(จบแล้ว) ย้อนเวลากลับมาแก้ตัว #คีระคนโง่ (E-BOOK)
ข้อมูลเบื้องต้น
ชั่วชีวิตของเขาไม่เคยทำเรื่องดี
เป็นแค่ลูกบุญธรรมแต่กลับทรยศหักหลังครอบครัวเพียงเพราะโง่งมในความรัก หูเบาเชื่อทุกอย่างที่คนรักพูดจนทำให้ตระกูลของตัวเองย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี
พ่อแม่บุญธรรมโดนฆ่าตายเพราะเขาหวังในมรดก พี่ชายบุญธรรมติดคุกเพราะโดนข้อหาฉ้อโกงบริษัท และเมื่อออกจากคุกก็ตายด้วยน้ำมือของน้องชายบุญธรรมของตัวเอง
บริษัทที่ครั้งหนึ่งเป็นของตระกูลถูกเปลี่ยนมืออย่างรวดเร็ว เพราะเขามอบให้คนรักอย่างเชื่อใจ แต่สุดท้ายความรักเหล่านั้นก็เป็นสิ่งจอมปลอมเมื่อแฟนหนุ่มกับเพื่อนสนิทหักหลัง
เขาแทบเสียสติเมื่อเห็นแฟนหนุ่มกับเพื่อนกำลังมีอะไรกันบนเตียงของพวกเขา ความจริงกระจ่างว่าทุกอย่างเป็นเรื่องหลอกลวง เมื่อเพื่อนสนิทพูดขึ้น และเมื่อหันมองแฟนหนุ่มที่เอาแต่นิ่งเงียบก็ทำให้ได้รู้
รู้ว่าความรักที่ผ่านมาคือการหลอกลวง
เขาทวงทุกอย่างคืนแต่มีหรือที่จะได้ หนำซ้ำยังถูกจับโยนออกจากคอนโดข้อหาบุกรุก เพราะไม่ว่าอะไรก็ไม่มีชื่อเขาเป็นเจ้าของ
จากที่เคยอยู่สูงเสียดฟ้า กลับตกต่ำยิ่งกว่าพื้นดิน
อาหารมื้อละหมื่น กลายเป็นเศษอาหารข้างถังขยะ
ชีวิตตกต่ำถึงขีดสุดจนแทบอยากตาย
ในใจเคียดแค้นชิงชัง แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย
ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพื่อหลีกหนีความอดสู
ช่วงสุดท้ายก่อนตายก็ได้แต่คิดถึงพ่อแม่และพี่ชายบุญธรรม
หากไม่โง่ในความรักป่านนี้ก็คงมีชีวิตที่ดี
สิ่งที่มีในมือกลับไม่เห็นค่า
มองก้อนกรวดเป็นเพชรที่มีราคา ช่างน่าสมเพชเสียจริง
น้ำตาร่วงหล่นอย่างคนรู้สึกผิด
หากมีโอกาสได้แก้ตัวอีกครั้ง
จะไม่ยอมให้ครอบครัวตกต่ำแม้แต่นิดเดียว
จะขอเหยียบพวกทรยศให้จมดิน
สวรรค์ได้โปรดเมตตา
ให้คนโง่ๆ คนนี้แก้ตัวได้หรือไม่
ขอไปอย่างไร้ความหวังและทิ้งตัวเองลงสู่แม่น้ำเบื้องหน้า
จบลงแล้วสินะชีวิตของคนโง่ที่ชื่อว่า 'คีระ'
อ่านฟรีตอนล่าสุดที่ ReadAwirte
คำเตือนนิยาย
นิยายเรื่องนี้สร้างขึ้นจากจินตนาการของนักเขียน ตัวละครในนิยายไม่มีอยู่จริง
นักอ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง
นิยายเรื่องนี้ (อาจจะ) ประกอบไปด้วย
การใช้คำหยาบคาย การกล่าวถึงอวัยวะเพศแบบโจ่งแจ้ง
มีการกระทำที่ไร้เหตุและผลของตัวละคร
มีการกล่าวถึงการใช้อาวุธที่ผิดกฎหมาย ยาเสพติด หรือแม้กระทั่งอาชีพโสเภณี
