โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เปิด 10 อันดับ รพ.เอกชน ครองใจมหาชน เมื่อธุรกิจ Healthcare สำคัญต่อธุรกิจและชีวิตคน

SMART SME

อัพเดต 28 ก.ย 2566 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2566 เวลา 04.37 น. • Smart SME

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ธุรกิจ Healthcare หรือการรักษาพยาบาลหรือบริการด้านสุขภาพ ในโรงพยาบาลเอกชน ค่อนข้างดีกว่าพร้อมกว่า โรงพยาบาลรัฐแทบจะทุก ๆ ด้าน โดยที่เห็นเด่นชัดหลัก ๆ คงเป็นเรื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึง 'ความรวดเร็วและความสะดวกสบายในการให้บริการ' ซึ่ง รพ.เอกชน ตอบโจทย์ผู้ป่วยหรือผู้ที่ต้องการเข้ารับการรักษาได้มากกว่า

ทั้งนี้ ก็เป็นเหมือนดาบสองคม กล่าวคือ ประชาชนที่เข้ารับการรักษาและเข้ารับบริการจาก รพ.เอกชน ย่อมต้อง 'จ่ายแพง' สำหรับค่ารักษา และค่าบริการต่าง ๆ สูงกว่า รพ.รัฐ หลายเท่าตัวด้วยเช่นกัน

ความแตกต่างของโรงพยาบาลรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชน

• โรงพยาบาลเอกชนดำเนินการภายใต้บุคคลหรือหลายบุคคลร่วมกันจัดตั้งโรงพยาบาล ในขณะที่โรงพยาบาลรัฐ ดำเนินการภายใต้กระทรวงสาธารณสุขโดยทุนและเงินของรัฐบาล

• ค่าบริการที่แตกต่างกัน โดยโรงพยาบาลเอกชนจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า

• เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ให้บริการฟรี คิวสำหรับการผ่าตัดในผู้ป่วยบางรายหากไม่ได้เป็นเคสเร่งด่วน อาจรอนานหลายเดือน ในขณะที่ โรงพยาบาลเอกชน ไม่จำเป็นต้องรอนานเป็นเดือน สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้เร็วกว่า

• โรงพยาบาลเอกชน มักจะมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่ใช้งานได้นานกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่า โรงพยาบาลรัฐจะมีอุปกรณ์ที่ไม่ทันสมัย แต่เนื่องจาก จำนวนผู้เข้ามารับการรักษาในแต่ละวันมีจำนวนมาก ทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่า

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า อุตสาหกรรมหรือ ธุรกิจ "โรงพยาบาลเอกชน" ดูเหมือนจะเติบโตและขยายตัวทุกปี โดยสามารถกอบโกยรายได้จากค่ารักษาพยาบาลและบริการด้านสุขภาพอื่น ๆ ที่ทาง รพ.เอกชน นำเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าหรือประชาชนที่ประสงค์เข้ารับการรักษาอย่างเข้าถึงได้เป็นอย่างดี

จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ในประเทศไทยปัจจุบัน มีจำนวน รพ.เอกชน มากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลขนาดกลาง ซึ่งช่วงวิกฤตโควิด-19 ราว ๆ ปี พ.ศ. 2563 (ปี 2020) รายได้ของ รพ.เอกชน แต่ละแห่งอาจจะสะดุดลงลงไปบ้าง เนื่องจากการปิดประเทศทั่วโลก ทำให้ยอดคนไข้หรือผู้ป่วยชาวต่างชาติหายไปจำนวนไม่น้อย แต่หลังจากสถานการณ์ค่อย ๆ ดีขึ้น ก็ดูเหมือนว่า รพ.เอกชน ก็จะฟื้นตัวและกลับมามีรายได้จากการรักษาและบริการทางด้านสุขภาพสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน

จากข้อมูลของ ttb analytics ระบุว่า ปี พ.ศ.2565 รายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทย เติบโต 15% จากปี พ.ศ.2564 โดยมูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 3.2 แสนล้านบาท โดยได้รับผลดีจากความต้องการทั้งตลาดคนไทย และชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในประเทศไทย

รวมทั้ง ผู้ประกอบการในธุรกิจต่าง ๆ สามารถดำเนินธุรกิจได้และแรงงานสามารถออกมาทำงานนอกบ้านได้ ทำให้เศรษฐกิจในประเทศทยอยฟื้นตัว ประชาชนที่เจ็บป่วยสามารถออกมาใช้บริการทางการแพทย์ได้ตามปกติ นอกจากนี้ ในตลาดคนไทย โรงพยาบาลเอกชนยังมีรายได้เพิ่มเติมจากการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ยังคงมีอยู่จนถึงขณะนี้อีกด้วย

