์’ ในเรื่องสั้น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...