มีการบรรยายถึงเลือด การฆาตกรรม การฆ่าตัวตาย
มีการกล่าวถึงการมีสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดจากการไม่สมยอม การข่มขืน การทารุณกรรมทางเพศ
นิยายเรื่องนี้มีตัวละครที่หลากหลายด้านความคิดและการกระทำ นักเขียนไม่มีเจตนาจะด้อยค่ารสนิยมใดใด
บางตอนของนิยายไม่เหมาะกับ “ผู้มีภาวะเป็นโรคซึมเศร้า” เพราะอาจจะทำให้สภาพจิตใจดิ่งได้
นิยายเรื่องนี้มีความเวอร์แบบมากๆ และแฟนตาซีสุดๆ ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 การคัดลอก ดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนักเขียน ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ นักเขียนมีสิทธิ์ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย
*ติดเหรียญตั้งแต่ตอนที่ 10 (ใน readawrite ติด 2 เหรียญเท่ากับ 2 บาทแต่ในเด็กดี 4 เหรียญเท่ากับ 2 บาท ดังนั้นทั้งสอง app ติดเท่ากันนะคะ)
*สามารถสั่งซื้อเล่มได้ที่ Line @994yzvuo
*นิยายมี E-BOOK ในเด็กดีและ MEB
#ขอโอกาสครั้งที่ 1
คีระค่อยๆ ลืมตาขึ้น ก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่มีกลิ่นของยาตลบอบอวลไปหมด
โรงพยาบาลเหรอ?
'หรือว่าจะมีคนไปช่วยเราตอนจะจมน้ำ
แม่งเอ๊ย!!! ช่วยทำเหี้ยไรวะ'
แกร๊ก…
เสียงเปิดประตูทำให้คีระหันไปมอง เขาก็พบว่าเป็นพยาบาลที่เดินเข้ามาแต่เมื่อเห็นชายหญิงสองคนด้านหลังเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
นั่นมันคุณลุงกับคุณป้าที่รับเขาเป็นลูกบุญธรรมนี่นา
"น้องคีย์! ลูกฟื้นแล้วเหรอคะ โถ่ขวัญเอ๊ยขวัญมานะคะ" คุณหญิงพรพรรณรีบเดินมากอดลูกชายคนเล็กของเธอด้วยความดีใจ คีระได้รับอุบัติเหตุตกบันไดหัวฟาดพื้นขณะอยู่โรงเรียนตอนที่ครูโทรมาแจ้งข่าวเธอถึงกลับเป็นลมเลยทีเดียว
คีระตกใจที่อยู่ ๆ ก็โดนคว้าไปกอดทำให้เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าตัวเองนั้นไม่เหมือนเดิม
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!
"น้องคีย์หนูเป็นอะไรรึเปล่าลูก เจ็บตรงไหนบอกป้า" คุณหญิงผละออกจากลูกชายเมื่อเห็นว่าลูกของเธอนิ่งไป
คีระมองลุงกับป้าสลับกันไปมาตาปริบๆ นี่มันลุงกับป้าจริงๆ ทั้งสองคนเป็นพ่อแม่บุญธรรมของเขาที่ตายไปนานแล้ว ตายด้วยน้ำมือของเขาเอง
และตอนนี้เขาก็อยู่ในร่างของตัวเอง และยังเป็นร่างที่ยังเด็กด้วยซ้ำ
สวรรค์ให้โอกาสเขาใช่มั้ย
ให้โอกาสเขาได้แก้ตัวใช่หรือเปล่า
