One Championship เบอร์ 1 รายการต่อสู้โลก ปั้น “วันลุมพินี” ดันมวยไทยฮิตระดับอินเตอร์
One Championship รายการต่อสู้เบอร์ 1 ของโลก ครอบคลุมตั้งแต่มวยสากล MMA (Mixed Martial Arts) มวยไทย และคิกบ็อกซิ่ง ก่อตั้งโดย “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” อดีตนักมวยไทย ที่มีเป้าหมายอยากสร้างสื่อกีฬาระดับโลก โดยกรุยทางความสำเร็จจากอเมริกา และสามารถส่งออกคอนเทนต์รายการกีฬาได้ 180 ประเทศทั่วโลก
ส่วน Passion ต่อไปของวัน แชมเปียนชิพ คือ การส่งออก"มวยไทย" ศิลปะประจำชาติ ให้กลายเป็นกีฬายอดฮิตในระดับโลก เทียบชั้นมวยสากล หรือกระทั่งกีฬามหาชนอย่างวอลเล่ต์บอล
นายจิติณัฐ อัษฎามงคล ประธาน วัน แชมเปียนชิพ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ ได้ผลักดันอุตสาหกรรมมวยไทย ผ่านการทำรายการ One ลุมพินี ซึ่งปรับรูปแบบการแข่งขันมวยให้มีความแตกต่าง อาทิ เวทีมีทั้งแบบกลม และแบบสี่เหลี่ยม
รวมถึงการนำมวยไทยไปขึ้นไฟต์กับมวยรูปแบบอื่น ๆ โดยสลับกติกากันไปในแค่ละยก อาทิ ซูเปอร์ไฟต์ระหว่างนักมวยไทยซูเปอร์สตาร์ "รถถัง จิตรเมืองนนท์" และตำนานการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) "ดิมิเทรียส จอห์นสัน" ภายใต้กติกาพิเศษมวยไทย-MMA ซึ่งเป็นการชกข้ามประเภทครั้งแรกของโลก สร้างความแปลกใหม่ให้แก่วงการต่อสู้ ทำให้ได้มวยไทยได้รับความสนใจมากขึ้น และขยายฐานผู้ชมในต่างประเทศได้
ขณะเดียวกัน วันลุมพินี ได้วางโพซิชั่นนิ่งแบรนด์ เน้นให้มวยไทยเป็นกีฬาสร้างพลังใจในเชิงบวก ไม่เน้นการต่อสู้ดุเดือดเลือดสาด ไม่มีการข่มคู่ต่อสู้แบบรายการอื่น และให้เกียรติความแตกต่างทางวัฒนธรรม ส่งผลให้รายการมวยของบริษัทฯ สามารถรับชมได้ทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ฝั่งตะวันออก
นายจิติณัฐ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของเรา คือ การเป็นซูเปอร์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ที่มีความเป็นสากล นำเสนอมวยไทยให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการการต่อสู้ที่รวดเร็ว รูปแบบเข้าใจง่าย มีความยุติธรรมและโปร่งใส
นำไปสู่การสร้างช่องทางรายได้ ทั้งจาก Licensing สิทธิ์นักกีฬา ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด การขายสินค้า Hosting Fee ขายบัตร และสปอนเซอร์ ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ในวงการมวยไทย ช่วยจุดประกายเศรษฐกิจ เข้ามามีส่วนร่วมสร้างระบบนิเวศน์ที่แข็งแรงตั้งแต่ระบบรากหญ้า รวมไปถึงสร้าง Soft Power ให้แก่ประเทศไทย
นายอริยะวัฏ บุษราบวรวงษ์ กรรมการผู้จัดการ วัน แชมเปียนชิพ ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯ ต้องการผลักดันนักมวยไทยให้เป็นสตาร์ระดับโลก เช่น รถถัง จิตรเมืองนนท์ แชมป์วันมวยไทย ที่ได้รับความนิยม และมีผู้ติดตามถึง 2.3 ล้านคน เป็นต้น
โดยนำเสนอเรื่องราวของนักมวยเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และทำให้นักมวยไทยมีค่าตัวสูงหลัก 10 ล้านบาท/ไฟต์ อนาคตอาจเป็นหลักร้อยล้านบาท พันล้านบาท เทียบเท่ากีฬาต่อสู้ยอดนิยมประเภทอื่น ๆ
