โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

พลิกฟื้นดิน ลดรายจ่าย สร้างรายได้ ด้วยปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ จากวัสดุเหลือใช้ปาล์มน้ำมัน

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 04 มิ.ย. 2567 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2567 เวลา 02.00 น.

จังหวัดตรัง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเกษตรกรมีการปลูกยางพาราเป็นพืชหลัก รองลงมาคือการปลูกปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชผัก และพืชอื่นๆ แต่เกษตรกรมักประสบปัญหาความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรหรือราคาตกต่ำในช่วงเวลาที่สินค้าเกษตรทยอยออกสู่ตลาดปริมาณมาก อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตสูง จากปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมีที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ไม่มั่นคง

นอกจากนี้ การที่เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเป็นเวลานานอาจจะทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดินถูกทำลาย ดินเสื่อมสภาพ กลายเป็นดินที่แข็งแน่นทึบ การระบายถ่ายเทอากาศและนํ้าลดลง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของรากพืช การดูดกินน้ำ และธาตุอาหารจากดิน ถึงแม้จะมีธาตุอาหารอยู่ในดินเป็นจํานวนมาก รากพืชก็ดูดกินได้ไม่เต็มที่ เกิดการสูญเสียธาตุอาหารจากปุ๋ยที่ใส่ไปโดยเปล่าประโยชน์

ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้ โดยทั่วไปเกษตรกรไม่ทราบ จึงไม่ได้ให้ความสําคัญเต็มที่ในการปรับปรุงสภาพทางกายภาพและทางเคมีของดินร่วมไปกับการใช้ปุ๋ยเคมี จึงทําให้ผลที่ได้จากการใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ผลเต็มที่อย่างที่เคยได้รับอีกต่อไป เสมือนว่าเมื่อใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานปีเข้า ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นนั้นลดลงเรื่อยๆ เกษตรกรบางรายจึงต้องเพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้ได้ผลผลิตเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ทำให้รายจ่ายด้านปัจจัยการผลิตยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ คุณกัลยา นิ่มละมัย เกษตรกรต้นแบบเจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ศพก.) เครือข่าย ด้านปุ๋ยอินทรีย์ ประธานกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพชุมชน และประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกม่วง ตำบลเกาะเปียะ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ซึ่งทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เกิดแนวความคิดที่ต้องการลดต้นทุนการผลิต โดยการผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพใช้เองเพื่อปรับปรุงคุณภาพทางกายภาพของดิน ช่วยปรับปรุงดินให้ดินร่วนซุยมีการระบายน้ำ ระบายอากาศดี อุ้มน้ำดี ช่วยในการดูดซับธาตุอาหารพืชได้มากขึ้น ช่วยให้ดินมีการเปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาดินช้าลง และทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารจากดินได้ดี ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดรายจ่ายด้านปัจจัยการผลิต

คุณกัลยา เล่าว่า แรกเริ่มในการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ จะนำวัสดุเหลือใช้จากบ้านของตนเองและที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ในการผลิตและนำไปใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง ซึ่งหลังจากใช้แล้วผลปรากฏว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ สังเกตได้จากไส้เดือนดินมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น พืชเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และสามารถลดรายจ่ายจากการซื้อปุ๋ยเคมี เมื่อตนเองประสบความสำเร็จก็อยากจะถ่ายทอดความรู้ที่มีให้เกษตรกรท่านอื่นๆ บ้าง จึงเริ่มแนะนำและถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่สนใจ และชักชวนเกษตรกรร่วมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพชุมชนตำบลเกาะเปียะ และจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตำบลเกาะเปียะเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2548 โดยสำนักงานเกษตรอำเภอย่านตาขาว ผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกของกลุ่ม

แต่ปัจจุบันเนื่องจากมีกิจกรรมอื่นๆ ในกลุ่มเพิ่มขึ้น เช่น การปลูกผักปลอดสารพิษ การทำฮอร์โมนเร่งดอก เร่งผล เป็นต้น จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกม่วง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอย่านตาขาวได้เข้ามาแนะนำให้ความรู้ในการบริหารจัดกลุ่มอย่างต่อเนื่อง จนกิจการไปได้ด้วยดี และคุณกัลยายังเคยได้รับรางวัลชนะเลิศ การจัดทำบัญชีวิสาหกิจชุมชนดีเด่น การบริหารจัดการโดยการใช้ข้อมูลทางบัญชี จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 9 อีกด้วย และยังมีรางวัลอื่นที่ได้รับ ได้แก่ ปี 2550 ได้รับรางวัลครูเกษตรคนเก่ง จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ปี 2550 ได้รับรางวัลด้านการประกอบอาชีพการเกษตรและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมดีเด่น จากมูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาค ปี 2550 ได้รับรางวัลคนดีศรีแผ่นดิน จากหนังสือพิมพ์สื่อสารธุรกิจเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เป็นต้น