เมื่อคิดได้เช่นนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา
"น้องคีย์หนูร้องไห้ทำไมคะ เจ็บตรงไหนบอกป้าเร็ว"
"หนูไม่เจ็บครับม๊าไม่เจ็บเลย" คีระตอบคนเป็นแม่บุญธรรมเสียงสั่นพร้อมกับน้ำตาไหลอาบแก้ม
"ป๊า" เอ่ยเรียกผู้ชายหน้าดุตรงหน้าด้วยเสียงเบา
หมับ……
นายท่านสิงขรคว้าลูกชายบุญธรรมเข้าไปกอด เด็กน้อยผู้เป็นลูกของเพื่อนสนิทรุ่นน้องที่ตายจากไป แม้จะแปลกใจเพราะเด็กน้อยไม่เคยเรียกพวกเขาว่าป๊ากับม๊าหรือพ่อกับแม่เลย แม้จะพยายามให้เรียกแค่ไหนแต่คีระก็ไม่เคยเรียกสักครั้ง
"ไม่เอาไม่ร้องไห้นะป๊าอยู่ตรงนี้แล้ว" ยิ่งปลอบก็เหมือนว่าลูกชายจะร้องไห้หนักกว่าเดิม สร้างความงุนงงให้กับสองสามีภรรยายิ่งนัก
กว่าจะปลอบใจและให้หมอเข้ามาตรวจอาการก็ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง คีระที่รับรู้ว่าตัวเองย้อนเวลามาตอนห้าขวบก็เริ่มจะยิ้มออก
เขาอ้อนขอให้พ่อป้อนข้าวและให้แม่ป้อนขนม แม้จะแปลกใจกับพฤติกรรมของลูกบุญธรรม แต่สองสามีก็ไม่พูดอะไร ดีเสียอีกที่เป็นแบบนี้ดีกว่าตอนเงียบๆ เป็นไหน ๆ
คีระคือลูกชายของรุ่นน้องคนสนิทของพวกเขาทั้งสองคน แต่เมื่อหนึ่งปีก่อนทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตขณะที่ขับรถไปรับลูกชายวัยสี่ขวบที่โรงเรียน
ในวันที่เปิดพินัยกรรมทำให้สิงขรตกใจ เพราะในพินัยกรรมระบุว่าหากพวกเขาสองคนเป็นอะไรไปสมบัติทุกอย่างมอบให้กับลูกชายคนเดียวคือคีระทั้งหมด แต่ให้นายสิงขรกับนางพรพรรณที่เป็นเพื่อนสนิทเป็นคนดูแลธุรกิจจนกว่าคีระจะบรรลุนิติภาวะ
เหตุนี้สิงขรจึงนั่งเก้าอี้ประธานบริษัทของเพื่อนสนิท ระหว่างที่รอให้คีระเติบโต และระหว่างนี้เขาก็ตามสืบเรื่องอุบัติเหตุอย่างลับๆ เช่นกัน
การที่เพื่อนเขียนพินัยกรรมเช่นนี้แสดงว่าต้องรู้ล่วงหน้าว่าตัวเองโดนปองร้ายอย่างแน่นอน และแน่นอนว่าเรื่องพินัยกรรมสิงขรกับภรรยานั้นจะเก็บเป็นความลับจนกว่าคีระจะอายุครบ 20 ปี
แม้จะมาอยู่ด้วยกันเป็นปีแต่คีระก็ยังคงเรียกพ่อแม่บุญธรรมว่าลุงกับป้า เด็กน้อยมักเก็บตัวเงียบและไม่ค่อยสุงสิงกับใครทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนนั้นติดลุงสิงขรกับป้าพรพรรณจะตายไป
คีระรู้ว่าทั้งสองคงแปลกใจที่อยู่ ๆ เขาก็เรียกป๊ากับม๊าเพราะเมื่อชาติก่อนเขาไม่เคยเรียกเลย แต่สำหรับชาตินี้คีระจะไม่ปล่อยให้เหมือนชาติก่อนอีกแล้ว เขาจะปกป้องทุกคนที่รักเขาและจะมอบทุกอย่างให้กับคนที่รักเขาเช่นกัน และคนเหล่านั้นก็ไม่ใช่หญิงร้ายชายเลวสองคนนั้นแต่เป็นพ่อแม่และพี่ชายบุญธรรมต่างหาก
