“ผู้ประกอบการปากีสถาน” ปาดเหงื่อ ต้นทุนธุรกิจแพงกว่าภูมิภาค 34%
งานวิจัยภาคเอกชนชี้ต้นทุนพลังงาน ดอกเบี้ย และภาษีที่สูง ทำ "ผู้ประกอบการปากีสถาน" ปาดเหงื่อ ต้นทุนธุรกิจแพงกว่าภูมิภาค 34% แรงงานหันไปเลือกงานประจำมากขึ้น
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.01 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ต้นทุนการทำธุรกิจในปากีสถานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียใต้อยู่ราว 1 ใน 3 และช่องว่างดังกล่าวกำลังบั่นทอนแรงจูงใจในการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันให้ประชาชนจำนวนมากหันไปเลือกงานประจำแทนการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง ตามผลการศึกษาล่าสุดจากภาคเอกชน
รายงานของ Pakistan Business Forum (PBF) ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจในปากีสถานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านราว 34% อาเหม็ด จาวัด หัวหน้าผู้จัดงานของ PBF เปิดเผยว่า การวิเคราะห์อ้างอิงข้อมูลภาคอุตสาหกรรม ณ เดือนธันวาคม 2568 และพบว่ามีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ดันต้นทุนให้สูงขึ้น
หัวหน้าผู้จัดงานของ PBF ระบุว่า ภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงยังอยู่ในระดับสูง โดยมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมพัฒนาปิโตรเลียมเพิ่มราว 80 รูปีต่อลิตร ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 12.5% เกือบ 2 เท่าของค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 6-7% นอกจากนี้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 34 รูปีต่อหน่วย เทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคราว 17 รูปี
อีกปัจจัยสำคัญ คือ ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง จากราว 110.7 รูปีต่อดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2561 เป็นประมาณ 280 รูปีต่อดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2568 ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นมาก ขณะเดียวกันภาระภาษีโดยรวมของภาคธุรกิจอาจสูงถึง 55% ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
บิลาล กานี ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวิจัยของ Gallup Pakistan ระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายที่จำกัดการแข่งขัน โดยรัฐบาลมักปกป้องผู้ผลิตในประเทศผ่านการจำกัดการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจต้องพึ่งพาทางเลือกภายในประเทศที่มีต้นทุนสูงกว่า
กานี ยังเสริมว่า ปากีสถานถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจากปัญหาการก่อการร้าย การฟอกเงิน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้บริษัทต้องเผชิญขั้นตอนด้านใบอนุญาต การรับรอง และการตรวจสอบจำนวนมาก ซึ่งเพิ่มต้นทุนคงที่ในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ส่งออกและบริษัทเทคโนโลยี
สภาพแวดล้อมต้นทุนสูงกำลังกระทบเศรษฐกิจปากีสถานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาคส่งออกที่ไม่สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 หัวหน้าผู้จัดงานของ PBF ยกตัวอย่าง ว่า มีธุรกิจขนาดกลางในอุตสาหกรรมสิ่งทอหลายร้อยแห่งต้องปิดตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับอินเดีย ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่ออินเดีย อาจยิ่งซ้ำเติมภาคสิ่งทอของปากีสถาน
อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นภาคส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ คิดเป็นราว 60% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดในปีงบประมาณ 2567 โดย PBF ได้ส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการแก้ไขต้นทุนการทำธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การกำหนดค่าไฟฟ้าในระดับที่แข่งขันได้ในภูมิภาค และการปรับอัตราภาษีนิติบุคคลให้เหมาะสมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของ Gallup Pakistan พบว่า แรงงานที่เป็นลูกจ้างประจำมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 60.1% จาก 53.4% ในปีงบประมาณ 2553–2554 ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ที่เพียง 21.8% ลดลงจาก 24.4% ในช่วงเดียวกัน
อาลี บัณฑิตจบใหม่ด้านบริหารธุรกิจในกรุงอิสลามาบัด เล่าว่า เคยพยายามเปิดร้านอาหารแต่ต้องล้มเลิก เพราะถูกหลายหน่วยงานรัฐเรียกตรวจและดำเนินการด้านเอกสารจำนวนมาก จนตัดสินใจหันไปหางานประจำแทน
ด้าน เนียซ มูร์ตาซา นักเศรษฐศาสตร์อิสระในอิสลามาบัด ระบุว่า ต้นทุนสูง อุปสรรคด้านระบบราชการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำกัด และความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ ล้วนเป็นปัจจัยที่บีบให้คนหันไปเลือกงานเงินเดือน มากกว่าการเริ่มต้นธุรกิจ
กานีจาก Gallup ยังชี้ว่าระบบการศึกษาของปากีสถานแทบไม่ปลูกฝังทักษะผู้ประกอบการ การรับความเสี่ยง และการมองหาโอกาสทางธุรกิจ แต่กลับมุ่งสร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพสำหรับบริษัทขนาดใหญ่และบรรษัทข้ามชาติ ส่งผลให้วัฒนธรรมผู้ประกอบการเติบโตได้ยากในระยะยาว
อ้างอิง : asia.nikkei.com