“ทรัมป์” เดินหน้ารื้อกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐ ลดคน 40% ปูทางยุบทั้งระบบ
"ทรัมป์" เร่งปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ลดกำลังคนเกือบครึ่ง และทยอยโอนภารกิจ-งบประมาณไปยังหน่วยงานอื่น ตามแนวคิด Project 2025
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายยุบกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐ (U.S. Department of Education) โดยทรัมป์เคยประกาศอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นวาระที่สองว่า ต้องการปิดหน่วยงานนี้ให้เร็วที่สุด และภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน จำนวนบุคลากรของกระทรวงลดลงแล้วราว 40% เหลือสำนักงานที่เงียบเหงาและตำแหน่งงานว่างจำนวนมาก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกว้างขวางในการปรับรูปแบบรัฐบาลกลาง บางหน่วยงานถูกตัดทอนบทบาท ขณะที่บางหน่วยงาน เช่น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กลับถูกเสริมกำลัง แต่กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานระดับคณะรัฐมนตรีเพียงแห่งเดียวที่ถูกตั้งเป้ายุบทั้งระบบ
รัฐบาลทรัมป์ ให้เหตุผลว่า การลดบทบาทกระทรวงจะช่วยตัดขั้นตอนราชการ และคืนอำนาจด้านการศึกษาให้รัฐและท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ภายในชี้ว่า โรงเรียนและองค์กรที่พึ่งพางบกลางเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว เช่น การแก้ไขคดีร้องเรียนด้านการเลือกปฏิบัติลดลงอย่างมาก โดยตั้งแต่ทรัมป์เริ่มวาระที่สอง กระทรวงสามารถปิดคดีคุกคามทางเชื้อชาติได้เพียง 2 คดี จากที่เคยทำได้ 25 คดีในปี 2567
ผู้นำการรื้อโครงสร้าง คือ Linda McMahon อดีตผู้บริหาร World Wrestling Entertainment ซึ่งมองภารกิจนี้ในมุมลดต้นทุนแบบองค์กรธุรกิจ โดยเรียกการปลดพนักงานว่าเป็นการลดกำลังคน และระบุว่ากระทรวงปัจจุบันเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิม แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การรื้อกระทรวงสอดคล้องกับแนวคิดจาก The Heritage Foundation ในโครงการ Project 2025 ซึ่งเสนอให้ยกเลิกโครงการที่ซ้ำซ้อนหรือถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพ โอนภารกิจไปยังหน่วยงานรัฐบาลอื่น โอนงบประมาณจำนวนมากให้รัฐและเขตการศึกษาบริหารเอง ขณะนี้มีการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างน้อย 7 ฉบับ เช่น โอนเจ้าหน้าที่ด้านอาชีวศึกษาไปยังกระทรวงแรงงาน และย้ายงบสนับสนุนระดับประถม–อุดมศึกษาหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไปยังหน่วยงานอื่น
นักวิจารณ์เตือนว่าการโยกภารกิจอาจทำให้เป้าหมายนโยบายเปลี่ยนไป เช่น เงินสนับสนุนการศึกษาถูกตีความเป็นเรื่องฝึกอาชีพมากกว่าการขยายโอกาสทางการศึกษา หรือการย้ายสำนักงานสิทธิพลเมืองอาจลดประสิทธิภาพในการคุ้มครองนักเรียน
แม้รัฐบาลยืนยันว่าโครงการสำคัญ เช่น เงินอุดหนุนโรงเรียนยากจน ความช่วยเหลือทางการเงินนักศึกษา และระบบรับรองวิทยาลัย จะยังคงอยู่ แต่สหภาพแรงงานระบุว่าภาระงานต่อเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า และอัตราการลาออกสูงกว่าปกติอย่างมาก
ตามกฎหมาย มีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่สามารถยุบกระทรวงศึกษาธิการได้โดยตรง รัฐบาลทรัมป์จึงเลือกใช้แนวทางรื้อจากภายใน เพื่อลดบทบาทจนเหลือเพียงเปลือก ก่อนหวังให้ฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าต่อในอนาคต
โดยรวมแล้ว ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนทิศทางชัดเจนของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการลดบทบาทรัฐบาลกลางด้านการศึกษาอย่างถึงราก แม้จะเผชิญเสียงคัดค้านและความกังวลเรื่องผลกระทบต่อเด็กและโรงเรียนทั่วประเทศก็ตาม
อ้างอิง : www.bloomberg.com