โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอกนิติตั้ง ‘วอร์รูม’ รับมือ สงครามตะวันออกกลาง

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เอกนิติตั้ง ‘วอร์รูม’ รับมือ สงครามตะวันออกกลาง

เอกนิติ สั่งตั้งวอร์รูมดึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาพัฒน์ สำนักงบฯ ธปท. ก.ล.ต. และ ตลท. ประเมินผลกระทบ-เตรียมรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแกร่งเพียงพอรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก ชี้เงินสำรองระหว่างประเทศสูง สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง

วันนี้ (1 มีนาคม 2569) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room)

โดย Economic War Room ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ให้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากสถานการณ์ความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง

โดยกระทรวงการคลังสรุปได้ผลกระทบเบื้องต้นได้ ดังนี้

1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) : กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวน และปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel): หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ (Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ อาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel): ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น

4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel): ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดย ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ -0.7% (YoY)

และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3% (YoY)

5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel): ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุน

ไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Economies) โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้ประสานงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม และสามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย

6. ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel): สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

ดร.เอกนิติ เน้นย้ำว่า “พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก โดยไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง

โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง”

“ในระยะต่อไป กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะพิจารณาใช้เครื่องมือเชิงนโยบายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที” ดร.เอกนิติทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...