"ม๊าแล้วพี่ล่ะครับ" คีระเอ่ยถามถึงพี่ชายที่เป็นลูกชายคนเดียวของนายท่านสิงขรและคุณหญิงพรพรรณ
"พี่ไปมหาลัยค่ะตอนเย็นๆ พี่เชนก็คงมาเยี่ยมหนู" คุณหญิงพรพรรณตอบลูกชายคนเล็กด้วยรอยยิ้ม แม้จะแปลกใจที่อยู่ ๆ คีระก็ถามถึงคเชนทร์ลูกชายของเธอ เพราะปกติคีระมักจะหลีกเลี่ยงพี่ชายเสมอ
หรือว่าสมองจะกระทบกระเทือนจริงๆ
"น้องคีย์นอนพักได้แล้วลูกเที่ยงแล้ว เป็นเด็กต้องนอนกลางวันนะครับ" นายท่านสิงขรบอกกับลูกชาย แม้ว่าจะรู้สึกดีที่เหมือนว่าเด็กน้อยจะเปิดใจแต่เวลานี้ต้องให้คนป่วยพักผ่อนก่อน
"ป๊ากับม๊าจะอยู่กับหนูใช่มั้ยครับ" คีระถูกประคองให้นอนลงบนเตียงเอ่ยถาม ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังผู้ใหญ่ทั้งสองอย่างคาดหวังในคำตอบ
นายท่านสิงขรอมยิ้มทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้กันนะ
"ครับลูก น้องคีย์ตื่นมาตอนไหนก็จะเห็นป๊ากับม๊า นอนนะลูกถ้าหายเร็วจะได้กลับบ้าน"
"ม๊ารักหนูนะคะ" คุณหญิงพรพรรณก้มจูบหน้าผากลูกน้อยด้วยความรัก
"หนูก็รักป๊ากับม๊า" ไม่นานคีระก็หลับสนิท สองสามีภรรยาจึงพากันนั่งเล่นอยู่ที่โซฟาไม่ไปไหน เพราะสัญญากับลูกเอาไว้แล้ว
คีระเป็นเด็กที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่เกิด เพราะเป็นลูกของเพื่อนสนิทบางครั้งพ่อแม่ของคีระก็เอาลูกมาฝากเลี้ยงเป็นวันๆ ก็มี ในตอนนั้นพวกเขาจึงสนิทกันมาก
แต่เมื่อคีระกลายมาเป็นลูกบุญธรรมเด็กน้อยก็เปลี่ยนไป จากเด็กร่าเริงก็กลายเป็นเงียบขรึมและไม่ชอบที่จะสนทนากับใคร แม้ว่าทั้งสองจะให้ความรักอย่างเต็มเปี่ยมแต่คีระก็ไม่ยอมเข้าใกล้เลย
มาวันนี้เด็กน้อยเปลี่ยนไปทำให้พวกเขาแปลกใจมากแต่ความดีใจก็มีมากกว่า ดังนั้นต่อให้สาเหตุเป็นเพราะอะไรพวกเขาก็ไม่ขอหาคำตอบ
#ขอโอกาสครั้งที่ 2
คีระตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนประมาณบ่ายสาม ซึ่งเมื่อลืมตาตื่นเขาก็เห็นพ่อกับแม่จริงๆ
นายท่านสิงขรให้หมอเข้ามาตรวจอาการลูกชาย เมื่อพบว่าทุกอย่างปกติดีก็ให้กลับบ้านได้ ความจริงแล้วคีระตกบันไดแค่สามขั้นซึ่งเขาแทบไม่เป็นอะไรด้วยซ้ำเพียงแค่สลบไปเฉยๆ แต่ความที่เป็นเด็กพวกผู้ใหญ่เลยตกใจเป็นธรรมดา แต่จะบอกว่าไม่เป็นอะไรก็คงไม่ได้ เพราะตัวเขาในตอนนี้คือวิญญาณของชายหนุ่มวัย 25 ปีที่มาจากอนาคต
คุณหญิงพรพรรณที่รู้ว่าลูกชายจะได้กลับบ้าน เธอก็จัดการเปลี่ยนชุดให้กับคีระทันที เด็กน้อยในชุดลายตุ๊กตาหมีสีแดงเมื่ออยู่บนตัวของคีระที่มีผิวขาวมากๆ ช่างน่ารักยิ่งนัก