ปัจจัยทำให้ รพ.เอกชน เติบโตและมีรายได้สูงขึ้น

• ชีวิตคนเปลี่ยนไป โรคระบาดรุนแรงขึ้น ผู้คนตระหนักและตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น หลังจากทั่วโลกเผชิญกับโควิดฯ ทำให้เจ็บป่วยเล็กน้อย ก็จะเข้ารักษาใน รพ.ทันที

• สิทธิและสวัสดิการต่าง ๆ ที่เข้าถึง รพ.เอกชน ได้มากขึ้น โดยเฉพาะ ประกันกลุ่ม, ประกันสุขภาพ ฯลฯ เมื่อประชาชนมีทางเลือกที่ดีกว่า ย่อมเข้ารับการรักษาใน รพ.เอกชน เป็นตัวเลือกแรก

• ตลาดคนไข้ขยายตัวมากขึ้น ทั้งกลุ่มมีสิทธิประกันสังคม และกลุ่มคนไข้ทั่วไปที่ใช้สิทธิรักษาผ่านนโยบายของรัฐบาล

• ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว ทำให้การรักษาผู้ป่วยสูงอายุซึ่งมีโรคภัยไข้เจ็บที่เยอะขึ้น ทำให้มีปริมาณการรักษามากขึ้น

• เมื่อประเทศเปิด กลับสู่ภาวะปกติ นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาท่องเที่ยวและพำนักในประเทศ จึงมีอัตราการรักษาพยาบาลในกลุ่มคนไข้และผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นด้วย

• การแข่งขันใน รพ.เอกชน ที่สูงขึ้น เช่น การขยายและสร้างโรงพยาบาล สาขาต่าง ๆ ในต่างจังหวัดที่ประชากรมีศักยภาพในการเข้ารักษา รพ.เอกชน ได้ เป็นต้น

• ต้นทุนค่ายา/วัคซีน/เวชภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยส่วนใหญ่ รวมถึงค่าครองชีพ (ค่าบริการ, ค่าแรงหมอ/แพทย์/พยาบาล) ที่สูงขึ้น จึงทำให้คอร์สค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อคนไข้แต่ละรายสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

• ธุรกิจ Healthcare หรือ การรักษาและตรวจสุขภาพ เข้าไปอยู่ในทุก ๆ ห่วงโซ่ธุรกิจ เช่น พนักงานบริษัทต้องมีการตรวจสุขภาพประจำปี / ฉีดวัคซีนไข้หวัดประจำปี จึงเป็นสิ่งที่บริษัท หรือหน่วยงานต้องจ่ายเพื่อดูแลพนักงาน ในมุมกลับกัน เป็นอีกรายได้ income เข้า รพ.เอกชน หรือสถานพยาบาลแต่ละสังกัด

• การพัฒนา แอปพลิเคชัน หรือ ระบบ Healthcare Platform Service หรือบริการตรวจสุขภาพออนไลน์ รูปแบบดิจิทัล โดยอยู่ที่บ้านก็พบแพทย์ได้ เป็นอีกหนึ่งบริการที่ รพ.เอกชน นำเสนอให้กับลูกค้า สะดวก รวดเร็ว เจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่ต้องมา รพ.ก็ได้รับการรักษาตัวที่บ้านได้ง่าย ๆ

จากข้อมูลสรุปได้ถึงภาพรวมรายได้ของโรงพยาบาลเอกชน ในปี พ.ศ.2565 ปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจ รพ.เอกชน ในไทยขยายตัว 42.5% YoY (Year on Year) โดยกลุ่มลูกค้าหลักที่มาใช้บริการยังเป็นกลุ่มคนไข้ชาวไทย และคาดการณ์ว่า เมื่อครบปี พ.ศ.2566 ธุรกิจ รพ.เอกชน จะขยายตัวต่อเนื่อง 19.8% จากปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการฟื้นตัวที่เด่นชัดขึ้นของ Medical Tourism

โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนไข้ชาวต่างชาติ จากอาเซียน จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง จะยังคงกลับมาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนในไทย เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพการรักษา ค่ารักษาพยาบาลและค่าครองชีพไม่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน อีกทั้งมีมาตรฐานและบริการที่ดี

