โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ต่างชาติมองไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย การเมือง-ผู้นำเปลี่ยนแปลงบ่อย หนี้ครัวเรือนสูงจัด ไร้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

BTimes

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 12.40 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. เวลา 12.04 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ไฟแนนเชียล ไทม์ สื่อด้านเศรษฐกิจชื่อดังระดับโลกจากยุโรป รายงานพิเศษมีชื่อว่า ไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียได้อย่างไร ในครั้งหนึ่งเศรษฐกิจไทย ถูกตั้งฉายาว่าเป็นเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย มีเศรษฐกิจโตสูงถึงสองหลัก แต่ขณะนี้ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การผลิตอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวอยู่ในภาวะขาลง

สื่อดังกล่าวได้สัมภาษณ์ผู้หญิงไทยมีชื่อว่าคุณทิพย์วิมล เธอมากรุงเทพ นับเป็นเวลา 4 ปีผ่านมา คุณทิพย์วิมลเปิดธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กเล็กๆ เพื่อให้บริการทำอาหารส่งขายพนักงานสำนักงาน แต่ยอดขายลดลงมากถึง 2 ใน 3 ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สาเหตุจากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมาก เมื่อธุรกิจของเธอขาดทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คุณทิพย์วิมลในวัย 57 ปี เตรียมจะปิดกิจการ เมื่อสัญญาเช่าที่จะสิ้นสุดลงในเมษายนนี้

เศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับสองในอาเซียนเผชิญการขยายตัวจำกัด ซึ่งเติบโตเพียง 2% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมด้วยเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การผลิตอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวอยู่ในภาวะขาลง

เศรษฐกิจประเทศไทย ในอดีตเคยขยายตัวสูงถึง 2 หลักโดยในปี 1988 หรือเมื่อ 38 ปีที่ผ่านมา ในปี 2531 ดังกล่าวเศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตทะยานสูงขึ้น 13% ช่วงเวลานั้นประเทศไทยได้รับฉายาว่าเป็นเสือเศรษฐกิจเอเชีย แต่ในปัจจุบันความทรงจำที่ดีในวันเก่าๆ ดูจะเลือนลางห่างออกไป เนื่องจากประชากรคนไทยกลายเป็นผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก จำนวนประชากรไทยหดลดลง ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ต้องแบกรับสูงมาก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศตกต่ำต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย หรือเครีเสิร์ช กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยเคยอยู่ในภาวะที่เปรียบเปรยได้กับกระทะเทฟร่อน กลับกลายมาเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี นี่คือสิ่งที่น่าตกใจอย่างมาก

ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเลวร้ายมากยิ่งขึ้น คือความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การเปลี่ยนแปลงของผู้นำประเทศบ่อยครั้ง กองทัพติดอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับพรรคปฏิรูป ที่ชนะการเลือกตั้งถึง 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่พรรคดังกล่าวถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่อำนาจการบริหารบ้านเมือง

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าทุกอย่างกำลังพังทลาย ไทยไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องราวของอุปสงค์ที่ขึ้นลงตามวัฒจักร แต่เป็นปัญหาที่ร้ายแรง ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการปฏิรูปอย่างแท้จริง

สัญญาณของภาวะเศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำกำลังเพิ่มขึ้น ธนาคารมีความกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ จึงปล่อยสินเชื่อน้อยลง ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเมื่อปี 2568 สิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอ ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่แย่ที่สุดในเอเชีย ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ลดลง 10% ขณะที่รัฐบาลไทยคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวในปีนี้ไว้ที่ 2% แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้เพียง 1.6% ซึ่งเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย เมื่อเดือนที่แล้ว ได้กล่าวเตือนเกี่ยวกับแรงกดดันจากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าที่ 19% ของสหรัฐอเมริกา และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งบั่นทอนภาคการส่งออกที่สำคัญของประเทศ รัฐบาลใหม่ต้องพยายามอย่างจริงจังในการเปลี่ยนอุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่

ภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยตกต่ำมาหลายปีแล้ว เนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอลง การนำเข้าสินค้าจีนที่มีราคาถูก การแข่งขันที่รุนแรงจากเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่เคยยิ่งใหญ่ ไทยเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค นิสสัน ฮอนด้า ซูซูกิ และอื่นๆ ปิดโรงงาน หรือลดกำลังการผลิตลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยชะลอตัว ส่งผลต่อตลาดแรงงาน และผลผลิตอุตสาหกรรม การผลิตรถยนต์ ยอดขายในไทย และอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานลดลงจากช่วงก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 และลดจากระดับสูงสุด

ไทยต้องยกเลิกนโยบายกีดกันทางการค้า เร่งคลายข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ศูนย์ข้อมูล การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เวชภัณท์ และเทคโนโลยีชีวภาพ แต่สิ่งสำคัญที่สุดกว่านั้น คือการฟื้นฟูสถานะการเงินของผู้บริโภคไทย หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีไทยอยู่ใกล้ 90% ซึ่งสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย เนื่องจากค่าจ้างยังทรงตัว ประชากรไทยลดลงต่อเนื่องมา 4 ปี มีอัตราการเกิดในปี 2025 ต่ำสุดในรอบ 75 ปี

ประชาชนคนไทยจำนวนมากกำลังตัดลดค่าใช้จ่าย และการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสะท้อนจากการให้สัมภาษณ์ของคุณธีวนารี สว่างเนตร ซึ่งเป็นเจ้าของร้านทําผมในกรุงเทพฯ และมีอายุ 45 ปี กล่าวว่า ฉันมีลูกค้าน้อยลงเรื่อยๆ ตอนนี้กําลังมองหาช่องทางออมเงินมากขึ้น ฉันซื้อของใช้ส่วนตัวน้อยลงสําหรับตัวเอง และให้ความสําคัญกับการซื้อให้ลูก ๆ ของฉันมากขึ้น

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในห้องไอซียู แต่หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สถานการณ์จะแย่ลงกว่านี้มาก

นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญทางเศรษฐกิจกำลังชะงักงัน และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการก่อสร้างโรงแรม ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามารวม 32.9 ล้านคนในปี 2025 ลดลง 7% และยังต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่ 40 ล้านคนในปี 2019 การท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านความปลอดภัย การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศต่างๆ เช่น เวียดนามและญี่ปุ่น

ไฟแนนเชียล ไทม์ รายงานในย่อหน้าสุดท้ายวาา บรรยากาศที่หดหู่ปรากฏให้เห็นทั่วกรุงเทพ ร้านอาหารร้าง โรงแรมไม่ค่อยเต็ม และผู้ค้าปลีกกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด บรรยกาศถนนบรรทัดทอง ซึ่งเคยเป็นแหล่งอาหารริมทางที่คึกคักสำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารหลายแห่งถูกปิดตัวลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...