"ปะลูกกลับบ้านกัน" นายท่านสิงขรอุ้มลูกชายขึ้นแม้จะแค่ห้าขวบแต่คีระนั้นจ้ำม่ำยิ่งนัก และแม้ตัวจะอ้วนก็ไม่ส่งผลอะไรต่อคนอุ้มที่มีรูปร่างสูงใหญ่อย่างสิงขรแต่อย่างใด
คีระถูกอุ้มขึ้นรถหรูราคาแพงที่มีบอดี้การ์ดของนายท่านสิงขรเป็นคนขับ เด็กน้อยเกาะหน้าต่างรถมองดูสิ่งที่รถขับผ่านด้วยความตื่นตาตื่นใจ
'ตอนนั้นถ้าไม่โง่ก็คงมีความสุขแล้ว' อยากจะนั่งด่าตัวเองสักสามปีให้สมกับความโง่ของตัวเองจังเลย
รถเคลื่อนตัวเข้าสู่คฤหาสน์หลังใหญ่ เมื่อถูกอุ้มลงจากรถคีระก็เห็นเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านและบอดี้การ์ดยืนกันอยู่เต็ม
คีระซบลงที่บ่าของนายท่านสิงขร แม้จิตวิญญาณจะอายุ 25 ปีแต่เขาตอนนี้ก็แค่เด็กห้าขวบคนหนึ่ง
"มีอะไรทำก็ไปทำเถอะ" คุณหญิงพรพรรณบอกกับเหล่าคนที่ยืนรอรับอยู่ เพราะเหมือนว่าลูกชายคนเล็กของเธอจะกลัว
คีระถูกอุ้มเข้าบ้าน เขามองไปรอบๆ ด้วยความคิดถึง
บ้านที่แสนอบอุ่นแต่กลับเป็นเขาที่ทำให้มันร้อนเป็นไฟ
"น้องคีย์อยากกินอะไรมั้ยลูกตอนเย็น" คุณหญิงถามลูกชายของเธอที่ตอนนี้สามีของเธอยังคงไม่ยอมปล่อยให้นั่งเอง แต่กลับอุ้มนั่งตักอยู่อย่างนั้น
"หนูอยากกินไข่ตุ๋นครับ"
"ได้ค่ะเดี๋ยวม๊าทำให้สุดฝีมือเลยนะ หนูอยู่กับป๊าก่อนนะลูกไม่นานพี่เชนก็กลับมาแล้ว" คุณหญิงบอกแค่นั้นก็เดินเข้าครัว
คีระที่ได้ยินแบบนั้นเขาก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เจอพี่ชาย ปกติพี่ชายจะอยู่คอนโดเพราะใกล้มหาลัยแต่พอเป็นเย็นวันศุกร์ก็จะกลับบ้านเสมอและจะกลับอีกทีตอนเช้าวันจันทร์
เมื่อก่อนคีระไม่ค่อยจะลงรอยกับคเชนทร์ พวกเขาทั้งสองต่างคนต่างอยู่เมื่อเรียนจบคเชนทร์ก็ได้เข้าทำงานในบริษัทในตำแหน่งรองประธาน
คีระมารู้ความจริงว่าบริษัทที่สิงขรนั่งเป็นประธานและคเชนทร์นั่งเป็นรองประธานนั้นเป็นของเขาก็ตอนที่อายุ 18 ปี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความแตกหักอย่างรุนแรง
แต่ชาตินี้มันจะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว เขาจะไม่หูเบาเชื่อคนง่ายอย่างชาติที่แล้วหรอกนะ
แต่ปัญหาคือชาติก่อนเขากับพี่เชนไม่คุยกันเลย ความจริงก็มีแต่เขานี่แหละที่หลีกเลี่ยงและเกลียดชังอีกฝ่าย เพราะเชื่อคำยุยงของสาวใช้คนหนึ่ง
แต่วันนี้ยังไม่เห็นเลยแฮะ