ทีนี้ เราลองมาดู 10 อันดับ รพ.เอกชน ชั้นนำในไทยในปี พ.ศ.2565 ที่ถูกเลือกว่า มีประชาชนเข้ารับการรักษามากที่สุด โดยใช้เกณฑ์ในการพิจารณา ตัวอย่างเช่น

• ความเชื่อมั่นทางการรักษา และความชำนาญการของแพทย์/บุคลากร

• ประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้ป่วยในการรักษา

• ตัวชี้วัดประสิทธิภาพทางการแพทย์ของ รพ. เช่น คุณภาพการดูแลรักษาเฉพาะทาง, มาตรการด้านสุขอนามัย, ความปลอดภัยของผู้ป่วย และจำนวนผู้ป่วยต่อแพทย์และพยาบาล เป็นต้น

10 อันดับ รพ.เอกชน ที่คนไทยเชื่อมั่นและเข้าใช้บริการมากที่สุด (จัดอันดับปี พ.ศ.2565)

รพ.บำรุงราษฏร์ อินเตอร์ฯ (กรุงเทพฯ)

อันดับ 1. รพ.บำรุงราษฏร์ อินเตอร์ฯ (กรุงเทพฯ)

ครองอันดับที่ 1 ด้วยคะแนนประเมิน 94.7% เป็นโรงพยาบาลเอกชนอันดับ 1 ของประเทศไทย
- ที่ให้การดูแลรักษาด้วยความเอื้ออาทร ความสะดวกสบาย และการทำงานร่วมกันเป็นทีม
- สามารถให้บริการตรวจวินิจฉัย ส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง และให้การรักษาภายในไม่กี่วัน
- ใช้นโยบายราคาเดียว (one-price-policy) กับผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยชาวไทยหรือผู้ป่วยชาวต่างชาติ มีระบบเทคโนโลยีและอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยอยู่เสมอ
- รพ.บำรุงราษฎร์ มีศักยภาพสูงและดีพอจะรอรับการบริการในกลุ่มผู้ใช้บริการจากนานาชาติ
- บุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรเกี่ยวเนื่องในอุตสาหกรรม มีความรู้ความเชี่ยวชาญในระดับสูง จึงไม่แปลกใจว่าทำไม รพ.บำรุงราษฎร์ ถึงได้ถูกยอมรับในระดับสากล

รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

อันดับ 2. รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

ได้คะแนนประเมิน 90.24% (กรุงเทพฯ)
- โดยเป็นโรงพยาบาลที่มุ่งให้บริการทางการแพทย์เป็นเลิศ เพื่อนำประโยชน์คืนกลับสู่ศิริราชและสังคม
- มีความยอดเยี่ยมด้านการแพทย์ เทคโนโลยีและความรู้อย่างไรที่ติ
- มีปรัชญาการเป็นผู้รับและผู้ให้ โดยการนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในโรงพยาบาลและกิจการอื่น ๆ รพ.ศิริราชจึงก้าวขึ้นมาเป็นโรงพยาบาลชั้นนำระดับแนวหน้าของเมืองไทย

โรงพยาบาลกรุงเทพ

อันดับ 3. รพ.กรุงเทพ

ได้คะแนนประเมิน 88.42% (กรุงเทพฯ)
- เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในกลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
- ได้รับความไว้วางใจทั้งจากคนไทย และชาวต่างชาติเลือกใช้บริการตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสุขภาพด้วยดีตลอดมา
- ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบัน Joint Commission International (JCI) องค์กรกำกับมาตรฐานด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก

รพ.รามาธิบดี

อันดับ 4. รพ.รามาธิบดี

ได้คะแนนประเมิน 82.83% (กรุงเทพฯ)
- รพ.รามาธิบดี เป็นโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่อยู่ภายใต้การกำกับของมหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นเสาหลักของการสาธารณสุขในประเทศไทยที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์และความรู้ด้านการแพทย์มากมายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

รพ.สมิติเวช สุขุมวิท

อันดับ 5. รพ.สมิติเวช สุขุมวิท

ได้คะแนนประเมิน 82.82% (กรุงเทพฯ)

- โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ มีประวัติโดดเด่นด้านงานบริการและเทคโนโลยีในการรักษาที่ทันสมัย