"ที่ผ่านมาเราเข้ามายกระดับอุตสาหกรรมมวยไทย นักมวยไทย เช่น แสตมป์ แฟร์เท็กซ์ นักชกสาว ในอดีตค่าชกหลักพันบาท/ไฟต์ เมื่อวันนำมาปั้นค่าตัวเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท/ไฟต์ และมียอดผู้ติดตามสูงถึง 1.1 ล้านคน เป็นต้น เราต้องการเปลี่ยนภาพกีฬามวย จากเดิมถูกมองว่า เป็นกีฬาต้อยต่ำ ไม่มีเงินถึงมาชก สู่กีฬาที่สร้างฮีโร่และสตาร์ของประเทศ"
อย่างไรก็ดี จากเครือข่ายรายการของ วัน แชมเปียนชิพ ที่ได้รับความนิยม เช่น One Fight night ที่ตระเวนจัดงานทั่วโลก อาจดึงมาชกที่สนามลุมพินี เพื่อโปรโมตประเทศไทย ขณะเดียวกัน จะนำท็อปสตาร์ของ One Fight night ขึ้นชกกับท็อปสตาร์ของ One ลุมพินี สนับสนุนมวยไทยและนักชกไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโกลบอลมากขึ้น
"มวยไทยเป็นมิติใหม่ของกีฬาต่อสู้ ทั้งการใช้หมัด เท้า เข่า ศอก และมีโอกาสดังในระดับโลกเทียบชั้น MMA และมีโอกาสแซงคิกบ็อกซิ่ง และยิวยิตซูได้"
ซึ่งขณะนี้มวยไทยได้ขยายตลาดหลักไปยัง ออสเตรเลีย ยุโรป ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น และจีนได้แล้ว เหลือตลาดกีฬาต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดคืออเมริกา
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามวยไทยติดอยู่ในกรอบกีฬาดั้งเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวนับ 10 ปี ด้วยติด พ.ร.บ. มวย ทำให้เผยแพร่ความบันเทิงในรูปแบบใหม่ค่อนข้างยาก
ซึ่งมวยไทยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการโปรโมตมวยไทยโดยตรง แต่สอดแทรกไปยังรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์องค์บาก ที่มีจาพนมนำแสดง หรือการที่นักมวยไทยอย่างบัวขาว บัญชาเมฆไปต่อยมวยไทยในรายการคิกบ็อกซิ่ง เป็นต้น
หากมีการปลดล็อก พ.ร.บ. มวย จัดการเรื่องการพนัน มาเฟียมวยให้หมดสิ้น แสดงถึงความโปร่งใสของมวยไทย และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงคนในประเทศให้การยอมรับมากขึ้น เชื่อว่ามวยไทยมีศักยภาพไปได้ไกลกว่าเดิม
ทั้งนี้ ONE ลุมพินี ได้เริ่มจัดรายการที่ไทยเมื่อเดือนมกราคม 2566 ทางช่อง 7HD ทุกวันศุกร์ ช่วงไพร์มไทม์ เวลา 20.30-23.30 น. แทนที่คอนเทนต์ละครซึ่งถือเป็นแม็กเนตสำคัญของช่องทีวีดิจิทัล
ผลปรากฏว่า ONE ลุมพินี ได้เรตติงสูงสุดในสลอตรายการเวลาเดียวกัน โดยมีเรตติง 5.8 คิดเป็นยอดผู้ชมเฉลี่ย 13.6 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็นผู้ชมเพศชาย 57% และผู้ชมเพศหญิง 43% ส่งผลให้เป็นรายการต่อสู้เบอร์ 1 ในไทย
ทว่าสเต็ปถัดไป บริษัทฯ เตรียมขยายฐานผู้ชมในกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่มากขึ้น จากเดิมทาร์เก็ตผู้ชมกระจายตัวอยู่ตามต่างจังหวัด
นอกจากนี้ จะขยายการต่อยมวยไทยในต่างประเทศ จากปัจจุบันเฉลี่ย 12 ครั้ง/ปี ปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 1 เท่าตัว ส่วนการชกในไทยเต็มศักยภาพที่ 52 ครั้ง/ปี แล้ว