เริ่มแรกสูตรการผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพของกลุ่มจะปรับเปลี่ยนไปตามวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่ในชุมชน แต่วัสดุเหลือใช้ในชุมชนมีปริมาณไม่แน่นอน อีกทั้งยังมีความหลากหลาย ทำให้ควบคุมการผลิตและคุณภาพของปุ๋ยได้ยาก ดังนั้น เมื่อทางกลุ่มมีการผลิตเพื่อจำหน่ายจึงปรับปรับเปลี่ยนเป็นการใช้วัสดุเหลือใช้จากทะลายปาล์มซึ่งมีปริมาณมาก และคุณสมบัติของวัตถุดิบค่อนข้างคงที่ วัตถุดิบมีตลอดทั้งปี มีคุณสมบัติเหมาะสมในการทำปุ๋ยหมัก เพื่อให้ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพที่มีคุณภาพสูง

การผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ

  • เตรียมพื้นที่ผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ หรือถ้าเป็นพื้นดินให้ปูผ้ายางเพื่อป้องกันปุ๋ยซึมลงดิน
  • ผสมทะลายปาล์ม 10 ตัน กากตะกอน (ขี้เค้กปาล์มน้ำมัน) 10 ตัน มูลไก่ 25 ตัน และมูลวัว 25 ตัน คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำ พด.1 ผสมน้ำราดให้ทั่วกอง
  • หลังจากคลุกเคล้าผสมแล้ว รดน้ำให้พอเปียกไม่ต้องแฉะ ตั้งกองให้สูงอย่างน้อย1 เมตร เพื่อให้มีการสะสมความร้อนในช่วงแรกของการหมักในช่วง15 วันแรกของการหมัก ควรปิดกองปุ๋ยด้วยพลาสติกเพื่อรักษาความชื้นและเพิ่มอุณหภูมิภายในกอง และเริ่มกลับกองหลังจากครบ 15 วัน และกลับกองทุก 7 วัน แต่ถ้าพบว่าปุ๋ยหมักแห้งให้รดน้ำ
  • เมื่อครบ 2 เดือนหรือปุ๋ยหมักเริ่มเปื่อย ขณะกลับกองให้ใส่ พด.2 เพิ่มให้ทั่วกอง หมักไว้จนครบ 6 เดือน
  • นำ พด.3 ปริมาณ 1 ซอง ผสมน้ำแบ่งเป็น 3 ส่วน
  • นำปุ๋ยหมักที่ได้ 30 กิโลกรัม มูลไก่ 10 กิโลกรัม มูลวัว 10 กิโลกรัม และ พด.3 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันด้วยเครื่องผสมปุ๋ยหมักแล้วนำมากองรวมกันไว้สูงประมาณ 0.5 เมตร ทิ้งไว้ประมาณ 7-40 วัน
  • ตรวจเช็กความชื้นต้องไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิไม่เกิน 25-30 องศา จึงนำลงบรรจุกระสอบเก็บไว้ใช้ หรือจำหน่ายต่อไป

วิธีใช้

  • ผสมปุ๋ยหมักชีวภาพกับดินในแปลงปลูกผักทุกชนิดในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
  • พืชผักอายุเกิน 2 เดือน เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตง และฟักทอง ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพคลุกกับดินรองก้นหลุมก่อนปลูกกล้าผัก ประมาณ 1 กำมือ
  • ไม้ผล ควรรองก้นหลุมด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง ฟาง และปุ๋ยหมักชีวภาพ 1-2 กิโลกรัม สำหรับไม้ที่ปลูกแล้วใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพแนวทรงพุ่ม 1-2 กำมือต่อ 1 ตารางเมตร แล้วคลุมด้วยหญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง หรือฟาง แล้วรดน้ำสกัดชีวภาพให้ชุ่ม
  • ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้กระถาง ควรใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 กำมือ

ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพของกลุ่มมีการควบคุมดูแลคุณภาพให้ได้มาตรฐานจากกรมพัฒนาที่ดิน โดยการเก็บตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ ทุกๆ 3 เดือน จึงผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมพัฒนาที่ดิน และยังได้รับการรับรองมาตรฐาน Q จากกรมวิชาการเกษตร โดยบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ กระสอบละ 10-25 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 6 บาท หรือกระสอบละ 60-150 บาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบราคากับปุ๋ยเคมีที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัมต่อกระสอบ ราคากระสอบละ 500-1,000 บาทขึ้นไป แล้วปุ๋ยหมักอินทรีย์ 50 กิโลกรัม มีราคาแค่ 300 บาท เท่านั้นจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ โดยกลุ่มสามารถผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์เฉลี่ยได้ 4-5 ตันต่อเดือน และมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้สร้างรายได้เข้ากลุ่มปีละประมาณ 200,000-300,000 บาท จึงถือได้ว่าการที่เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพใช้เองนอกจากจะช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน ลดรายจ่ายด้านปัจจัยการผลิตแล้วก็ยังสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณกัลยา นิ่มละมัย วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคก เลขที่ 61/5 หมู่ที่ 4 ตำบลเกาะเปียะ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง โทร. 096-581-8909 หรือสอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอย่านตาขาว โทร. 075-281-241

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลิกฟื้นดิน ลดรายจ่าย สร้างรายได้ ด้วยปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ จากวัสดุเหลือใช้ปาล์มน้ำมัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.technologychaoban.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...