- ได้รับรางวัลมากมายเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาล มีเตียงรองรับผู้ป่วย 275 ราย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทุกๆ สาขากว่า 400 ท่าน

- มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและบุคคลากรผู้มากด้วยประสบการณ์ มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

- ภายในโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ยังมี Japanese Medical Center แยกเป็นสัดส่วน แบบ One – Stop –Service ในการดูแลคนญี่ปุ่น

อันดับ 6. รพ.ธนบุรี ได้คะแนนประเมิน 82.64% (กรุงเทพฯ)

อันดับ 7. รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้คะแนนประเมิน 82.64% (กรุงเทพฯ)

อันดับ 8. รพ.พระรามเก้า ได้คะแนนประเมิน 76.23% (กรุงเทพฯ)

อันดับ 9. รพ.บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ได้คะแนนประเมิน 75.74% (กรุงเทพฯ)

อันดับ 10. รพ.เมดพาร์ค ได้คะแนนประเมิน 75.17% (กรุงเทพฯ)

แม้ขึ้นชื่อในเรื่องความสะดวกสบาย ความรวดเร็วในการให้บริการรักษาพยาบาล รวมถึงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยก็ตาม แต่อย่างที่บอกว่า ต้องแลกมาด้วย ค่ารักษาพยาบาลที่สูงลิบ !

โดยเราได้รวบรวม อัตราค่ารักษาพยาบาล รพ.เอกชน ในปี 2566 ซึ่งเป็นโรคที่ประชาชนเข้ารับการรักษาบ่อย และเป็นกรณีที่ต้องนอนโรงพยาบาลเอกชน ไว้ให้เพื่อน ๆ ได้พิจารณาดังนี้ (เป็นข้อมูลการสำรวจจากกลุ่ม รพ.เอกชน ค่าใช้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ตามแต่วิธีการรักษาและจำนวนคืนที่นอนใน รพ.)

• โรคไข้หวัดใหญ่ อัตราค่ารักษา รพ.เอกชน เฉลี่ย 46,000 - 73,000 บาท

• โรคไข้เลือดออก อัตราค่ารักษา รพ.เอกชน เฉลี่ย 24,000 - 84,000 บาท

• โรคความดันโลหิตสูง อัตราค่ารักษา รพ.เอกชน เฉลี่ย 25,000 - 120,000 บาท

• โรคแผลในกระเพาะอาหาร อัตราค่ารักษา รพ.เอกชน เฉลี่ย 50,000 - 150,000 บาท

• ผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ อัตราค่ารักษา รพ.เอกชน เฉลี่ย 102,000 - 159,000 บาท

• ติดเชื้อโควิด-19 อัตราค่ารักษา รพ.เอกชน เฉลี่ย 100,000 - 200,000 บาท

สำหรับตัวเลขการรักษาใน รพ.เอกชน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย วิธีการเข้ารับการรักษา และปัจจัยอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เพื่อน ๆ ทุกคนหากเจ็บป่วยก็ควรรักษาตามที่ตนเองสะดวกที่สุด และตามงบประมาณของแต่ละคน โดย โรงพยาบาลรัฐ ปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นที่พึ่งพิงสำหรับคนไทยที่มากที่สุด เพราะด้วยฐานะ และกำลังทรัพย์ในการรักษา จึงต้องใช้สิทธิการรักษาพื้นฐานต่าง ๆ ที่ภาครัฐช่วยหนุน เพื่อเข้ารับการษาตามที่กำลังทรัพย์ที่ตนเองไหว

โรคภัยไข้เจ็บ ไม่เลือกคน.. สามารถเกิดได้กับทุกคน เพราะฉะนั้น การรักษสุขภาพดูแลตัวเองให้แข็งแรงปกติอยู่เสมอ คือ สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาไปพบแพทย์ ไม่ต้องเจ็บตัวเจาะเลือด/ฉีดยา และไม่ต้องเสียเงินเสียทอง หากไม่เจ็บป่วยรุนแรงหรือจำเป็นต้องเข้า รพ.จริง ๆ ขอให้ดูแลสุขภาพให้ดี เท่ากับ เซฟเงินในกระเป๋าคุณ ใช้ชีวิตให้อยู่ดีมีสุข ไม่มีสะดุดได้ต่อไป

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ
https://marketeeronline.co/archives/277802
https://www.bangkokbiznews.com/business/1003440
https://brandinside.asia/covid-19-impact-hospital-income/
https://aiaplanner.com/admit-cost/
https://www.tqm.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...