ช่างเหอะชาตินี้เป็นแค่เด็กห้าขวบอารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาใครเลยจะสนใจ คีระขอเอาข้อดีตรงนี้เข้าหาพี่ชายบุญธรรมก็แล้วกัน
คีระนั่งเล่นของเล่นอยู่ที่ห้องรับแขก แม้ว่าจะไม่อยากเล่นเพราะว่าเขานั้นโตแล้วแต่เล่นไปเล่นมากลับสนุกซะงั้น สงสัยอิทธิพลของร่างที่อยู่มันมีมากเกินไป
แค่ไถรถของเล่นโง่ๆ ไปมา คีระก็มีความสุข
มีความสุขจนไม่รู้ว่าพี่ชายนั่งอยู่ที่โซฟา และพ่อก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว
"นายน้อย คุณหนูได้เวลาอาหารเย็นแล้วค่ะ" เสียงของแม่บ้านทำให้คีระหันไปมอง ภาพพี่ชายวัย 18 ปีก็ปรากฏสู่สายตา
ใบหน้าหล่อเหลาสมวัยที่มักจะไม่ปรากฏอารมณ์ สีผมสีดำสนิทกับส่วนสูงที่หากยืนน่าจะราว ๆ 185 เซนติเมตร
อืมมมช่างเฟอร์เฟคอะไรแบบนี้
คีระจ้องมองพี่ชายตาไม่กะพริบจนคเชนทร์หรือเชนขมวดคิ้ว เพราะปกติน้องชายบุญธรรมมักจะหลีกเลี่ยงและไม่กล้าสบตาเขา และยิ่งหากอยู่ใกล้ขนาดนี้คีระคงขว้างของใส่แล้วแต่ตอนนี้กลับจ้องมองเขาตาแป๋วเสียอย่างนั้น
ตอนที่แม่โทรไปเล่าให้ฟังว่าน้องถามหาตอนอยู่โรงพยาบาล คเชนทร์ก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่แต่พอมาเห็นแบบนี้
อืมมน้องแปลกไปจริงๆนั่นแหละ
"พี่เชน" คีระลุกออกจากกองของเล่นแล้วเดินไปหาพี่ชายที่นั่งอยู่ที่โซฟา เด็กน้อยเงยหน้ามองพี่ชายและยิ้มให้
"ไปกินข้าวกัน" เอ่ยชวนคนหล่อไปกินข้าวด้วยความกระตือรือร้น
"อืม" คเชนทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำให้เขาเห็นว่าคีระสูงเลยเข่าเขามาไม่มากน่าจะต้นขาเขาเท่านั้น
เหตุใดส่วนสูงถึงแย่ขนาดนี้แต่ความกว้างของพุงกลับไม่น้อยเลย
"พี่เชน" คเชนทร์ชะงักขาที่กำลังจะก้าวเดินเมื่อน้องเรียก เขาก้มมองเด็กอ้วนที่เงยหน้ามองเขาอยู่พลางเลิกคิ้ว
"มีอะไร" น้ำเสียงราบเรียบถูกเอ่ยออกไป
คีระที่ได้ยินเสียงนิ่งๆ ของพี่ชายก็เม้มปากเล็กน้อย ชาติก่อนไม่ค่อยเจอกัน แต่หากได้เจอแต่ละครั้งก็เป็นคีระที่ชอบขว้างปาข้าวของใส่อีกคน
พี่เชนคงไม่ชอบนิสัยเขา แต่ไม่เป็นไรตอนนี้เขาเป็นเด็กน่ารักหากทำตัวดีๆ พี่เชนอาจจะชอบเขาก็ได้
"อุ้ม" เมื่อวางแผนในใจกับตัวเองเสร็จ คีระก็ยื่นมือไปให้พี่ชายอุ้มทันที
คเชนท์ขมวดคิ้วเมื่อน้องขอให้ตัวเองอุ้ม เพราะอยู่ร่วมกันมาเป็นปีหากคีระไม่ขว้างของใส่เขาก็ต้องหลบหน้าเขาทุกครั้ง แต่วันนี้กลับให้เขาอุ้ม
เพียงแค่ไม่กี่นาทีที่เจอกันคีระก็ทำให้เขาแปลกใจหลายเรื่องแล้ว
แต่เด็กห้าขวบคงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรหรอกมั้ง
คเชนทร์ย่อตัวลงไปอุ้มน้องชายขึ้นมา คีระที่ถูกอุ้มก็กอดคอพี่ชาย
"ว้าวหนูสูงมากเลย" ภารกิจสร้างความน่ารักให้พี่ชายประทับใจก็เริ่มขึ้นทันที
"หึ" คเชนทร์ประคองหลังน้องอย่างดีขณะก้าวเดินไปที่ห้องอาหารเมื่อถึงโต๊ะอาหารก็พบว่าพ่อกับแม่นั่งรอแล้ว
คเชนทร์วางน้องที่เก้าอี้เด็กข้างคนเป็นพ่อ จากนั้นเขาก็นั่งลงข้างๆ เพราะที่ประจำของเขาอีกฝั่งเป็นแม่ที่จับจองไป
พ่อกับแม่อยากให้เขานั่งข้างน้อง
แม่บ้านเอาผ้ากันเปื้อนมาผูกให้กับคุณหนูของบ้าน
จานข้าวรูปหมีสีส้มถูกวางไว้ตรงหน้าพร้อมไข่ตุ๋นน่ากินถ้วยเล็กๆ
เมื่อนายใหญ่ของบ้านลงมือทานทุกคนก็เริ่มลงมือ วันนี้เป็นวันแรกที่คเชนทร์ได้ร่วมโต๊ะกับน้องชาย เพราะปกติแล้วหากมีเขาอยู่คีระจะไม่ยอมมากินข้าวเลย
กินไปสักพักคเชนทร์ก็เห็นก้อนลูกเต๋าสีส้มถูกวางใส่จาน เมื่อหันมองตัวต้นเหตุก็พบว่ากินข้าวอย่างหน้าตาเฉย
เมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่พูดอะไรคีระก็ตักแครอทออกจากไข่ตุ๋น และวางบนจานของพี่ชายอีกครั้ง
คีระเป็นเด็กไม่ชอบกินผักทุกชนิด
"ถ้ากินแครอทจะพาไปซื้อของเล่น" คเชนทร์เอ่ยขึ้นเมื่อแครอทชิ้นที่ห้าถูกวางบนจานข้าวของตัวเอง คีระเงยหน้ามองพี่ชายสลับกับแครอทที่อยู่ในถ้วยไข่ตุ๋นแม้มันจะเป็นชิ้นเล็กๆ แต่คีระก็ไม่ชอบกินอยู่ดี
ไม่ใช่ว่ากินไม่ได้แค่ไม่ชอบเฉยๆ
"น้องคีย์เอาให้ป๊าก็ได้ลูก" นายท่านสิงขรพูดขึ้น เมื่อเห็นว่าลูกชายคนเล็กเงียบไป
คีระชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ตอบคนเป็นพ่อ
"ไม่เป็นไรครับหนูกินได้" ตักแครอทใส่ช้อนมาหนึ่งชิ้นแล้วจ้องมอง
"พี่เชนหนูขอกินแค่ชิ้นเดียวก่อนได้มั้ยครับ" หันไปต่อรองกับพี่ชาย วันนี้เริ่มต้นกินผักวันแรก ขอแค่ชิ้นเดียวก่อนจะได้รึเปล่านะ
คเชนทร์ที่ได้ยินคำขอจากน้องถึงกับรู้สึกคันยุบยิบในใจ นี่น้องชายเขาเป็นเด็กน่ารักตั้งแต่เมื่อไหร่
"อืม" กว่าจะรู้ตัวก็ตอบรับไปเสียแล้ว
"แล้วพี่เชนยังจะพาหนูไปซื้อของเล่นมั้ย" เอ่ยถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
"พาไปถ้ากินข้าวจนหมด"
"หนูกินหมดอยู่แล้ว" คีระตั้งหน้าตั้งตากินข้าวจนหมดและเป็นอย่างที่คีระพูด เด็กน้อยกินแครอทแค่ชิ้นเดียว ส่วนที่เหลือก็ตักให้พี่ชายกิน ซึ่งคเชนทร์ก็ตักกินจนหมดเช่นกัน
นายท่านสิงขรกับคุณหญิงมองหน้ากันพลางยกยิ้ม ลูกชายสองคนเข้ากันได้ดี เห็นแบบนี้ก็รู้สึกโล่งใจนึกว่าคีระจะขว้างจานขว้างช้อนใส่พี่ชายเสียอีก